วันอังคารที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นายกเซ็นแล้ว ให้ชดใช้ขายข้าว ยอดเงิน 2 หมื่นล. 'บุญทรง' กับพวก

ผลโพลประชามติ ยังไม่ได้ตัดสินใจ

ปลัด มท.สั่งกำชับผู้ว่าฯ-นอภ.-กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน คุมเข้มกลุ่มป่วน หลังพบวัยรุ่นมือบอนฉีกบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิในพื้นที่ภาคเหนือให้เฝ้าหน้าจอเช็กสื่อโซเชียลบิดเบือน “องอาจ-แม่เลี้ยงติ๊ก”จี้ คสช.สาวมือบงการให้ได้ ลบครหารัฐจัดฉากเอง พท.แห่กระแสปฏิวัติตุรกีเหลว วัดพลังประชามติจะไปทิศทางไหน “วรวัจน์” ชวนอยู่โยงเฝ้าหน่วยจนกว่าจะจบ “เอ็นดีเอ็ม” ประกาศท้า กรธ.ดีเบต “อมร” รับคำท้าเจอได้ทุกเวที เหน็บเด็กสนใจเรียนแบบนี้คงได้เกรดเอทุกวิชา นิด้าโพลชี้คนยังไม่ตัดสินใจเยอะ กรุงเทพโพลบอกคนส่วนใหญ่จะรับ คน ตจว.ยังลังเลกลับบ้านไปใช้สิทธิ “วิษณุ” ยัน “บิ๊กตู่” ไม่กลัวฟ้องกลับ คาดลงนามไล่บี้ทวงเงินขายข้าวจีทูจีจาก “บุญทรง” กับพวกทั้ง 6 คนแล้ว บอกไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม “มนัส” ยันฟ้องแพ่ง “ยิ่งลักษณ์” จบก่อนเกษียณแน่ “ทักษิณ” โผล่หน้าเฟซบุ๊กวิเคราะห์ ศก.จีน

วันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญชี้ชะตาอนาคตประเทศใกล้เข้ามาทุกที การเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆยังคงมีต่อเนื่อง ล่าสุดนายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย สั่งการกำชับไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เฝ้าจับตามองกลุ่มเคลื่อนไหวในพื้นที่ และดำเนินการตามกฎหมายแบบเข้มข้น

ปลัด มท.สั่งด่วนผู้ว่าฯคุมเกมป่วน

เมื่อวันที่ 17 ก.ค. นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีมีกลุ่มวัยรุ่นเข้าไปฉีกทำลายบัญชีผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงประชามติ ที่ติดไว้ในศาลาประจำหมู่บ้านในพื้นที่ภาคเหนือ และมีการปล่อยข่าวสร้างความสับสนทางเฟซบุ๊กและไลน์ ให้ระวังการตรวจรายชื่อผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงประชามติทางระบบสารสนเทศของกรมการปกครอง www.khonthai.com จะทำให้ข้อมูลประชาชนไม่ปลอดภัย ว่า คาดว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไป จะมีวิธีการต่างๆสร้างความสับสน หรือบิดเบือนเจตนารมณ์การลงประชามติ ดังนั้นเพื่อป้องกันและรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ กระทรวงมหาดไทยจึงสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านทุกจังหวัด ดำเนินการ ดังนี้ 1.กรณีการฉีกทำลายบัญชีผู้มีสิทธิลงคะแนนประชามติ ให้จังหวัดเร่งประสานงานกับกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อไปแจ้งความโดยเร็ว และให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ตรวจสอบบุคคลแปลกหน้า หรือกลุ่มวัยรุ่นที่อาจถูกจ้างวานให้เข้าไปทำลายบัญชีผู้มีสิทธิลงคะแนนด้วย

กำชับเฝ้าหน้าจอเช็กสื่อโซเชียล

นายกฤษฎากล่าวต่อว่า 2.กำชับเจ้าหน้าที่ติดตามข่าวสารทางสื่อโซเชียลมีเดีย เมื่อพบข่าวสารที่เป็นเท็จให้รีบสร้างการรับรู้แก่ประชาชน และให้เพิ่มความเข้มข้นการดำเนินการตั้งแต่บัดนี้ 3.ให้ผู้ว่าฯใช้เครื่องมือสื่อสารทุกชนิด ทุกช่องทาง รวมทั้งเครือข่ายของฝ่ายปกครองท้องที่ และท้องถิ่น ชี้แจงข้อเท็จจริงที่มีผู้พยายามสร้างความสับสน ให้ประชาชนทราบทุกระยะ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้ประชาชนตื่นตระหนก เพราะเป็นข้อเท็จจริง 4.ขอให้จัดประชุมศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญจังหวัด เพื่อติดตามสถานการณ์ในพื้นที่ทุกสัปดาห์ หากพบว่ามีการกระทำผิดให้รีบดำเนินการตามกฎหมายโดยเฉียบขาด

“องอาจ” จี้สาวมือบงการลบครหา

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีมีการตั้งข้อสังเกตว่า การพบจดหมายบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญในพื้นที่ภาคเหนือ เป็นการจัดฉากสร้างสถานการณ์จากฝ่ายรัฐเอง ว่า อยากให้รัฐบาล คสช. และเจ้าหน้าที่ เร่งหาคนผิดมาลงโทษ เพื่อให้เกิดความชัดเจนว่ากลุ่มบุคคล หรือกลุ่มใดอยู่เบื้องหลัง ไม่น่าจะเกินฝีมือรัฐบาล และ คสช. แต่ถ้าไม่สามารถหาคนผิดได้ ข้อกล่าวหาเรื่องจัดฉากสร้างสถานการณ์ ก็จะมีคำครหานินทามากขึ้น ไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาล คสช. และผู้เกี่ยวข้อง เพราะก่อนหน้านี้โฆษก กรธ. เคยออกมาพูดเรื่องรัฐธรรมนูญปลอมมาแล้ว แต่ภายหลังพบว่าไม่ใช่ เป็นเพียงเอกสารความเห็นแย้งร่างรัฐธรรมนูญ ของกลุ่มองค์กรที่มีตัวตนชัดเจน ไม่ใช่กลุ่มเถื่อน ขณะที่จดหมายบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญที่ส่งผ่านทางไปรษณีย์ ไม่มีที่มาที่ไปว่าใครเป็นคนทำ จึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะทำความจริงให้กระจ่าง ก่อนที่ผู้คนจะเชื่อตามคำครหาว่าคนของรัฐจัดฉากสร้างสถานการณ์ขึ้นมาเอง เพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของผู้เห็นต่าง

ต้องหาตัวการให้ได้ก่อนศรัทธาหาย

นางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า คสช. รัฐบาล และผู้เกี่ยวข้อง ต้องรีบสาวตัวคนบงการส่งจดหมายบิดเบือนมาให้ได้ ว่าทำเป็นกระบวนการจริงหรือไม่ ถ้าสร้างความกระจ่างไม่ทันก่อนวันที่ 7 ส.ค. ความเชื่อมั่นศรัทธาต่อ คสช.จะหายไป จะมีผลระยะยาวต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะผ่านประชามติหรือไม่ ขณะนี้ตนกับพรรคพวกได้บอกต่อๆกัน ให้ช่วยสอดส่องอีกแรง ส่วนกรณีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ประกาศไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กกต.ต้องตรวจสอบว่าเป็นการปั่นป่วน ชี้นำ หรือเป็นการสื่อไปถึงประชาชน ไม่ให้รับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่

“วัฒนา” สดุดีชาวตุรกีสุดกล้าหาญ

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ และแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “เผด็จการไทยระวังให้ดี” ขอยกย่องประชาชนชาวตุรกีที่ออกมาต่อต้านรัฐประหารด้วยมือเปล่า ต่อสู้ด้วยชีวิตและเลือดเนื้อ จนทหารที่มีอาวุธต้องพ่ายแพ้ปกป้องประชาธิปไตยไว้ได้ ที่น่าชื่นชมคือสปิริตของพรรคฝ่ายค้านทุกพรรค ต่างออกมาประณามการรัฐประหารทันที รวมทั้งภาพทหารตุรกีที่ไม่ยอมยิงประชาชนและยอมให้ปลดอาวุธ สองสิ่งนี้คงหาดูยากในประเทศไทย เห็นการต่อสู้ของพี่น้องชาวตุรกีแล้วอยากให้คนไทยมีกำลังใจอดทน ภาพที่เราต้องทนเห็นจากเผด็จการไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ ละเมิดสิทธิมนุษยชน ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น จำกัดเสรีภาพของสื่อ และการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ของผู้นำ ทั้งหมดจะหายไปทันทีเมื่อประเทศเป็นประชาธิปไตย

วัดพลังประชามติจะไปทิศทางไหน

นายวัฒนากล่าวว่า ประชาชนสามารถเปลี่ยนแปลงได้โดยสันติ พลังของประชาชนที่จะแสดงออกมาในวันที่ 7 ส.ค. จะเป็นเครื่องชี้ทิศทางว่าประชาชนต้องการประชาธิปไตย หรือจะยอมอยู่ใต้อำนาจ คสช. ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คสช.จะไม่มีทางใช้อำนาจได้ตามใจชอบอีกต่อไป ประชาชนจะร่วมกันกำหนดอนาคตตัวเองโดยสันติวิธี ตนเชื่อมาตลอดว่าถ้าประชาชนไม่เอาด้วย กำลังทหารและอาวุธที่มีอยู่ทั้งหมด ไม่มีทางสู้ประชาชนได้ การต่อสู้ด้วยมือเปล่าของพี่น้องชาวตุรกีได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เผด็จการไม่มีทางชนะประชาชน

“ปึ้ง” เชื่อประชาชนไม่คิดป่วน

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ฟังคำตัดพ้อของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. หลังกลับจากมองโกเลีย ว่า พยายามแก้ไขปัญหาในอดีต และร่างรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมาใช้เพื่ออนาคต แต่มีความพยายามสร้างสถานการณ์ความขัดแย้งนั้น พล.อ.ประยุทธ์ต้องไม่ลืมว่า การทำประชามติต้องเปิดกว้างให้ทุกฝ่ายมีโอกาสแสดงความคิดเห็น ให้ทุกคนรับทราบข้อมูลโดยทั่วถึง เป็นหลักการง่ายๆในระบอบประชาธิปไตย เชื่อว่าไม่มีใครต้องการให้เกิดความขัดแย้งวุ่นวาย และคงไม่มีใครคิดจะออกมาเดินขบวนประท้วง เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดที่แล้ว

ตอก “บิ๊กตู่” เกียร์ว่างอย่ามาไขสือ

นายสุรพงษ์กล่าวอีกว่า ต้องถามตรงๆถึง พล.อ.ประยุทธ์ ที่ระบุว่าประเทศเดินไม่ได้จึงต้องออกมานั้น ช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์เป็น ผบ.ทบ. และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง พล.อ.ประยุทธ์ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชากลับไม่ออกมาปฏิบัติหน้าที่ช่วยปกป้องดูแลแก้ปัญหาบ้านเมือง กลับปล่อยให้ผู้บังคับบัญชาของตนถูกปิดล้อมกดดันโดยกลุ่ม กปปส. พล.อ.ประยุทธ์ไม่รู้สึกอะไรเลยหรือว่าเหตุที่ประเทศเดินไม่ได้นั้น มันเป็นเพราะอะไร ถ้าออกมาตามหน้าที่ที่พึงกระทำ บ้านเมืองก็เดินหน้าต่อไปได้อยู่

“นพดล” ไม่รับเพราะปม ส.ว.ลากตั้ง

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า ขอใช้สิทธิส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ในประเด็นที่มาของ ส.ว. ที่มาจากการเลือกกันเอง หรือให้ คสช.มีอำนาจคัดเลือก เพราะประชาชนควรเป็นผู้เลือก ส.ว.โดยตรง และยังเห็นว่า ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น ที่ควรเป็นผู้ให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ดังนั้น จึงไม่เห็นชอบแนวคิดในคำถามพ่วง ในระหว่าง 5 ปีแรกให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาทั้ง ส.ส. และ ส.ว. เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี เพราะ ส.ว.มาจากการคัดเลือกของ คสช. ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน

“พิชัย” ท่องคาถาคืนประชาธิปไตย

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าโครงการ “พร้อมเพย์” โดยหลักการเป็นเรื่องที่ดี เป็นไปตามกระแสของโลกที่จะชำระเงินผ่านบัตร และใช้ธนบัตรน้อยลง แต่ปัญหาอยู่ที่ประชาชนยังไม่มั่นใจที่จะเข้าระบบ อันเกิดจากความไม่เชื่อใจ ไม่มั่นใจในรัฐบาล เนื่องจากปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รัฐบาลทำจนเป็นปกติ รวมถึงกรณีที่รัฐบาลขู่จะออกมาตรการแกมบังคับเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ยิ่งทำให้คนระแวงสงสัย หลายคนเป็นห่วงว่าจะเป็นวิธีตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน และมีจำนวนไม่น้อยที่โยงเรื่องนี้เข้ากับประเด็นซิงเกิลเกตเวย์ ที่รัฐบาลพยายามคุมการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชน แถมยังใช้มาตรา 44 ให้ กสทช. และ กสท. ปิดสื่อได้ ที่สำคัญคือประชาชนอาจเห็นว่าขนาดเรื่องใหญ่อย่างประชามติ ผู้แทนสหภาพอียูและคณะทูต 22 ชาติ ยังต้องออกมาเรียกร้องต่อรัฐบาล คสช.ให้เปิดกว้างรับฟัง ยิ่งตอกย้ำให้คนไม่เชื่อใจและไม่มั่นใจมากขึ้น จึงเชื่อว่าหากประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ประชาชนจะมีความมั่นใจมากขึ้น

ชวนอยู่โยงเฝ้าหน่วยจนกว่าจะจบ

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อดีต รมต.ประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กว่า วันที่ 7 ส.ค. เป็นวันชี้ชะตาอนาคตประเทศ ตนจะใช้เวลาทั้งวันเริ่มตั้งแต่นัดหมายพี่น้องออกไปใช้สิทธิพร้อมกัน ตั้งแต่ 8 โมงเช้า เมื่อลงคะแนนแล้วจะเฝ้าอยู่ที่หน่วยจนถึง 4 โมงเย็น และจะเฝ้าจนนับคะแนนเสร็จถึงส่งคะแนน และประกาศคะแนนรวม จะอยู่เป็นเพื่อนพี่น้องทุกคนจนกว่าจะรู้ผล เชื่อว่าบรรยากาศการลงคะแนนวันนั้น จะเปี่ยมไปด้วยความสุข ความหวัง แล้วจะคอยติดตามผลการลงคะแนนของทุกหน่วยเลือกตั้ง ส่วนใครจะตัดสินใจทำแบบที่ตนทำ จะอยู่เป็นเพื่อนกันก็ยินดี ทุกคะแนนประชามติต้องเป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม ต้องไม่มีการโกง

ประณามนายกฯใช้คำสั่งบีบคอสื่อ

ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอประณาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ที่ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 41/2559 ปิดกั้นเสรีภาพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ขอให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าวทันที เพราะเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบธรรม 4 ข้อ คือ 1.วิธีการออกคำสั่งไม่ถูกต้องตามหลักนิติธรรม เพราะเป็นการออกคำสั่งโดยคนคนเดียว 2.เนื้อหาของคำสั่งขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน 3.ขัดต่อหลักความรับผิดชอบ และอาจมีการใช้อำนาจตามอำเภอใจ และ 4.การออกคำสั่งในช่วงก่อนออกเสียงประชามติ อาจทำให้เกิดข้อครหาว่าเป็นการชี้นำประชามติอย่างหนึ่งหรือไม่ คำสั่งอัปยศเช่นนี้มีไว้เพื่อบีบคอสื่อมวลชนใช่หรือไม่

“ทักษิณ” โผล่วิเคราะห์เศรษฐกิจจีน

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เผยแพร่คลิปวีดิโอผ่านเฟซบุ๊ก พูดถึงเศรษฐกิจจีนกับเศรษฐกิจโลก โดยระบุว่า 15 ปีที่ผ่านมา จีนเติบโตมโหฬาร วันนี้มีรายได้ต่อหัวต่อคนแซงไทยไปแล้ว นักธุรกิจจีนนำเงินไปลงทุนในหลายที่ ทั้งแอฟริกา และเอเชีย โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน และยังตั้งธนาคารเอไอไอบี (AIIB) ขึ้นมาเชิญคนอื่นมาร่วมหุ้นด้วย หลักการ คือ สร้างโครงสร้างพื้นฐานในเอเชียให้เจริญขึ้น เช่น การใช้รถไฟเชื่อมเอเชีย เชื่อมยุโรป สร้างถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปา ในประเทศที่ไม่เจริญโดยให้กู้เงินจากจีน แม้วันนี้เศรษฐกิจจีนชะลอตัว เพราะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวแทบทุกที่ ซึ่งประเทศเหล่านั้นคือผู้ซื้อหลักของจีน อเมริกาเพิ่งเริ่มฟื้น ทำให้ยังไม่บริโภคของจีนมากนัก แต่จีนเป็นผู้บริโภคน้ำมัน และเหล็กรายใหญ่ของโลก เมื่อจีนชะลอตัว ประเทศที่ส่งออกของเหล่านั้นก็ขายได้น้อยลง ประเทศผู้ผลิตน้ำมันก็มีปัญหา จึงต้องดูว่าอะไรจะเกิดก่อน จีนจะฟื้นก่อน หรือประเทศเหล่านี้จะฟื้นก่อน การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกมีผลต่อจีน และการชะลอตัวของจีนก็มีผลต่อโลก แต่ความสามารถในการผลิตของจีนยังสูงอยู่ และคนจีนชอบทำอะไรเยอะ จึงน่าจะเป็นช่องทางเราน่าไปดูว่ามีอะไรถูกแล้วต่อรองได้ แล้วนำไปขายต่อ จีนมีระบบบริหารที่วางโครงข่ายไว้ดี พอมีอะไรจึงแก้ปัญหาได้รวดเร็ว เชื่อว่าจีนยังไงก็ยังแข็งแรงอยู่ แต่คงไม่แข็งแรงวิ่งเร็วเหมือนอดีต เพราะอดีตฐานเล็กกว่านี้

“เอ็นดีเอ็ม” ห้าวท้าทาย กรธ.ดีเบต

เมื่อเวลา 10.00 น.ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายรังสิมันต์ โรม ผู้ประสานงานกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ (เอ็นดีเอ็ม) แถลงข่าวถึงแนวทางรณรงค์โหวตโนประชามติร่างรัฐธรรมนูญ วันที่ 7 ส.ค. ว่า เอกสารและแผ่นพับทุกฉบับของเอ็นดีเอ็มเป็นความเห็นแย้งเชิงวิชาการ ยืนยันจะเดินหน้ารณรงค์และแจกต่อไปเพื่อยืนยันความถูกต้อง แผ่นพับ 7 เหตุผลไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มีเพียงคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. เท่านั้นที่บอกว่าเข้าข่ายบิดเบือน เราแจกไปจนแล้ว 10,000 แผ่น ถูกกล่าวหาจาก กรธ. และนายสมชัยมาตลอดว่าบิดเบือน แต่ไม่เคยมีมติ กกต. อย่างเป็นทางการออกมา และ กกต.กับ กรธ. ก็ไม่เคยเรียกเราไปชี้แจง มีเพียงแถลงข่าวกล่าวหารายวัน ขอเรียกร้องให้ กกต.จัดอภิปรายเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ ระหว่าง กรธ.กับเอ็นดีเอ็ม เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลอีกด้านก่อนตัดสินใจลงคะแนน และขอตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นกลางในการทำหน้าที่ของ กกต.ด้วย เพราะเอกสารรณรงค์ของ กกต. มีลักษณะเลือกข้างสนับสนุน กรธ.ชัดเจน

ชวนโหวตโนต้านเผด็จการแบบตุรกี

นายรังสิมันต์กล่าวอีกว่า เราคงยังไม่เข้มแข็งเหมือนชาวตุรกี ที่ออกมาต้านการรัฐประหาร แต่เชื่อว่าวันที่ 7 ส.ค. คือโอกาสที่ประชาชนไม่จำเป็นต้องกลัวอะไรอีกต่อไป ขอเพียงแค่ออกมาใช้สิทธิลงคะแนน ซึ่งการโหวตโนนั้นยังไม่รู้ว่า ผลของมันจะนำไปสู่อะไร แต่อย่างน้อยหากโหวตโนชนะมันคือการลงโทษเผด็จการ การทำประชามติในวันที่ 7 ส.ค. จึงหมายถึงการเลือกว่าจะเอาเผด็จการอีก 5 ปี หรือจะเอาประชาธิปไตยตลอดไป

จากนั้นกลุ่มเอ็นดีเอ็มได้แจกแผ่นพับฉบับใหม่ “7 เหตุผลไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อสืบทอดอำนาจคณะรัฐประหาร” โดยภาพหน้าปกเป็นภาพทหารมือ หนึ่งถือพาน รธน. อีกมือถือปืน เท้าเหยียบบนหัวคน

ภาคี นศ.ห่วงประชาชนไม่เข้าใจ

อีกด้านที่ห้องประชุมวรรณไวทยากร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการประชุมองค์การนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย มีผู้นำนักศึกษาตัวแทนองค์การนักศึกษาจากสถาบันต่างๆทั่วประเทศเข้าร่วม จากนั้น น.ส.อัสมา หลีเยาว์ นายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) นายยศนนท์ จอมจันทร์ กรรมการฝ่ายสังคมและการเมือง อมธ. ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ในนามตัวแทน “กลุ่มภาคีผู้นำนิสิต นักศึกษา 12 มหาวิทยาลัย” เรื่อง “เสรีภาพในการแสดงความเห็นต่อการลงประชามติร่าง รธน. 2559 และบทบาทผู้นำนิสิตนักศึกษา ในสภาวะปัจจุบัน” สรุปว่าจากการประชุมผู้นำนิสิตนักศึกษา มีความห่วงใยต่อการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ดังนี้ 1.ความเข้าใจของประชาชนยังไม่เพียงพอ จากการประชาสัมพันธ์ที่ขาดความน่าสนใจ และเนื้อหาที่ยากแก่การเข้าใจ ทำให้การตัดสินใจลงประชามติ มิได้มาจากความเข้าใจที่แท้จริงของประชาชน

เรียกร้องรัฐปรับท่าทีรับฟังบ้าง

น.ส.อัสมากล่าวว่า 2.ความชัดเจนหลังการลงประชามติ กรธ.อธิบายว่าหากร่าง รธน.ผ่านจะเกิดการปฏิรูป แต่ไม่มีความชัดเจนว่าจะมีมาตรการอย่างไรถ้าประชามติไม่ผ่าน จากการให้น้ำหนักไปในทิศทางเดียวกัน จึงเปรียบเหมือนการโน้มน้าวให้ประชาชนเลือกในสิ่งที่ กรธ.ต้องการ 3.เสรีภาพในการแสดงออก ที่ผ่านมามีความพยายามปิดกั้นจำกัดการแสดงออกของผู้เห็นต่างบ่อยครั้ง เป็นการเลือกปฏิบัติข้างเดียว ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ภาคีผู้นำนิสิตนักศึกษาหวังอย่างยิ่งว่า ข้อคิดเห็นนี้จะได้รับการรับฟัง และนำไปปรับปรุงจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อทำให้การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญโปร่งใสเป็นประชาธิปไตย และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน

“อมร” รับคำท้าเจอกันได้ทุกเวที

นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. กล่าวถึงกลุ่มเอ็นดีเอ็มเรียกร้องให้จัดดีเบตระหว่าง กรธ.กับเอ็นดีเอ็ม ว่า ยินดีรับคำท้าจากทุกเวที แต่ต้องรอให้ กกต.หารือก่อนว่าจะดำเนินการอย่างไร ส่วนกรธ.เคยหารือถึงการเปิดเวทีดีเบต ว่าไม่อยากไปเพราะจะเป็นการไปสร้างความขัดแย้งเพิ่มขึ้น ดังนั้นหากจะไปต้องไปในนามส่วนตัว ส่วนการประชาสัมพันธ์เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ เราไม่ประมาท เพราะเครือข่ายพยายามล้มร่างรัฐธรรมนูญ เขาแข็งขันพยายามมาก ส่วนการเคลื่อนไหวของกลุ่มเอ็นดีเอ็น อยากถามว่าเวลาเรียนหนังสือขยันแบบนี้หรือไม่ หากเอาเวลาที่มีไปตั้งใจเรียนและขยันแบบนี้ เกรดที่ออกมาคงได้เอทุกวิชา และเป็นห่วงว่าอาจตกเป็นเครื่องมือของผู้ไม่หวังดี จึงอยากเตือนด้วยความหวังดี เวลาติดคุกเขาไม่ได้มาติดด้วย นอกจากนี้ควรอธิบายด้วยว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน จะมีผลดีอย่างไรกับประเทศ จะลดความเหลื่อมล้ำหรือทำให้ประชาธิปไตยเบ่งบานได้อย่างไร

ซัด กกต.เล่นบทตอบโต้มากเกิน

ด้านนายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ยังน่า เป็นห่วงที่คนอาจออกมาใช้สิทธิน้อยเกินไป ทำให้กระบวนการประชามติโมฆะ หรือขาดฉันทานุมัติ จนอาจกระทบต่อกระบวนการปฏิรูปได้ และบรรยากาศการรณรงค์ของฝ่ายต่างๆ ขณะนี้เต็มไปด้วยสีสันความขัดแย้ง ต้องตำหนิ กกต.ที่ไปจมอยู่กับการตอบโต้ทางการเมืองมากเกินไป ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ การปิดกั้นการรณรงค์มากเกินไปของ คสช. จึงถือว่าได้ไม่คุ้มเสีย ทำให้บางกลุ่มเคลื่อนไหวลงใต้ดิน ส่งผลให้มีการบิดเบือนข้อเท็จจริง ยิ่งทำให้ประชาชนสับสนจนไม่รู้จะเชื่อใครดี เหลืออีก 20 วัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงาน 24 ชั่วโมงเท่านั้น ถึงจะทำให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิถึงเป้าได้

“สุเทพ” ถูกใจห้ามแปรญัตติงาบงบ

วันเดียวกัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย และแกนนำ กปปส. กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ว่า ชอบใจที่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เขียนปกป้องเงินงบประมาณแผ่นดิน ไม่ให้รัฐนำเงินภาษีอากรจากหยาดเหงื่อประชาชนไปถลุงแหลกเหลวได้เหมือนเมื่อก่อน มาตรา 71 บอกต้องจัดสรรงบเป็นธรรม เมื่อก่อนเจ็บใจมากไม่เลือกพรรคเขาเลยไม่จัดงบประมาณให้ จนถนนพังไปทั้งภาค แต่ต่อไปนี้คนเป็นรัฐบาลจัดงบประมาณตามใจชอบไม่ได้แล้ว ส่วนที่เด็ดกว่า คือ มาตรา 144 ห้าม ส.ส.ที่เคยหากินกับงบประมาณ ต่อไปนี้จะแปรญัตติหั่นงบหาประโยชน์ไม่ได้ ทำเมื่อไหร่จะเป็น ส.ส.ไม่ได้ตลอดชีวิต หรือถ้ารัฐมนตรีคลังรู้เห็นเป็นใจ หรือรู้แล้วไม่ห้าม ต้องพ้นทั้งคณะ แล้วไม่ให้รักษาการด้วย หมดอนาคตทางการเมือง

กำแพงเพชรพบอีกพวกมือบอน

ช่วงสายวันเดียวกัน นายประวิทย์ ทองสาร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 5 ต.สลกบาตร อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร เข้าแจ้งความกับ ร.ต.อ.นพเก้า ดวงคำ รอง สว.สส.สภ.ขาณุวรลักษบุรี ว่ามีคนฉีกบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงลงประชามติ หน่วยลงคะแนนเสียงวัดหงส์ทอง อาคารอเนกประสงค์โรงเรียนวชิรสารศึกษา (โรงเรียนวัดหงส์ทอง) ที่เจ้าหน้าที่นำมาติดไว้เมื่อวันที่ 16 ก.ค. ต่อมา พ.ต.อ.อิทธิ ชำนาญหมอ ผกก.สภ.ขาณุวรลักษบุรี นายสุวิทย์ สันตติวงศ์ไชย นายอำเภอขาณุวรลักษบุรี และ พ.ท.ชนกานต์ แสงศร ผบ.ร.14 พัน. 2 และเจ้าหน้าที่ส่วนเกี่ยวข้องร่วมตรวจที่เกิดเหตุเพื่อสืบสวนหาตัวคนทำผิด พร้อมมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งนำบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงลงประชามติชุดใหม่มาติดไว้แทน เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบรายชื่อต่อไป

นิด้าโพลชี้คนยังไม่ตัดสินใจเยอะ

ขณะที่นิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจ “การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 2559” จาก 1,503 หน่วยตัวอย่าง พบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 62.48 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ แต่ร้อยละ 30.41 ระบุว่าจะไปลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ มีเพียงร้อยละ 6.79 ระบุว่า ไปลงมติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อถามถึงการตัดสินใจของประชาชนเกี่ยวกับข้อเสนอ การให้ ส.ว.สรรหาในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี มีสิทธิร่วมกับ ส.ส. โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี โดยร้อยละ 51.43 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 29.01 ไปลงมติเห็นด้วย ร้อยละ 19.16 ไปลงมติไม่เห็นด้วย

กรุงเทพโพลบอกคนส่วนใหญ่รับ

ด้านกรุงเทพโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็น “นับถอยหลัง 20 วัน ก่อนลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. 59” จาก 1,876 ตัวอย่าง พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 83.7 ตั้งใจจะไปออกเสียงลงประชามติ มีเพียงร้อยละ 5.6 ตั้งใจว่าจะไม่ไป ที่เหลือร้อยละ 10.7 ยังไม่แน่ใจ เมื่อถามว่าหากวันนี้เป็นวันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 41.6 ระบุว่าจะลงมติเห็นชอบ ซึ่งลดลงจากผลสำรวจเมื่อวันที่ 9 ก.ค. ร้อยละ 2 ขณะที่ร้อยละ 7.2 ระบุว่าไม่เห็นชอบ เพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 0.6 ส่วนร้อยละ 11.6 ระบุว่า งดออกเสียง โดยมีถึงร้อยละ 39.6 ที่ระบุว่าไม่แน่ใจ สำหรับช่องทางที่ได้รับข้อมูล/ศึกษาเนื้อหา เกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญส่วนใหญ่ได้รับจากเว็บไซต์สำนักข่าว ข้อมูลที่สื่อมวลชนนำเสนอ รองลงมาได้รับจากการชี้แจงในระดับชุมชนจากครู และผ่านเสียงตามสายในชุมชน โดยมีถึงร้อยละ 27.8 ที่ระบุว่ายังไม่ได้รับข้อมูล/เอกสารจากช่องทางใดเลย

คน ตจว.ยังลังเลกลับบ้านใช้สิทธิ์

ส่วนสำนักวิจัยซูเปอร์โพลเปิดผลสำรวจความเห็น “ความตั้งใจของคนต่างจังหวัดกลับภูมิลำเนาไปลงประชามติ 7 ส.ค. กรณีศึกษาตัวอย่างคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพมหานคร” จาก 1,150 ตัวอย่าง พบว่า ร้อยละ 53.9 ยังไม่ทราบวันลงประชามติ มีเพียงร้อยละ 46.1 ที่ทราบ และส่วนใหญ่ร้อยละ 81.6 ยังลังเลที่จะเดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดไปลงประชามติ ขณะที่เพียงร้อยละ 14.3 เท่านั้นที่ระบุว่าตั้งใจจะกลับไปลงประชามติแน่นอน และร้อยละ 4.1 ไม่ไปอย่างแน่นอน เมื่อถามถึงความกล้าที่จะก้าวต่อไป หรือความกลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หลังวันลงประชามติ 7 ส.ค. พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 71.2 บอกกล้าที่จะก้าวต่อไป ขณะที่ร้อยละ 28.8 ยังกลัวกับอนาคต อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 63.9 บอกว่าไม่กังวลหากร่างรัฐธรรมนูญจะไม่ผ่านการลงประชามติ เพราะเชื่อมั่นในรัฐบาล และ คสช. ที่จะควบคุมสถานการณ์ได้ เชื่อมั่นในตัวนายกฯ รัฐธรรมนูญเป็นเรื่องไกลตัว ไม่มีผลอะไรต่อการใช้ชีวิตประจำวันตอนนี้ และไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็จะต้องเดินหน้าต่อไป

“วิษณุ” ยันนายกฯไม่กลัวถูกฟ้อง

ส่วนความคืบหน้าในการเรียกค่าชดใช้กรณีการขายข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) กับนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และพวกรวม 6 คน ล่าสุดนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลงนามในหนังสือบังคับทางปกครอง คณะกรรมการกฤษฎีกาแนะนำว่า นายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ควรจะลงนามทั้งคู่แม้สามารถลงนามคนเดียวได้ก็ตาม ในกฎหมายระบุว่าเมื่อตั้งคณะกรรมการสอบ รัฐมนตรีกระทรวงที่เสียหายมากสุดต้องลงนาม กรณีนี้คือกระทรวงพาณิชย์ อีกทั้งหากผู้ถูกกล่าวหาเป็นอดีตรัฐมนตรี กฎหมายกำหนดให้นายกฯเป็นผู้ตั้งกรรมการสอบ จึงต้องลงนามทั้งคู่ ส่วนการยื่นอุทธรณ์คำสั่งนั้น ผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นอดีตข้าราชการสามารถอุทธรณ์คำสั่งกับ รมว.พาณิชย์ได้ แต่ถ้าเป็นอดีตรัฐมนตรีจะไม่มีสิทธิ์อุทธรณ์ เพราะคนที่พิจารณาเป็นรัฐมนตรีเหมือนกัน จึงกำหนดให้ไปฟ้องร้องเพิกถอนคำสั่งที่ศาลปกครองแทน ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการที่นายกฯจะไม่ร่วมลงนาม เพราะเกรงการถูกฟ้องกลับยืนยันว่าไม่จริง

คาดลงนามแล้วไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม

เมื่อถามว่านายกฯได้ลงนามแล้วหรือยัง นายวิษณุตอบว่า เข้าใจว่าลงนามแล้ว มันหลายวันแล้ว ไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม แต่ถ้าข่าวยังไม่มีแสดงว่ายังไม่ได้มีการแจ้งไปยังผู้ถูกเรียกค่าเสียหาย เพราะถ้าแจ้งไปแล้วคงมีข่าวออกมา ส่วนการจ่ายค่าเสียหายที่กระทรวงพาณิชย์เรียกไป 2 หมื่นล้านบาทนั้น ไม่จำเป็นต้องเฉลี่ยค่าเสียหายกัน เพราะมีการกำหนดแล้วว่าแต่ละคนต้องจ่ายค่าเสียหายเท่าไร เขามีวิธีการคำนวณอยู่ ไม่ใช่มั่วๆตัวเลขออกมา อย่างนายบุญทรงเท่าที่ทราบเหมือนว่าจะเสียน้อยที่สุด เมื่อถามถึงความคืบหน้าการเรียกค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าวกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายวิษณุตอบว่า ขณะนี้ยังไม่เสร็จ อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการความรับผิดทางแพ่ง ที่มีอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธาน โดยอายุความคดีนี้มีถึงเดือน ก.พ.2560

“มนัส” ยันฟ้องจบก่อนเกษียณแน่

นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่งเรียกค่าเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะกรรมการกำลังรอข้อมูลจากส่วนราชการต่างๆอยู่ โดยตนได้เร่งรัดให้ส่วนราชการส่งข้อมูลเข้ามาแล้ว เมื่อถามว่ากรณีนี้จะเสร็จสิ้นเมื่อใด นายมนัสตอบว่า ก่อนตนเกษียณจะทำให้จบเพราะมีการเร่งรัดมา เนื่องจากกลัวว่าเมื่อตนเกษียณไปแล้ว คนมารับงานต่อจะต้องมาเริ่มใหม่ อาจเกิดการขลุกขลักได้ ต้องทำให้จบ เพราะทำในฐานะอธิบดีกรมบัญชีกลาง ไม่ใช่ในฐานะนายมนัส

ชวนผู้มีรายได้น้อยลงทะเบียน

อีกเรื่อง พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลขอเชิญชวนผู้ว่างงาน หรือผู้มีรายได้ไม่เกิน 1 แสนบาทต่อปี เข้าร่วมโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อรัฐบาลจะได้มีฐานข้อมูลช่วยเหลืออย่างถูกต้องและเหมาะสม ซึ่งผู้ลงทะเบียนต้องยินยอมเปิดเผยข้อมูล เช่น รายได้ ทรัพย์สิน เจ้าหนี้ และจำนวนหนี้สินที่คงค้าง โดยจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลไปยังฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรของกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำไปประมวลผล และจัดสวัสดิการสังคมต่อไป โครงการนี้เป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์แห่งชาติที่ต้องการแก้ปัญหาข้อมูลที่กระจัดกระจายอยู่หลายแห่ง ทำให้ภาครัฐไม่สามารถจัดสวัสดิการสังคม หรือกำหนดนโยบายให้เงินช่วยเหลือได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย

ปลัด มท.สั่งกำชับผู้ว่าฯ-นอภ.-กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน คุมเข้มกลุ่มป่วน หลังพบวัยรุ่นมือบอนฉีกบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิในพื้นที่ภาคเหนือให้เฝ้าหน้าจอเช็กสื่อโซเชียลบิดเบือน “องอาจ-แม่เลี้ยงติ๊ก”จี้ คสช.สาวมือบงการให้ได้ 18 ก.ค. 2559 08:04 ไทยรัฐ