วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วัยจี๊ดรังสรรค์-สืบสานอัตลักษณ์การแสดงพื้นบ้าน "นาฏวาทยศิลป์" เฉลิมพระเกียรติ

“การแสดงพื้นบ้าน” มรดกทางวัฒนธรรม ที่บรรพบุรุษไทยได้สั่งสม สร้างสรรค์ และสืบทอดไว้เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ เพื่อให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้เรียนรู้ และรักในคุณค่าในศิลปะไทย

และเนื่องในโอกาสมหามงคล ที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม บรมราชกุมารี ทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา 2 เมษายน 2558 กรมส่งเสริม วัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จึงจัด โครงการ “ประกวดดนตรีและการแสดง พื้นบ้าน พุทธศักราช 2559” เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตน ราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะที่ทรงเป็น “วิศิษฏศิลปิน” ทั้งเป็นการทำนุบำรุงรากเหง้าของดนตรีและการแสดงพื้นบ้านให้มีการสืบทอดและพัฒนาอยู่คู่สังคมไทย โดยเป็นกิจกรรมที่จัดต่อเนื่อง เป็นปีที่ 8 แล้ว

โดยในปีนี้ ใช้แนวคิด “นาฏวาทยศิลป์” แสดงถึงการอนุรักษ์ สืบสานวิถีพื้นบ้านทั้งดนตรี และการแสดง 4 ภาคอย่างสร้างสรรค์ โดยกำหนดการประกวด ได้แก่ ภาคเหนือ ประเภทสะล้อ ซอ ซึง ภาคกลาง ประเภทลิเก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประเภทหมอลำ และภาคใต้ ประเภทโนรา

แหมๆๆๆ งานดีๆแบบนี้ “ปอม ปอม เกิร์ล” ไม่ยอมพลาดแน่นอน ต้องไปเกาะติดขอบเวทีร่วมลุ้นพร้อมขยับแข้งขยับขา พร้อมๆกับคณะกรรมการที่ตัดสินการประกวดในรอบสุดท้าย เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา เรียกได้ว่า ระดับความมันส์หยดติ๋งๆ กันเลยทีเดียว และทันทีที่ประกาศผลปุ๊บ ก็รีบฉกตัวน้องๆ ตัวแทนทีมชนะเลิศแต่ละประเภท มาเปิดวงเม้าท์ถึงการก้าวสู่ความสำเร็จในครั้งนี้กันเลย

เริ่มจาก ไวท์...ปรินญาภัคร สนธิ ปี 5 สาขาดุริยางคศิลป์ไทย คณะศิลปศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ ตัวแทนคณะฆ้องแสนเสียง ทีมชนะเลิศ ประเภทสะล้อ ซอ ซึง เปิดประเด็นว่า “ทีมของเราได้นำการแสดงสะล้อ ซอ ซึง ผสมผสานกับการจ๊อยซอพื้นบ้าน ประกอบเข้ากับการแสดง ชุดสร้างสรรค์ “บุญปารมี สะหรี สยาม” ซึ่งเป็นบทเพลงมีการแต่งขึ้นใหม่ทั้งทำนอง และคำร้อง เป็นภาษาพื้นเมืองเหนือกับภาษาภาคกลาง มีเนื้อหาเกี่ยวกับความดีงามของประเทศไทย ความงดงามของมารยาทไทย ยิ้ม ไหว้ ทักทาย สวัสดี ขอบคุณ และขอโทษ และสะท้อนถึงความสามัคคีกลมเกลียวกัน จึงนับว่าเป็นไฮไลต์ของทีม การได้รางวัลชนะเลิศ ถือเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดในชีวิต บนเวทีอันทรงเกียรติ ที่พวกเรา รุ่นพี่รุ่นน้อง 25 ชีวิต ได้มีโอกาสร่วมกันเฉลิมพระเกียรติพระองค์ ทั้งหมดเป็นประสบการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นในโรงเรียน แต่นี่คือ ชีวิตจริง ที่ได้เห็นความรัก ความสามัคคีของคนในทีม อีกทั้งยังรู้สึกดีใจที่ได้เผยแพร่วัฒนธรรมล้านนาให้คนภาคอื่นๆ ได้รับรู้”

ปรายฟ้า...วราภรณ์ ระงับภัย ปี 2 คณะศิลปศึกษา เอกนาฏศิลป์ไทย วิทยาลัยนาฏศิลป อ่างทอง ตัวแทนคณะลิเกเมืองอ่างทอง ทีมชนะเลิศประเภทลิเก เสริมต่อทันทีว่า “พวกเราได้นำ การแสดงลิเกพื้นบ้านเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนศึกเจ้าเชียงใหม่ ที่มีเอกลักษณ์ดั้งเดิมมาใช้ในการประกวดและเห็นว่ามีจุดเด่นที่ชนะใจกรรมการตรงที่ แม้ว่าจะดูเชย แต่เราเห็นว่าเป็นการแสดงที่มีเสน่ห์ ยึดหลักความถูกต้อง ที่ครูและบรรพบุรุษเคยทำกันมา ทั้งรูปแบบการแต่งตัวเป็นแบบเก่า มีชุดลูกบท สวมเสื้อกั๊ก นุ่งโจงกระเบน โพกหัว มีสังวาลย์ รูปแบบการเล่น การร้องเกี้ยว เป็นเพลงไทย นาฏศิลป์ไทย สำหรับการฝึกซ้อม ได้นัดรวมตัวกันหลังเลิกเรียน โดยเฉพาะต้องย้ำบ่อยๆ ในการฝึกร้อง การเอื้อนเสียง ส่วนการรำ พวกเรามีพื้นฐานกันอยู่แล้วจึงไม่ยาก ซึ่ง ในการประกวดครั้งนี้นอกจากมีพื้นที่โชว์การแสดงพื้นบ้านแล้ว ยังได้เผยแพร่สิ่งที่บรรพบุรุษให้มาเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้อนุรักษ์การแสดงพื้นบ้านเอาไว้ หลังจากนี้ ตั้งใจว่าจะตั้งชมรมลิเกในวิทยาลัย และเปิดให้ผู้สนใจมาศึกษาเล่าเรียน ซึ่งจะมีการพัฒนาให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ”

ปุ๊...นัฐพงษ์ เพ็ชร์วัง ปี 4 สาขานาฏศิลป์ไทยศึกษา คณะศิลปศึกษา วิทยาลัยนาฏศิลป นครศรีธรรมราช ตัวแทนคณะพงษาเจริญศิลป์ ทีมชนะเลิศ ประเภทโนรา ส่งยิ้มหวานๆก่อนเล่าว่า “คณะเราได้จัดทำบทร้องและบรรเลง หรือที่เรียกว่า บทร่ายหน้าแตระ มีเนื้อหาเทิดพระเกียรติ พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระอัจฉริยภาพในด้านดินฟ้าอากาศ และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงรวมทั้งเทิดพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงมีคุณูปการต่องานศิลปาชีพ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะองค์วิศิษฏศิลปิน ทรงมีคุณูปการต่องานศิลปะและวัฒนธรรม และยังมีบทลงท้ายที่ถ่ายทอด รณรงค์ให้คนไทยมีความรัก ความสามัคคี ต่อกัน สิ่งสำคัญที่ทำให้ประสบความสำเร็จคือ ความตั้งใจและหลอมรวมดวงใจที่รักการแสดงเหมือนกันจนกลายเป็นหนึ่งเดียว โดยตั้งใจว่าจะรักษาการแสดงโนรา ศิลปะการแสดงพื้นบ้านให้อยู่ไปชั่วลูกหลาน อยู่กับแผ่นดินของภาคใต้ตลอดไป พร้อมทั้งอยากเชิญชวนให้คนไทยหันมาช่วยกันสืบทอด ซึ่งไม่จำเป็นต้องรำเป็น แค่เป็นผู้ชม ก็ทำให้นาฏศิลป์ไทยคงอยู่ได้เช่นกัน”

ปิดท้ายที่ ตั้ม...ณัฐตพล พรมยาลี ปี 3 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตอีสาน จ.ขอนแก่น ตัวแทนคณะหนุ่มปริญญา สาวมหาลัย ทีมชนะเลิศประเภทหมอลำ บอกว่า “จุดเด่นของทีมเป็นการหยิบยก นิทาน เรื่องสุวรรณสาม วรรณคดีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา มาใช้ในการแสดง โดยนำเอาหลักธรรมะมาสอดแทรก เรื่อง ความกตัญญู และทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ซึ่งพวกเราทุกคนรู้สึกภูมิใจที่ได้เข้าร่วมโครงการของกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ทำให้เราได้รับโอกาสเวิร์กช็อปกับวิทยากรที่ให้คำแนะนำ ชี้ข้อผิดพลาด และปรับปรุงให้ดีขึ้น และยิ่งกว่านั้นคือ ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพฯ ที่พระราชทานรางวัลอันทรงเกียรตินี้ ทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการเกิดความภูมิใจที่ได้ดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรมของแต่ละภาค และแม้เราจะเป็นเยาวชนกลุ่มเล็กๆ ก็ยังจะมุ่งมั่น สืบสานทำนุบำรุงวัฒนธรรมให้เยาวชนรุ่นต่อไป และเชื่อว่า การทำให้ได้รางวัลนี้นั้น ยากแล้ว แต่การรักษาคุณงามความดี ให้คงอยู่ต่อไป นั้นยากกว่าดังนั้นเราต้องช่วยกัน”

แซ่บมั้ยล่ะคะ แนวความคิดของน้องๆ แต่ละคน มีอินเนอร์ศิลปินฝังรากวัฒนธรรมอยู่ในตัวกันทั้งนั้น

และที่สำคัญของการสืบสานวิถีวัฒนธรรมก็คือ ถ้ายิ่งได้คิด และลงมือทำ บอก ได้เลยว่า “แฮปปี้สุดๆ”.

ปอมปอมเกิร์ล/รายงาน

16 ก.ค. 2559 11:52 ไทยรัฐ