วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ควบแน่นอำนาจ ข้ามด่านประชามติ

ภารกิจ คสช.“ฝ่าปัญหา”ในสถานการณ์เปลี่ยนผ่าน

กระตุกขวัญ เขย่าโลกกันอีกรอบ

กับเหตุก่อการร้ายที่ยกระดับความโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ คนร้ายขับรถบรรทุกอาวุธปืนและวัตถุระเบิดด้วยความเร็วสูงพุ่งเข้าใส่ประชาชนจำนวนมาก ขณะกำลังชมการแสดงพลุดอกไม้ไฟฉลองวันชาติ “บาสติล เดย์” ที่เมืองนีซ ทางตอนใต้ของประเทศฝรั่งเศส

ลากบดขยี้ฝูงชนบนท้องถนน

เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 80 ศพ และได้รับบาดเจ็บอีกนับร้อย

ที่น่าเศร้าสลดก็คือเหยื่อส่วนหนึ่งเป็นเด็กไม่รู้ประสีประสา

นับเป็นเหตุก่อการร้ายซ้ำต่อเนื่อง หลังจากกลุ่มไอซิสเปิดปฏิบัติการณ์สังหารหมู่ผู้คนกลางกรุงปารีส เมื่อช่วงสิ้นปี 2558 ที่ผ่านมา

ฝรั่งเศสกลายเป็นดินแดนอันตราย

ยุโรปเจอภาวะสั่นสะเทือนซ้ำแล้วซ้ำอีก ทั้งสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจและภัยก่อการร้าย

ตัดฉากกลับมาที่ประเทศไทยเมืองพุทธ ที่กำลังอยู่ในห้วงเทศกาลหยุดยาววันเข้าพรรษา ประชาชนบางส่วนเดินทางกลับต่างจังหวัด เพื่อทำบุญตักบาตรร่วมกับพ่อแม่พี่น้องญาติสนิทมิตรสหาย

ตอบสนองนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของรัฐบาลที่อนุมัติวันหยุดเพิ่มเป็นกรณีพิเศษ

ถือโอกาสพักชาร์จแบตได้หลายวัน

ในขณะที่บรรยากาศทางการเมืองโดยทั่วไปก็ยังอยู่ในโปรแกรมต่อเนื่องตามโรดแม็ป คสช. ภายใต้เงื่อนเวลาที่เหลืออีก 3 สัปดาห์จะถึงวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในวันที่ 7 สิงหาคม

และดูเหมือนจะเริ่มเปิดปมสำคัญข้ามช็อตกันแล้ว

ตามอารมณ์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. เล่นบท “พระเทศน์คาบลูกคาบดอก” เป็นนัยแบไต๋ล่วงหน้า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” มีปัญหาไม่ผ่านประชามติ

“เดี๋ยวผมจะร่างให้เอง”

ก่อนที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี จะออกมารับลูกชี้แจงต่อว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติก็ต้องมีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 เพื่อเปิดทางให้มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญใหม่แบบที่รู้ผลประชามติปุ๊บก็ต้องรีบทำปั๊บเลย

แต่รอบนี้ไม่น่าจะมีการทำประชามติให้เสียเวลาสิ้นเปลืองงบประมาณ

นัยว่า รวบรัดขั้นตอนประกาศใช้ไปเลย

แน่นอน นี่คือคำตอบที่นักการเมืองอยากรู้และพยายามเค้นคอ พล.อ.ประยุทธ์ให้แสดงความชัดเจน ตามความจำเป็นของนักเลือกตั้งอาชีพที่ต้องเตรียมตัวลงสนาม

เอาเป็นว่า ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่านประชามติ

เส้นทางโรดแม็ปก็หนีไม่พ้นเหลี่ยมนี้

อาจจะมีแตกต่างกันบ้างก็แค่เงื่อนไขระยะเวลา คือในกรณีถ้าประชามติผ่าน การเดินหน้าตามโรดแม็ป คสช.ก็ทำได้ต่อเนื่องตามโปรแกรมที่วางไว้

การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้ประมาณปลายปี 2560

แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ก็ต้องเสียเวลากับขั้นตอนยกร่างใหม่เพื่อปรับใช้ตามอำนาจของหัวหน้า คสช. ซึ่งนั่นก็น่าจะไม่ทันกับการประกาศ เลือกตั้งในปลายปีหน้า

ตามกระบวนการอาจล่าช้าออกไปถึงต้นปี 2561

นี่ว่ากันตามทฤษฎี ยึดเอาตามโรดแม็ปที่คสช.ประกาศเป็นพันธสัญญากับนานาชาติได้ยินกัน ทั่วโลก

และแน่นอน เป็นที่รู้กันนี่คือเงื่อนไขสำคัญที่เป็นตัวช่วยรัฐบาลทหารของไทยในการชะลอแรงกดดัน จากซีกโลกประชาธิปไตย

ประคองแรงเสียดทานจากมาตรการแซงก์ชั่น

ซึ่งก็อย่างที่เห็นรัฐบาล คสช.ได้แสดงความตั้งใจในการประคองสถานการณ์ประชามติ ยกระดับการ คุมเข้มให้พ้นจากเกมป่วนของฝ่ายต่อต้าน

ทหารออกแรงเข็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” เต็มที่

โดยท่าทีมุ่งเดินหน้าตามโรดแม็ปที่ล็อกปฏิทินไว้ นั่นก็ทำให้ต่างชาติไม่มีเหตุผลที่จะเพิ่มมาตรการกดดัน เร่งเกมคืนประชาธิปไตยเหมือนช่วงแรกของการรัฐประหาร

สถานการณ์อยู่ในวิสัยที่พอทำความเข้าใจกับฝรั่งได้

บนพื้นฐานตามวิถีประชาธิปไตยที่อย่างไรเสียก็หนีไม่พ้นการเลือกตั้งไม่ช้าก็เร็ว

อย่างไรก็ตาม มันก็มีสถานการณ์แบบที่นานาชาติอาจจะไม่เข้าใจกับสภาพประชาธิปไตยแบบไทยๆ

ตามเงื่อนไขนอกเหนือจากทฤษฎี มันยังคงสภาพ ปัญหาที่แท้จริงของประเทศ

เรื่องของเรื่องแกะรอยตามสัญญาณล่าสุดที่เริ่มถูกส่งออกมา กับคิวที่ พล.อ.ประยุทธ์ ปรารภในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี อ้างถึงสิ่งที่ได้ยินมาจากหลายคนพูดกันถึงเหตุผลจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ มีมุมหนึ่งที่ออกในแนวพลิกผันย้อนศร

อยากให้ คสช.อยู่นานๆไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ดีกว่า

และไม่ใช่อารมณ์ประชดประชันหรืออำกันเล่นขำๆ เพราะถึงขั้นที่ “เสธ.ไก่อู” พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นำมาแถลงออกอากาศต่อสื่อมวลชนและคนทั้งประเทศ

ขยายความกันอย่างเป็นการเป็นงาน

เหมือนต้องการให้สังคมร่วมรับรู้ไปด้วยกัน

โดยรูปการณ์ยกระดับ “ข้อมูลดิบ” ที่อ้างอิงอย่างเป็นทางการ ว่ากันถึงสาเหตุที่จะทำให้ คสช.จำเป็นต้องอยู่ต่อกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านด่านประชามติ

ค่อยๆแบไต๋ ตามปฏิบัติการจิตวิทยาสไตล์ทหาร

แน่นอนมันวิเคราะห์กันได้กับปฏิบัติการปูทาง สร้างถนนความชอบธรรมรองรับเกมลากยาว

ตามเค้าลาง คสช.มีโอกาสต่อเวลาพิเศษออกไป

นั่นก็เพราะสภาพปัญหาแท้จริงของประเทศที่ไม่ได้มีแค่ปมป่วนทางการเมือง ปัญหาความขัดแย้งของขั้วอำนาจหลากสี แต่มันยังมีปัจจัยที่อยู่นอกเหนือสถานการณ์ทางการเมือง

เป็นเรื่องลึกลับซับซ้อนเกินกว่าต่างชาติจะเข้าใจ

ถือเป็นไฟต์บังคับ ความจำเป็นของกองทัพในการลากยาวอำนาจ รับมือกับสภาพปัญหาปัจจุบัน

ซึ่งอันที่จริงมันก็มีร่องรอยให้เห็นกันแล้วตามแนวโน้มของ “พิมพ์เขียวอำนาจ” ที่ถูกออกแบบผ่านคำถามพ่วงประชามติของสภานิติบัญญัติ
แห่งชาติ (สนช.)

นำเข้ากระบวนการให้ประชาชนประทับความชอบธรรม

“ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่า ในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”

แปลความตามนี้ก็หมายถึงการให้สมาชิกรัฐสภาทั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 500 คน และสมาชิกวุฒิสภาอีก 250 คน ลงมติร่วมกันเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี

และตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” มาตรา 269 กำหนดว่า ในวาระเริ่มแรกให้อำนาจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในการตัดสินใจเลือกสมาชิกวุฒิสภาทั้ง 250 คน

ตามเงื่อนไขตัวเลขก็ชัดเจน ตัวแปรในการเลือกนายกรัฐมนตรีคือ “ส.ว.ลากตั้ง” ที่มาจาก คสช.

ต่อให้ค่ายเพื่อไทย ยี่ห้อ “ทักษิณ” ที่ว่ากระแสได้เปรียบในสนามเลือกตั้ง พรรคการเมืองเสียงข้างมากได้เสียง ส.ส.เกินครึ่งของสภาผู้แทนราษฎร

ก็ยากที่จะฝ่าด่าน ไม่มีทางทลายกำแพงหิน คสช.ได้

ทหารล็อกโพย กำหนดสเปกรัฐบาลใหม่ไว้แล้วยังไม่นับเงื่อนไขที่ล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญ กำหนดชัดเพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ทุกรัฐบาลต้องดำเนินการตาม

คสช.ล็อกเส้นทางช่วงเปลี่ยนผ่าน นักการเมืองออกนอกลู่ไม่ได้

แน่นอน ประเมินกันตามเงื่อนไขที่ฝ่ายคุมเกมอำนาจเดินหมาก “ข้ามช็อต” ไว้แล้ว

ฉะนั้นไม่ว่าผลประชามติจะออกมาอย่างไร ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” จะผ่านด่านประชามติหรือไม่ ก็ไม่ได้มีผลต่อ คสช.สักเท่าไหร่

อย่างมากก็แค่ให้ความรู้สึกกับอารมณ์ของสังคม

ผ่านก็เพิ่มความชอบธรรม ไม่ผ่านก็ลดความ ชอบธรรมลงไป

แต่ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน คำตอบสุดท้าย คสช.ก็ต้องลากยาวเกมอำนาจพิเศษต่อเนื่อง

และก็เป็นอะไรที่ล้อไปกับปรากฏการณ์ พล.อ.ประยุทธ์งัดดาบอาญาสิทธิ์มาตรา 44 กระชับอำนาจพิเศษในการคุมเกมบริหาร ลุยล้างปมปัญหาสะสมที่หมักหมมมานาน

ไม่ว่าจะเป็นการลุยปราบทุจริตคอร์รัปชัน การแก้ปัญหาระบบการศึกษา การทวงคืนพื้นที่ป่า หรือแม้แต่การงดสรรหาบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระที่ส่อเค้าล็อกสเปก “เด็กเส้น”

“รัฏฐาธิปัตย์” ควบแน่นอำนาจทุกเหลี่ยม

โดยจังหวะวางเกมข้ามด่านประชามติ

รอรับมือกับสภาพปัญหาแท้จริงของประเทศไทย.

“ทีมการเมือง”

16 ก.ค. 2559 13:11 16 ก.ค. 2559 13:11 ไทยรัฐ