วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จากชีวิตติดลบ คิดสั้นดิ่งตึก สู่ด็อกเตอร์ 'เทวฤทธิ์ สะระชนะ'

“หากเรื่องราวของผม จะมีประโยชน์หรือให้ข้อคิดกับใครได้บ้าง แม้ต่อให้เป็นเพียงคนหนึ่งคนบนโลก ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่พิเศษมากสำหรับคนธรรมดาๆ อย่างผม...”ดร.เทวฤทธิ์ สะระชนะ

หากใครที่กำลังรู้สึกดำดิ่งลงสู่ภวังค์แห่งความมืดมิด รู้สึกหมดสิ้นความหวัง ไร้คุณค่า ไม่อยากเผชิญหน้ากับความจริง ไม่เห็นแม้แต่แสงสว่างแห่งทางออก อยากให้คุณได้ลองอ่านเรื่องราวในวันนี้ เป็นเรื่องราวของบุคคลคนนี้ จากเด็กที่เคยตกอยู่ในสถานการณ์ “ฟางเส้นสุดท้าย” จนนำไปสู่การตัดสินใจ คิดฆ่าตัวตาย มาแล้ว... แต่อะไรทำให้เขาฉุกคิด และลุกขึ้นเดินหน้าจนสามารถคว้าใบปริญญา ในฐานะด็อกเตอร์มาให้แม่ได้ภาคภูมิใจได้ วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ไม่พลาดที่จะคว้าตัวมาร่วมพูดคุย ปัจจุบันเขาคือ อาจารย์ประจำภาควิชาเคมีคลินิก สาขาวิชาเทคนิคการแพทย์ คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย... "อ.ดร.ทนพ.เทวฤทธิ์ สะระชนะ" ...

จากชีวิตคุณหนูสุขสบาย เจอมรสุมหนัก พัดชีวิตระเห็ดระเหินตั้งแต่ 5 ขวบ

อ.ดร.ทนพ.เทวฤทธิ์ สะระชนะ เริ่มต้นเล่าถึงเส้นทางชีวิตให้ทีมข่าวฯ ฟังว่า ผมเกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่ค่อนข้างมีฐานะดี พ่อแม่ทำธุรกิจร้านขายเสื้อผ้าอยู่ที่ประตูน้ำ มีบ้านเป็นอาคารพาณิชย์ และมีลูกจ้างซึ่งเป็นช่างเย็บผ้าอยู่หลายคน ผมมีพี่น้องทั้งหมด 3 คน ซึ่งเราเป็นคนสุดท้อง ในสมัยนั้นทุกคนมีพี่เลี้ยงประจำตัวคอยดูแลตั้งแต่เด็ก เรียกได้ว่าเกิดมาในครอบครัวที่สมบูรณ์และพร้อมทุกอย่าง

กระทั่ง ตอนนั้นอายุได้เพียง 5 ขวบ ครอบครัวที่เคยอบอุ่น มีความสุข กลับพังครืนลง เมื่อพ่อเริ่มติดเหล้าหนัก จนไปมีผู้หญิงคนใหม่ ใครๆ อาจจะคิดว่า เด็ก 5 ขวบ จะจำอะไรได้ แต่สำหรับเราแล้ว ภาพวันนั้นยังคงเป็นภาพที่ชัดและฝังลึกอยู่ในใจผมมาจนถึงทุกวันนี้คือ ภาพที่พ่อแม่ทะเลาะกันรุนแรงที่สุด จนในที่สุดพ่อและแม่แยกทางกัน...

จากครอบครัวที่เคยสมบูรณ์พร้อมหน้าพร้อมตา มรสุมลูกใหญ่ถาโถมเข้ามา เหลือเพียงแค่แม่ เป็นซิงเกิ้ลมัมหาเลี้ยงผมและพี่สาวตามลำพัง โดยไม่ได้รับการเหลียวแลจากพ่อเลยแม้แต่น้อย ช่วงเวลาเดียวกันนั้นธุรกิจร้านเสื้อก็มีปัญหาขาดทุนหนักจนต้องปิดตัวลง บ้านที่พวกเราแม่ลูกเคยอาศัยอย่างสุขสบาย กลับถูกเวนคืนจากการสร้างทางด่วน จนแม่ต้องพาผมและพี่สาวระเห็ดระเหินไปอยู่บ้านอากงได้ประมาณ 1 ปี ผมและแม่ก็ต้องแยกตัวออกไปหาที่อยู่ใหม่ ซึ่งเป็นบ้านเช่าไม้เก่าๆ 2 ชั้น หลังคามุงสังกะสี ส่วนพี่สาวทั้งสองคนก็อยู่ในความดูแลของอากงต่อไป

“ด้วยความที่แม่ เรียนจบแค่ ป.4 ไม่ได้มีความรู้อะไรมากมาย อาชีพที่ทำได้ก็คือเย็บผ้า เปลี่ยนทรงกางเกง ร้านตัดเย็บเสื้อผ้าทั่วไป แต่ด้วยความที่ไม่ได้มีลูกค้ามากมาย ลำพังแค่รายได้จากการเย็บผ้าวันละ 200 บาท อย่างเดียวนั้น คงอยู่ไม่ไหวแน่ แม่จึงต้องทำขนมขายเพื่อเป็นการหารายได้อีกทางหนึ่ง บางช่วงก็ขายขนมปังปิ้งบ้าง สาคูบ้าง แต่สิ่งที่ทำรายได้และเลี้ยงผมกับพี่สาวมาได้นั่นก็คือ ไอติมกระบอก จนเรียกได้ว่าผมเป็นเด็กที่โตมากับถังไอติมเลยก็ว่าได้ เพราะทุกเย็นหลังเลิกเรียนก็จะมานั่งเขย่าถังช่วยแม่ขาย และทำการบ้านอ่านหนังสืออยู่ข้างถังน้ำแข็งเป็นประจำทุกวัน”

แม้ว่าแม่จะพยายามสรรหาช่องทางหารายได้ ค้าขายทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ยังถือว่ารายได้น้อยมาก ต้องผัดผ่อนค่าเช่าบ้านจนกลายเป็นเรื่องปกติ ทุกวันหลังเลิกเรียน ผมกลับมาบ้านด้วยความหิวโซ แม่ก็จะให้เงินออกไปซื้อกับข้าวหนึ่งถุงและบอกให้เราทานให้อิ่มก่อนเสมอ ซึ่งตอนนั้นด้วยความที่เรายังเด็ก ผมไม่รู้เลยว่า นั่นคือ ความเสียสละอย่างหนึ่งของผู้เป็นแม่ แต่ด้วยความหิวและอร่อย ผมก็ทานจนหมดทุกครั้ง จนลืมไปว่าเป็นสิ่งที่ต้องแบ่งกับแม่ ซึ่งท่านก็ไม่เคยบ่นหรือดุว่าผมเลยสักครั้ง แต่ท่านมักจะหาคำพูดไม่ให้ผมรู้สึกกังวล ไม่ว่าจะเป็น แม่อ้วนแล้วบ้าง ไม่หิวบ้าง กินแล้วบ้าง หรือว่าแม่ไม่ทานข้าวเย็นบ้าง... แม้ว่าชีวิตในตอนนั้นไม่ได้มีเงินมีทอง แต่แม่ก็ไม่เคยทำให้ผมรู้สึกว่าชีวิตมันยากหรือลำบากมากเกินไป แม่พยายามเติมเต็มให้ผมทุกอย่างเท่าที่ท่านจะทำได้ จนผมไม่เคยรู้สึกขาดอะไรเลย

สมัยเรียนชั้นประถมที่โรงเรียนพร้อมพรรณวิทยา เป็นโรงเรียนใกล้บ้าน ค่าเทอมก็ไม่ถูก สมัยนั้นประมาณ 3,000 บาทก็จัดว่าแพงมากแล้วสำหรับบ้านผม แต่แม่ก็กัดฟันสู้ ประกอบกับที่เราสอบได้เป็นที่หนึ่งของระดับชั้นมาโดยตลอด ได้รับทุนเรียนดีของโรงเรียนทุกปี ปีละ 2,000-3,000 บาท ซึ่งพอจะช่วยแบ่งเบาค่าใช้จ่ายเรื่องการเรียนได้บ้าง

ครูประจำชั้นสมัยประถม ผู้มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่ผลักดันส่งผมถึงฝั่ง จนทำให้ผมมีวันนี้...

อ.ดร.ทนพ.เทวฤทธิ์ เล่าต่อว่า จนกระทั่งเข้าสู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผู้ที่มีพระคุณในชีวิตผมมากอีกคนหนึ่ง และไม่พูดถึงเลยคงไม่ได้ ก็คือ ‘ครูพิมพร อยู่ปรี’ ซึ่งเป็นครูประจำชั้นที่ขึ้นชื่อว่า “ดุมาก” ในโรงเรียนพร้อมพรรณวิทยา ถ้าพูดถึงครูพิมพร เด็กทุกคนจะกลัว เพราะด้วยความดุและเสียงดัง ซึ่งบ้านของครูพิมพรอยู่ในซอยเดียวกับบ้านผม แน่นอนว่าครูพิมพรจะต้องเดินผ่านหน้าบ้านผมทุกวัน ท่านจะรับทราบถึงความเป็นอยู่ของผมและแม่เป็นอย่างดี

จู่ๆ วันหนึ่ง ครูพิมพรเข้ามาคุยกับแม่ ถามว่า ด.ช.เทวฤทธิ์ จะไปเรียนต่อ ม.1 ที่ไหน สมัยนั้นด้วยความที่ครูอยากให้เราไปเรียนโรงเรียนที่ใหญ่และมีชื่อเสียง ครูก็อาสากับแม่ว่าจะสอนพิเศษให้ฟรี โดยไม่ต้องการสิ่งใดตอบแทน เพียงแค่อยากเห็นเด็กคนนี้ได้ดี... ทุกเย็นหลังเลิกเรียนผมก็ไปเรียนพิเศษกับครูพิมพร จนผมสามารถสอบเข้าโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)ได้ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของโอกาสทางการศึกษาที่ดีและเป็นบันไดขั้นแรกที่สำคัญสำหรับชีวิตผม ...

เมื่อชีวิตเข้าสู่ช่วงมัธยม เราจัดว่าเป็นเด็กเรียนดี แต่ก็ไม่ได้ถึงกับเป็นที่หนึ่งเหมือนสมัยประถม เนื่องจากโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ถือเป็นโรงเรียนที่รวมเด็กเก่งไว้เยอะมาก ส่วนใหญ่ถ้าไม่เข้าใจก็เน้นอ่านหนังสือเองเป็นหลัก ไม่ได้มีโอกาสเรียนพิเศษเหมือนกับเด็กคนอื่นๆ แต่ก็โชคดีที่มีเพื่อนดี เมื่อเพื่อนเรียนพิเศษมาก็เอามาแชร์มาติวให้เราด้วย

จนกระทั่ง เข้าสู่ช่วง ม.6 ซึ่งเป็นช่วงที่กำลังเตรียมความพร้อมเข้าสู่ในระดับมหาวิทยาลัย ถือเป็นอีกหนึ่งช่วงชีวิตที่ค่อนข้างยาก และถือเป็นจุดพลิกผันของชีวิตผม เมื่อวันหนึ่งขณะที่ผมนอนอยู่บนชั้น 2 ของบ้านไม้เก่าหลังนี้ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงคนทะเลาะกันเสียงดังอยู่ข้างล่าง ผมก็เอาหูแนบพื้นไม้เพื่อจะฟังว่าเขาคุยอะไรกัน ปรากฏว่าเป็นเสียงแม่บอกให้พี่สาว ที่มุ่งมั่นทำงานส่งตัวเองเรียนมาโดยตลอด และกำลังจะคว้าใบปริญญาในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ให้หยุดเรียน เพื่อจะได้ช่วยกันทำงานส่งผมให้ได้เรียนในระดับมหาวิทยาลัย เพราะลำพังรายได้ของแม่คนเดียวคงไม่ไหว ตอนนั้นผมรับรู้ได้ถึงความผิดหวังที่สุดในชีวิตของพี่สาว เพราะใบปริญญาคือความฝันของเขา เขาทำงานหาเงินส่งตัวเองเรียนมาตลอดก็เพื่อใบปริญญาใบนี้ ...

“สักพักใหญ่ ได้ยินเสียงคนเดินขึ้นบันไดไม้มา เห็นภาพพี่สาวเดินขึ้นมาและฟุบหน้าร้องไห้บนพื้นที่นอน เนื่องจากบ้านเราไม่มีเตียง ตั้งแต่ผมจำความได้มาจนถึงวันนี้ เป็นครั้งแรกที่เห็นพี่สาวร้องไห้หนักที่สุด ผมเดินไปนั่งข้างๆ เอามือแตะหลังเบาๆ และบอกกับเขาว่า “ไม่เป็นไรนะเจ้ ผมไม่เรียนก็ได้” แต่สิ่งที่เขาตอบกลับมาคือ “ไม่เป็นไร เจ้ค่อยเรียนก็ได้ แต่แกต้องตั้งใจเรียนให้ดีที่สุดก็พอ” ... วินาทีนั้นเราสองคนพี่น้องกอดกันร้องไห้โฮออกมาหนักที่สุดเท่าผมจำความได้” ดร.เทวฤทธิ์ เล่าด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ

เมื่อถึงวันที่จิตใจอ่อนแอ นำไปสู่เหตุการณ์ ฟางเส้นสุดท้าย “อยากตาย” ...

ความเสียสละของพี่สาวครั้งนั้น ทำให้เกิดความรู้สึกในใจมาตลอดว่า “เราเป็นภาระครอบครัว หากไม่มีเราทุกคนก็คงอยู่กันสบายกว่านี้” ประกอบกับปัญหาอื่นๆ ผสมปนเปเข้ามาพร้อมๆ กัน จนนำไปสู่ความคิดชั่ววูบขึ้นมาว่า “อยากตาย” เหมือนเป็นแค่แวบหนึ่งในใจแล้วก็หายไป แต่เมื่อปัญหานั้นยังคงอยู่ จนเราไม่สามารถยอมรับความจริงและแก้ไขได้ จนสุดท้ายเกิดเป็นความทุกข์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากแค่ความคิดแวบหนึ่งก็มีความถี่มากขึ้นเรื่อยๆ สัปดาห์ละครั้ง วันละครั้ง กลายเป็นวันละหลายๆ ครั้ง จนวันหนึ่งที่จิตใจอ่อนแอมากที่สุด รู้สึกเหมือนไร้คุณค่า และไม่อยากเผชิญหน้ากับความจริงอีกต่อไป ...

“ในขณะที่ผู้คนข้างล่างตัวเล็กเท่ามด รถรามากมายเคลื่อนไหวกันอย่างไม่หยุดนิ่ง แต่ผมซึ่งนั่งห้อยขาอยู่บนดาดฟ้าของตึกแห่งหนึ่งใกล้โรงเรียน ท่ามกลางท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ จากคนที่เคยกลัวความสูงมาก จนมองเป็นทางออกหนึ่ง วินาทีนั้นไม่กลัวแม้แต่ความตาย ความรู้สึกตอนนั้นมีแต่ความเศร้า...แต่แล้ว... วินาทีที่จะกระโดด...ภาพแม่ที่นั่งมองเรากินข้าว ภาพถุงกับข้าวที่เราแกะกินก่อนท่านทุกมื้อ ภาพพี่สาวที่นอนฟุบหน้าร้องไห้ ภาพเหล่านั้นไม่ได้มาเป็นเรื่องราวเสมือนวิดีโอ แต่กลับเป็นภาพที่เกิดขึ้นในชีวิต ตัดสลับกันไปมาเสมือนมีเครื่องฉายสไลด์อยู่ในหัว...”

และคำถามที่เกิดขึ้นมาในวินาทีนั้นคือ "ถ้าเราตายไป คนข้างหลังจะสบายหรือ..." คำตอบคือ "ไม่เลย เพราะสุดท้ายแล้ว แม่ก็ยังคงต้องขายไอติมกระบอกต่อไป..." นาทีนั้น รู้สึกเกลียดตัวเองมากที่สุดที่คิดเห็นแก่ตัว ทั้งที่คนรอบข้างเรายอมเสียสละทุกอย่าง แม้กระทั่งอนาคตของเขา เพื่อให้เราได้รับโอกาสนั้นแทน แต่เรากลับคิดแต่จะหนีปัญหา และทิ้งให้เขาลำบากต่อไปงั้นหรือ...?

นับตั้งแต่นั้นมา ปฏิญาณกับตัวเองเลยว่า "จะดูแลตัวเองให้ดีที่สุด จะทำให้แม่และพี่สาวภูมิใจและมีชีวิตที่ดีให้ได้" และถ่ายทอดประสบการณ์นี้ออกไป เพื่อเตือนให้ทุกๆ คนตระหนักว่า… “คำว่า “อยากตาย”…แค่คิด ก็ผิดแล้ว”

มุ่งมั่นจนสำเร็จ! จากเด็กที่มองความตายเป็นทางออก ฉุกคิดพลิกชีวิต สู่ด็อกเตอร์

อ.ดร.ทนพ.เทวฤทธิ์ เล่าถึงความสำเร็จทางการศึกษาให้ฟังต่อว่า จนในที่สุดความมุ่งมั่นที่ผมตั้งใจอ่านหนังสือ และเดินหน้าตามความชอบในวิชาวิทยาศาสตร์และการทดลอง จนผมสามารถเอนทรานซ์เข้าคณะสหเวชศาสตร์ สาขาเทคนิคการแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยคะแนนสูงสุดของสาขาในปีนั้นได้ ผมรับรู้ได้ถึงความภาคภูมิใจของแม่และพี่สาว...

“การที่ผมเข้ามาสู่รั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ผมสามารถกู้ยืมกองทุนเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ โดยไม่ต้องรบกวนพี่สาวอีกแล้ว พี่สาวก็ได้เรียนตามที่เขาตั้งใจ ขณะเดียวกัน ผมยังได้รับความอนุเคราะห์และทุนการศึกษามากมาย โดยเฉพาะความเมตตาจากคณาจารย์ ให้ได้รับทุนภูมิพลในทุกๆ ปี ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจที่สุดในชีวิตของผม...”

จนในที่สุด ผมเรียนจบปริญญาตรี จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เหรียญทอง สอบชิงทุนรัฐบาล (ทุนการศึกษาขั้นสูงเชิงกลยุทธ์เพื่อสร้างเครือข่ายวิจัยระดับแนวหน้า สาขาชีวสารสนเทศศาสตร์) ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทและเอกที่มหาวิทยาลัยจอร์จวอชิงตัน กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา จนสำเร็จปริญญาโท สาขา Genomics, Proteomics, and Bioinformatics และสำเร็จปริญญาเอก สาขา Molecular Medicine เอก Neuroscience

เสียใจที่สุดในชีวิต! ไม่มีโอกาสแม้แต่กราบครูผู้มีพระคุณ

นอกจากนี้ อ.ดร.ทนพ.เทวฤทธิ์ ยังขอถ่ายทอดความรู้สึกถึงคุณครูพิมพร หนึ่งในผู้มีพระคุณในชีวิตของเขาให้ทีมข่าวฯ ฟังอีกว่า ย้อนไปในสมัยที่เรียนปริญญาเอก วันนั้นเป็นวันครู ก็รู้สึกคิดถึงครูพิมพรขึ้นมาจับใจ เพราะหลังจากจบ ป.6 ก็ขาดการติดต่อจากครูไปเลย ผมพยายามหาเบอร์ติดต่อครูพิมพรทุกวิถีทาง จนสุดท้ายก็ได้เบอร์มา ทันใดนั้นผมรีบโทรไปหาครูโดยที่ไม่ได้หวังสักนิดว่าครูจะจำผมได้ไหม เพราะวันเวลาก็ผ่านมาเป็น 20 ปีแล้ว แต่สุดท้าย ครูจำผมได้ในทุกรายละเอียด จนผมน้ำตาไหลออกมาโดยที่ไม่รู้ตัว ...

กระทั่ง ผมกลับเมืองไทย ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะหาโอกาสไปเยี่ยมครูสักครั้ง แต่จนแล้วจนเล่า ทำได้เพียงผัดวันประกันพรุ่ง ด้วยภาระหน้าที่ที่ผมทำทั้งสัปดาห์ จนยังไม่สามารถหาเวลาไปหาครูได้ เวลาผ่านไปนานนับปี ผมก็ยังไม่ได้เข้าไปกราบครูสักครั้ง... จนวันที่ 6 ตุลาคม 2557 ผมทราบข่าวว่า ครูพิมพรได้จากโลกนี้ไปอย่างไม่มีวันกลับ วินาทีนั้นผมแทบล้มทั้งยืน ผมได้แต่โทษตัวเอง ตัดสินใจยกเลิกแผนงานทั้งหมดในช่วงนั้น เพื่อไปไหว้ศพครู ...

“การจากไปของครูพิมพร ยังคงเป็นความรู้สึกที่ผมเสียใจที่สุดในชีวิต ที่ไม่มีโอกาสได้กราบตอนที่ครูยังมีลมหายใจ ไม่ได้มีแม้โอกาสจะพูดหรือขอบคุณครู บทเรียนครั้งนี้สอนให้ผมรู้ว่า เวลาของคนเรามันเหลือไม่เท่ากัน รีบทำสิ่งดีๆ ให้คนที่เรารักตั้งแต่วันนี้ เพราะกว่าที่เรารอเวลา บางทีมันอาจจะสายเกินไปแล้ว”

ก่อนจบบทสนทนา อ.ดร.ทนพ.เทวฤทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า “อยากจะฝากทุกคน ไม่ว่าปัญหาของคุณจะเล็กหรือใหญ่ อย่าลืมว่าทุกปัญหามีทางออกเสมอ เพียงแต่ว่าทางออกทุกทาง มันต้องรอเวลาที่เหมาะสม ซึ่งผมเชื่อว่า เราทุกคนมีความรักอยู่รอบๆ ตัว เราไม่สามารถเติบโตขึ้นมาได้ โดยปราศจากความรักหรือความเสียสละของใคร เพราะฉะนั้นถ้ามองให้ดี ทุกคนมีความรักความเสียสละอยู่รอบตัวเอง แต่เมื่อเวลาความทุกข์เข้ามามาก มันอาจจะบดบังให้เรามองไม่เห็นสิ่งเหล่านั้น พยายามมองให้เห็นเถอะครับ แล้วคุณจะรู้ว่า คุณมีคุณค่าสำหรับใครบางคน และทางออกก็จะมา เมื่อความมืดบอดในใจมันซาไป...”

“สุดท้าย สำหรับเรื่องราวของผม ผมขอยกความสำเร็จทุกย่างก้าวในชีวิตทั้งหมดนี้ให้กับคุณแม่ ผู้หญิงที่มีความหมายที่สุดในชีวิต พี่สาวทั้งสองคนที่ยอมเสียสละทุกอย่างแม้แต่อนาคต และคุณครูพิมพร ครูประจำชั้นสมัยประถมผู้มีหัวใจยิ่งใหญ่ผลักดันส่งผมถึงฝั่ง จนทำให้ผมมีวันนี้...”

(ขอบคุณภาพประกอบจาก อ.ดร.ทนพ.เทวฤทธิ์ สะระชนะ)

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ 
สามารถส่งเรื่องราว หรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

หากใครที่กำลังรู้สึกดำดิ่งลงสู่ภวังค์แห่งความมืดมิด รู้สึกหมดสิ้นความหวัง ไร้คุณค่า ไม่อยากเผชิญหน้ากับความจริง ไม่เห็นแม้แต่แสงสว่างแห่งทางออก อยากให้คุณได้ลองอ่านเรื่องราวในวันนี้ 16 ก.ค. 2559 17:06 ไทยรัฐ