วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ประสาน 3 พลังประชารัฐ ขับเคลื่อนเอสเอ็มอี 4.0

สุวิทย์ - สุพันธุ์

เดินทางมาเกือบ 2 ปีแล้ว สำหรับรัฐบาลปฏิรูปของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ยังคงเดินหน้าปฏิรูปประเทศตามโรดแม็ปที่ได้วางเอาไว้

หลายต่อหลายเรื่องสำเร็จลุล่วงกันไปแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายสิบหลายร้อยเรื่องที่ยังคงเป็น “ภารกิจสุดท้าทาย” ที่รัฐบาลยังคงต้องพิสูจน์ความสามารถของตนเองในการแก้ไขปัญหา

1 ในภารกิจหินที่รัฐบาลชุดนี้มุ่งมั่นที่จะปฏิรูปพลิกโฉมหน้าประเทศไทยก็คือ นโยบายขับเคลื่อนประเทศโดยอาศัยภาคีเครือข่ายในการเชื่อมประสานกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน หรือที่เรียกกันว่า “โครงการสานพลังประชารัฐ” ซึ่งมีทั้งหมด 12 คณะ

พร้อมนโยบายที่จะขับเคลื่อน “ประเทศไทย 4.0” หรือ “Thailand 4.0” ที่ล้วนต้อง อาศัยองคาพยพทุกภาคส่วนในการยกระดับพัฒนาตนเองให้ “ก้าวข้าม” การเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูง โดยเฉพาะในส่วนของการขับเคลื่อน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ “เอสเอ็มอี” ที่ถือเป็นฐานสำคัญของภาคเศรษฐกิจไทย

แต่จากการที่เอสเอ็มอีส่วนใหญ่มีรูปแบบภาคผลิต การค้า การบริการในรูปแบบเดิมๆ จากเอสเอ็มอี 1.0 ที่เริ่มจากการเป็นภาคเกษตรสู่เอสเอ็มอี 2.0 ที่เน้นในอุตสาหกรรมเบาเป็นเอสเอ็มอี 3.0 ที่เป็นอุตสาหกรรมหนัก หรือเป็นห่วงโซ่การผลิต (supply chain) หรือผู้รับจ้างผลิต (OEM) ให้กับอุตสาหกรรมหนักหรืออุตสาหกรรมที่มีเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

ดังนั้น การจะ “ก้าวข้าม” เป็นเอสเอ็มอี 4.0 จึงต้องมุ่งเน้นให้ไปสู่การเป็น “โกลบอล เอสเอ็มอี” หรือเอสเอ็มอีที่ขายสินค้าได้ในระดับโลก รวมถึง “ดิจิตอล เอสเอ็มอี” หรือเอสเอ็มอีที่ใช้เทคโนโลยี และ “อินโนเวชั่น เอสเอ็มอี” หรือเอสเอ็มอีที่ใช้นวัตกรรมในการพัฒนาสินค้า

“คณะทำงานสานพลังประชารัฐ ชุดส่งเสริม SMEs Start-up และ Social Enterprise” ซึ่งมี ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานภาครัฐ และ นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เป็นประธานคณะทำงานภาคเอกชน ต่างมีมุมมองตรงกันว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับเอสเอ็มอีมาทุกยุคทุกสมัย แต่การให้การส่งเสริมและพัฒนาเอสเอ็มอีของไทยในช่วงที่ผ่านมานั้น ยังขาดทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน และขาดการบูรณาการในการทำงานให้ไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

เหตุนี้คณะทำงานสานพลังประชารัฐ จึงมีแนวคิดในการจัดตั้ง “กระทรวงเอสเอ็มอี” เพื่อให้มีผู้รับผิดชอบที่มีอำนาจ หน้าที่ และงบประมาณ ในการส่งเสริมเอสเอ็มอีอย่างแท้จริง!

พร้อมทั้งทำการศึกษา ทบทวน ปรับปรุงบทบาทโครงสร้างการทำงานของหน่วยงานที่รับผิดชอบเอสเอ็มอีที่มีอยู่ในปัจจุบัน นั่นคือ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อให้มีอำนาจหน้าที่ในการเชื่อมโยงการทำงานของภาครัฐและเอกชน การทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อนเอสเอ็มอีให้เห็นผลออกมาเป็นรูปธรรม ใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า ไม่ทับซ้อนกัน

“ทีมเศรษฐกิจ” มีโอกาสได้พูดคุยกับ 2 คีย์แมนขับเคลื่อนในคณะทำงานสานพลังประชารัฐชุดนี้ ถึงกลยุทธ์ในการพัฒนาธุรกิจเอสเอ็มอี และธุรกิจเพื่อสังคม (โซเชียล เอ็นเตอร์ไพรส์) ที่ร่วมกันถ่ายทอดต่อสาธารณชน ดังนี้ :

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ในฐานะประธานคณะทำงานภาครัฐ คณะทำงานสานพลังประชารัฐ ชุดส่งเสริม SMEs Start-up และ Social Enterprise ผมได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบเป็นหัวหน้าคณะทำงานร่วมคณะทำงานสานพลังประชารัฐ ชุดส่งเสริม SMEs และ Social Enterprise หรือที่เราเรียนกันสั้นๆว่า D2 (คณะทำงานด้าน Development กลุ่มที่ 2) ร่วมกับนายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกิตติมศักดิ์สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นั้น

เพื่อให้การทำงานชุดดังกล่าวมีพลังในการขับเคลื่อนมากขึ้น ผมและคุณสุพันธุ์ได้เรียนเชิญ นางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม และ นายเจน นำชัยศิริ ประธาน ส.อ.ท. มาเป็นที่ปรึกษาในคณะทำงานชุดดังกล่าวด้วย เพื่อนำไปสู่การเสนอแนะเชิงนโยบาย และการดำเนิน กิจกรรมเพื่อตอบสนองตรงกับความต้องการและแก้ไขปัญหาอุปสรรคที่เกิดกับเอสเอ็มอีได้ตรงจุด

คณะทำงานชุดนี้จึงแบ่งเอสเอ็มอีเป็น กลุ่มสตาร์ทอัพ/ผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (IDE : Innovation Driven Entrepreneur) ซึ่งทางรัฐบาลได้มีการจัดงาน Startup Thailand เพื่อสร้างความรับรู้และกระตุ้นให้ผู้ประกอบการและประชาชนมีความรู้ความเข้าใจ และสร้างโอกาสให้มีผู้ประกอบการกลุ่มนี้ในประเทศมากขึ้น

“Startup/IDE เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพด้านการนำเทคโนโลยี นวัตกรรมมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นด้านพัฒนาผลิตภัณฑ์ ด้านการออกแบบ หรือ Business Model ใหม่ๆ กลุ่มนี้เรามองว่าเมื่อเอาตัวรอดในการเป็นผู้ประกอบการช่วงตั้งไข่มาได้แล้ว ก็ต้องมีการต่อยอดในการเริ่มขยายธุรกิจให้เติบโตขึ้น โดยส่วนใหญ่จะมีเส้นทางหลักๆอยู่ 2 ทาง”

Exit คือ สตาร์ทอัพที่เริ่มจะมีการต่อยอดธุรกิจมักจะใช้เงินของผู้ร่วมก่อตั้ง หรือถ้าไอเดียดีมากอาจจะได้รับการสนับสนุนจากนักลงทุนอิสระ (Angel Investor) ผู้ร่วมลงทุน (Venture Capital) การระดมทุนจากบุคคลทั่วไป (Crowd funding) อีกทั้งยังสามารถขอเพิ่มทุนได้ หลายรอบอีกถึงแม้จะต้องลดบทบาทการเป็นเจ้าของลงก็ตาม และสุดท้ายปลายทางสตาร์ทอัพ ส่วนใหญ่มีเป้าหมายเหมือนกัน คือ นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ เพื่อสร้างมูลค่าหุ้นให้มากที่สุด

Expand คือ สตาร์ทอัพที่ต้องการ Scale up ตัวเองขึ้นมาเป็นสมาร์ท เอสเอ็มอี หรือผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (IDE : Innovation Driven Entrepreneur) โดยที่ยังคงความเป็นเจ้าของอยู่ ในกลุ่มนี้ก็จะมีแนวทางในการพัฒนาตัวเองในรูปแบบที่ต่างกันกับกลุ่มแรก

แนวทางการส่งเสริม SME ในกลุ่ม Startup/IDE นี้ ได้กำหนดเป้าหมายในการส่งเสริมไว้ 3 แนวทางด้วยกันคือ

1.โกลบอล เอสเอ็มอี คือ ต้องมองธุรกิจในบริบทของความเป็นสากล สามารถเชื่อมโยงหรือยกระดับธุรกิจไปสู่ระดับโลก (Global) ให้ได้ 2.ดิจิตอล เอสเอ็มอี ต้องมีการนำดิจิตอลเข้ามาใช้ในการดำเนินธุรกิจไม่ว่าจะเป็นการผลิตหรือเรื่องของการบริหารจัดการ 3.อินโนเวชั่น เอสเอ็มอี ต้องมีการนำนวัตกรรมมาใช้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยีการมีแนวคิดใหม่ๆ ทั้งในเรื่องการออกแบบ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือการนำนวัตกรรมมาใช้ในกระบวนการต่างๆของการดำเนินธุรกิจ

2.กลุ่ม Regular เป็นกลุ่มที่มีความพร้อมอยู่แล้วในระดับหนึ่ง และสามารถขยับตัวเอง รองนายกฯสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ได้ให้ไว้ 3 step หรือที่เรียก SPRING แบบสิงคโปร์ คือในเรื่องพื้นฐานเอสเอ็มอีควรที่จะต้องมีมาตรฐานที่อยู่ในระดับสากล มีการสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ด้วยผลผลิตและสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรม

3.กลุ่ม Turn Around เป็นกลุ่มที่ต้องให้ความช่วยเหลือในหลายๆส่วน โดยที่ผ่านมาภาครัฐมีนโยบายออกมาช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีกลุ่มนี้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปให้ได้

นอกจากนั้น การส่งเสริมเอสเอ็มอีจำเป็นต้องปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบต่างๆ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น เช่น การสร้างโอกาสเอสเอ็มอีให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนด้วยกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา

ขณะที่ต่อไปจะมี พ.ร.บ.การจัดตั้งบริษัทจำกัดคนเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกให้บุคคลคนเดียวก็สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจนิติบุคคลได้ เหมาะสมกับธุรกิจสตาร์ทอัพในปัจจุบัน การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสําหรับผู้ประกอบการรายใหม่ที่จดทะเบียนพาณิชย์ ระหว่างวันที่ 1 ต.ค.2558-31 ธ.ค.2559 เป็นเวลา 5 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่องกัน พ.ร.ก.ยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติการเกี่ยวกับภาษีอากร (ลดอัตราและยกเว้นรัษฎากร ฉบับที่ 595 พ.ศ.2558) เพื่อจูงใจให้เอสเอ็มอีเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง

ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางในการปรับโครงสร้างการส่งเสริมเอสเอ็มอีและแนวนโยบายในการขับเคลื่อนเอสเอ็มอี 4.0 ที่จะปรับบทบาทเอสเอ็มอีไทยให้เป็นนักรบทางเศรษฐกิจ พันธุ์ใหม่ ให้สามารถก้าวสู่การเป็นสมาร์ทเอสเอ็มอีเพื่อความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจ เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศไทยต่อไป

สุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานกิตติมศักดิ์ ส.อ.ท.

ในฐานะประธานคณะทำงานภาคเอกชน คณะทำงานสานพลังประชารัฐ ชุดส่งเสริม SMEs Start-up และ Social Enterprise

การส่งเสริมเอสเอ็มอีทั้ง 3 กลุ่มดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อให้เอสเอ็มอีที่เป็นกระดูกสันหลังทางเศรษฐกิจของไทยมีสัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้นให้ถึง 50% และมีความเป็นสากล เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และเพื่อให้มีการขับเคลื่อนให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

จากปัจจุบันพบว่าจีดีพีของธุรกิจเอสเอ็มอีในปี 2557 มีมูลค่า 5,212,004 ล้าน บาท คิดเป็น 39.6% ของจีดีพีรวมทั้งประเทศ จำนวนวิสาหกิจรวม 2,744,198 ราย

มีลักษณะการกระจายตัวอยู่ในกลุ่มภาคการขายส่ง ขายปลีกมากที่สุด รองลงมาอยู่ในภาคการบริการ และภาคอุตสาหกรรม มี การจ้างงานในกิจการทุกขนาดรวม 13,078,147 คน โดยเป็นการจ้างงานในวิสาหกิจขนาดใหญ่ 2,575,949 คน และเป็นการจ้างงานในธุรกิจเอสเอ็มอี 10,501,166 คน หรือคิดเป็น 80.30% ของการจ้างงานรวมทั้งหมด

สำหรับด้านการ ส่งออกปี 2557 ประเทศไทยมีมูลค่าการส่งออกโดยรวม 7,304,899.44 ล้านบาท แต่เป็นการส่งออกของเอสเอ็มอีเพียง 1,917,817.12 ล้านบาท คิดเป็น 26.25% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด หรือเมื่อพิจารณาจำนวนของเอสเอ็มอีที่ส่งออกของประเทศในปี 2557 พบว่า มีทั้งสิ้น 36,065 กิจการ คิดเป็นเอสเอ็มอี 24,543 กิจการ

จะเห็นได้ว่าสถิติที่กล่าวถึงสะท้อนความสำคัญของเอสเอ็มอีในการเป็นฐานและกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ถ้าพิจารณาในเชิงคุณภาพจะเห็นได้ว่าศักยภาพของเอสเอ็มอีไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำไม่สามารถสร้างมูลค่าการค้าการส่งออกได้เท่าที่ควรจะเป็น

คณะทำงานกลุ่มนี้ได้มีพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลง (MOU) 9 ฉบับ เพื่อความร่วมมือ “สานพลังประชา-รัฐส่งเสริม SMEs Start-up และ Social Enterprise” ทั้งองค์กรภาครัฐ องค์กรภาคเอกชน สถาบันการเงินและแหล่งทุน สถาบันการศึกษาและบริษัทเอกชน รวมภาคีเครือข่าย 67 หน่วยงาน

โดยบันทึกข้อตกลงฯ เป็นของกลุ่มเอสเอ็มอี 6 ฉบับ ได้แก่ 1.โครงการ Big Brother (พี่ช่วยน้อง) มี 8 โครงการย่อย 2.โครงการส่งเสริมเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน 3.โครงการส่งเสริมตลาดต่างประเทศ 4.ส่งเสริมการสร้างแบรนด์ 5.การพัฒนาบริการสำหรับเอสเอ็มอี 6.ส่งเสริมช่องทางตลาดอี-คอมเมิร์ซ

ขณะที่มีของกลุ่มสตาร์ทอัพ และไอดีอี 1 ฉบับ เป็นการสนับสนุนและพัฒนาระบบนิเวศให้แก่ผู้ประกอบการใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หรือไอดีอี สตาร์ทอัพ และของกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคม 2 ฉบับ คือ 1.การสนับสนุนและส่งเสริมความเข้มแข็งของธุรกิจเพื่อสังคมและเศรษฐกิจฐานราก 2.การสนับสนุนทางการเงิน

ล่าสุดคณะทำงานชุดนี้ได้จับมือ 200 องค์กร จัดงาน “SME EXPO Spring Up Thailand เสริมแกร่ง SME ไทย ด้วยที่ปรึกษามืออาชีพ” ระหว่างวันที่ 7-10 ก.ค.2559 ณ บีซีซี ฮอลล์ เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว เป็นมหกรรมครั้งยิ่งใหญ่ที่ระดมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไว้มากที่สุด เพื่อรวบรวมทุกคำตอบให้กับเอสเอ็มอี สตาร์ทอัพ และธุรกิจเพื่อสังคม

พร้อมทั้งเตรียมเดินสายจัดงานใน 3 หัวเมืองใหญ่ ได้แก่ อุดรธานี เชียงใหม่ และหาดใหญ่ เพื่อให้คำปรึกษาและสร้างเครือข่ายให้กับเอสเอ็มอีในต่างจังหวัดด้วย

นอกจากนั้น มีโครงการเอสเอ็มอี มาร์เก็ต เพลส ไทยช่วยไทยโดยประชารัฐ โดยจัดจำหน่ายสินค้าเอสเอ็มอีใน 5 พื้นที่ คือ อุดรธานี สงขลา (หาดใหญ่) เชียงราย อุบลราชธานี และระยอง โดยใช้พื้นที่ลานหน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลพลาซาของทั้ง 5 พื้นที่ ช่วงระหว่างเดือน มิ.ย. จนถึง พ.ย.ปีนี้

การทำงานของภาคีเครือข่ายที่ร่วมมือกันทั้งหมดนี้ ก็เพื่อให้อนาคตของไทยมีเอสเอ็มอีที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริงเป็นองคาพยพหลักในการขับเคลื่อนประเทศ.

ทีมเศรษฐกิจ

17 ก.ค. 2559 10:05 ไทยรัฐ