วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สถานการณ์ยุติ จนท.ล็อกหัวโจก จลาจลเผาคุกปัตตานี  ดับ 2ศพ

จลาจลเดือด นักโทษเรือนจำกลางปัตตานีหลายร้อยคน รวมตัวถือก้อน หิน-ท่อนไม้ บุกเข้าอาคารศูนย์ควบคุมผู้ต้องขัง ไล่ทำร้ายเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์บาดเจ็บ 2 นาย ก่อนจุดไฟเผาอาคารวอดทั้งหลัง สังหารเพื่อนนักโทษตาย 2 ศพ อ้างเหตุไม่พอใจผู้คุมคุกเข้มงวดเรื่องเวลาและการตรวจค้นยาเสพติดบ่อยครั้ง ยื่น 14 ข้อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตาม ผู้การฯปัตตานี สั่งระดมกำลังกองร้อยปราบจลาจลเข้าควบคุมสถานการณ์

นักโทษคุกปัตตานีก่อเหตุจลาจลทำร้ายผู้คุมและจุดไฟเผาเรือนจำ มีผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บครั้งนี้ เปิดเผยเมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 15 ก.ค. พ.ต.อ. กีรติ แวยูโซ๊ะ ผกก.สภ.เมืองปัตตานี รับแจ้งจากศูนย์วิทยุเรือนจำกลางจังหวัดปัตตานีว่า มีนักโทษก่อเหตุรุนแรงภายในเรือนจำฯ ขอกำลังช่วยสนับสนุน จึงรายงาน พล.ต.ต.ทนงศักดิ์ วังสุภา ผบก.ภ.จ.ปัตตานี พร้อมขอกำลังเสริมจากตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง กว่า 300 นาย เข้าระงับเหตุ เมื่อไปถึงพบมีกลุ่มควันเกิดขึ้นภายในเรือนจำ เนื่องจากกลุ่มนักโทษจุดไฟเผาอาคารศูนย์ควบคุมผู้ต้องขัง จึงแจ้งระดมรถดับเพลิงประมาณ 10 คัน แต่กลุ่มนักโทษไม่ยอมให้เข้าไปดับไฟ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงต้องใช้รถกระเช้าเข้าฉีดน้ำแทน ปรากฏว่าถูกกลุ่มนักโทษขว้างปาด้วยก้อนหินจนต้องหลบกันชุลมุน หลังผ่านไปราว 1 ชั่วโมง ควบคุมเพลิงไว้ได้ในวงจำกัด แต่ตัวอาคารและอุปกรณ์ รวมทั้งเอกสารถูกเผาวอด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างเกิดเหตุนายกาจก้อง รัตนะ ผอ.ส่วนเรือนจำกลางปัตตานี พร้อมนายสุเทพ เพชรเกลี้ยง เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ พยายามเข้าห้ามปรามกลุ่มนักโทษ กลับถูกขว้างปาด้วยก้อนหินและท่อนไม้ ทำให้ทั้ง 2 คนศีรษะแตกเลือดอาบ ต้องนำตัวออกมาปฐมพยาบาลแล้วนำส่งโรงพยาบาล แม้เจ้าหน้าที่เรือนจำประกาศเสียงตามสายให้กลุ่มนักโทษหยุดก่อเหตุ แต่กลุ่มนักโทษไม่ยอมยุติ ต่างส่งเสียงโห่ร้องตะโกนด่าทอ และขว้างปาสิ่งของใส่เจ้าหน้าที่เป็นระยะๆ ก่อนบุกเข้าไปยังห้องควบคุมอิเล็กทรอนิกส์ เจ้าหน้าที่ต้องวิ่งหนีตายกันโกลาหล พร้อมสั่งปิดประตูเรือนจำเพื่อป้องกันนักโทษหลบหนีออกมา และสั่งติดอาวุธเข้าประจำในจุดสำคัญ

จากการตรวจสอบจำนวนนักโทษในเรือนจำ พบมีนักโทษ 3 กลุ่ม คือคดียาเสพติด อาชญากรรมทั่วไป และคดีความมั่นคง รวม 1,800 คน มีนักโทษทั้งชายและหญิง โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุและปลุกระดมมีราว 300-400 คน ใช้ผ้าปิดบังใบหน้าถือท่อนไม้เดินทุบทำลายข้าวของเสียหาย เจ้าหน้าที่ต้องใช้ปืนยิงขู่เพื่อระงับเหตุ แต่ปรากฏว่ากลุ่มนักโทษไม่เกรงกลัว และสถานการณ์เริ่มลุกลามบานปลายขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีนักโทษ 2 กลุ่มทะเลาะวิวาทและทำร้ายกันเอง เบื้องต้นมีนักโทษชายถูกทำร้ายเสียชีวิต 2 ราย ยังไม่ทราบชื่อ และยังนำศพออกมาไม่ได้ อย่างไรก็ตาม นักโทษบางส่วนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อจลาจล ได้กลับขึ้นเรือนนอน ขณะที่บางส่วนหลบหนีอยู่ตามจุดต่างๆ ส่วนนักโทษหญิงที่มีอยู่ไม่ถึง 100 คน และอยู่ใกล้ประตูทางออก เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือออกมาได้อย่างปลอดภัย

เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นายหนึ่งที่หนีตายออกมาได้ทันเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า สาเหตุในครั้งนี้เพราะผู้ต้องขังไม่พอใจกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้คุมที่มีความเข้มงวด โดยเฉพาะการตรวจค้นยาเสพติดภายในเรือนจำบ่อยครั้งและเคร่งครัดในเรื่องเวลา ทำให้ผู้ต้องขังคดียาเสพติดบางส่วนไม่พอใจ พยายามต่อรองแต่ไม่เป็นผล เนื่องจากเป็นระเบียบวินัยไม่สามารถผ่อนปรนให้ได้ จากนั้นผู้ต้องขังหัวโจก 2 คน เริ่มปลุกระดมเพื่อนนักโทษที่เหลือให้ก่อการจลาจลในช่วงเกิดเหตุ ขณะเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ควบคุมผู้ต้องขังกำลังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ปรากฏว่ามีกลุ่มนักโทษหลายร้อยคนบุกเข้ามาภายในอาคาร ไล่ทำร้ายเจ้าหน้าที่ต้องวิ่งหนีตายออกมา ก่อนลอบวางเพลิงเผาอาคารได้รับความเสียหาย รวมไปถึงทำลาย สิ่งของหลายจุด

ต่อมาตัวแทนกลุ่มนักโทษที่ก่อเหตุ เสนอข้อเรียกร้องขอพบผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี และประธาน กรรมการอิสลามปัตตานี เจ้าหน้าที่ต่อรองให้รองผวจ.ปัตตานี ผบ.ฉก.ปัตตานี ผบก.ภ.จ.ปัตตานี และ นอภ.เมืองปัตตานี เข้าเจรจาแทน แต่มีเงื่อนไขให้นักโทษทั้งหมดกลับเข้าเรือนนอน และให้ส่งตัวแทนมาเจรจาพูดคุยโดยยึดแนวทางสันติ ขณะเดียวกันยังมีกลุ่มควันหนาทึบลอยออกมาจากภายในเรือนจำเป็นระยะๆ คาดว่ามีการจุดไฟเผาหลายจุด สถานการณ์ยังคงตึงเครียด นักโทษต่างโห่ร้องเสียงดังและขว้างปาสิ่งของ แต่เจ้าหน้าที่เข้าไปภายในไม่ได้ ทำได้เพียงรอดูสถานการณ์ พร้อมประสานรถดับเพลิงมาระงับเหตุเพลิงไหม้ในจุดที่รุนแรงและพอจะฉีดน้ำไปถึง
ด้าน พล.ต.ต.ทนงศักดิ์ วังสุภา ผบก.ภ.จ.ปัตตานี ที่เดินทางมาอำนวยการในจุดเกิดเหตุ ได้สั่งให้เตรียมความพร้อม เพื่อนำกำลังชุดปราบจลาจล กองร้อยควบคุมฝูงชน ภ.จ.ปัตตานี เข้าควบคุมสถานการณ์ เพราะเกรงหากปล่อยให้ถึงช่วงค่ำมืด สถานการณ์อาจเลวร้ายยิ่งขึ้น เนื่องจากนักโทษหัวโจกขู่จะทำร้ายเพื่อนนักโทษที่ไม่ให้ความร่วมมือ

กระทั่งในช่วงค่ำ นายแวดือราแม มะมิงจิ ประธานกรรมการอิสลามปัตตานี พร้อมด้วย รองผู้ว่าฯปัตตานี และ ผบก.ภ.จ.ปัตตานี เข้าไปเจรจากับตัวแทนนักโทษ ซึ่งได้ยื่นข้อเรียกร้อง 14 ข้อ คือ 1.ไม่ให้เจ้าหน้าที่ทำร้ายนักโทษที่ผิดวินัยเกินกว่าเหตุ 2.ห้ามย้ายนักโทษทุกคน 3.ให้ย้าย ผอ.ศูนย์ควบคุมนักโทษคนใหม่พร้อมเจ้าหน้าที่ 7 นายออกจากเรือนจำ 4.ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายควบคุมคนเดิมกลับมา 5.ให้นักโทษที่ทำหน้าที่ผู้ช่วยเหลือผู้คุมเป็นชาวมุสลิมทั้งหมด 6.ให้นักโทษที่เป็นผู้ช่วยเหลือผู้คุมได้พบกับสามี-ภรรยา สัปดาห์ละ 1 ครั้ง 7.ให้ของฝากที่ญาตินำมาเยี่ยมเข้ามาได้ตามปกติ 8.ขอให้เรือนจำเปิดข่าวสารให้นักโทษได้ดู 9.ขอให้เลื่อนชั้นผู้ช่วยเหลือผู้คุมทุกๆ 6 เดือน 10.ให้นำอาหารขึ้นเรือนนอนได้ 11.เหตุการณ์ในวันนี้ต้องไม่เอาผิดผู้ต้องขังทุกคน 12.ไม่ให้ย้ายผู้ต้องขังแม้แต่คนเดียว 13.รายชื่อที่เสนอข้อที่ 3 ให้ย้ายด่วนและ 14.ขอให้หัวหน้าฝ่ายควบคุมคนเก่าเป็นสักขีพยานการเจรจา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ต่อมาเมื่อเวลา 21.20 น. การเจรจายังไม่ได้ข้อสรุป และสถานการณ์ตึงเครียดผ่านไปกว่า 4 ชั่วโมงแล้ว ยังไม่มีท่าทีจะยุติลงง่ายๆ จู่ๆได้เกิดเพลิงลุกไหม้ขึ้นภายในอาคารกองการศึกษา เป็นอาคารชั้นเดียวขนาดใหญ่ ใช้เป็นห้องสมุดและที่เรียนหนังสือของนักโทษในเรือนจำ พล.ต.ต.ทนงศักดิ์ วังสุภา ผบก.ภ.จ.ปัตตานี จึงสั่งให้กำลังชุดปราบจลาจล ราว 100 นาย มีโล่และกระบองเป็นอาวุธ ตั้งแถวเดินเรียงหน้ากระดานเตรียมเข้าควบคุมสถานการณ์ที่เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ยังไม่กล้าผลีผลามบุกเข้าไปทันที เพราะเกรงอาจเกิดการปะทะกันจนมีการสูญเสียจำนวนมาก เนื่องจากนักโทษต่างอยู่ในอาการฮึกเหิม และไม่ยอมรับการเจรจาใดๆ

จากนั้นในเวลา 23.10 น. เจ้าหน้าที่ได้กันสื่อมวลชนจำนวนมาก ที่มาปักหลักรอรายงานข่าวเหตุจลาจลอยู่หน้าเรือนจำกลางปัตตานี ให้ออกห่างจากบริเวณประตูเรือนจำ ก่อนให้รถส่งคลื่นความถี่สูงเปิดคลื่นรบกวน และส่งกำลังชุดปราบจลาจลเข้าคลี่คลายสถานการณ์ โดยมีเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะๆ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ระบุว่าเป็นการใช้กระสุนยางยิงเปิดทางตามยุทธวิธีควบคุมฝูงชน หลังผ่านไปราว 20 นาที เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้รายงานสถานการณ์ให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงทราบว่า สามารถควบคุมสถานการณ์ภายในเรือนจำไว้ได้แล้ว

จากนั้นรถควบคุมผู้ต้องหาหลายสิบคันได้แล่นเข้าไปในเรือนจำ ลำเลียงนักโทษหัวโจกและผู้ร่วมก่อเหตุกว่า 100 คนขึ้นรถ เพื่อนำตัวไปควบคุมไว้ที่เรือนจำกลางสงขลา โดยมีเฮลิคอปเตอร์บินวนฉายสปอตไลต์ส่องสำรวจพื้นที่ ป้องกันไม่ให้นักโทษหลบหนีออกมา ขณะเดียวกัน มีรถกู้ชีพและรถพยาบาลจำนวนหนึ่ง แล่นเข้าไปรับผู้บาดเจ็บที่ยังไม่ทราบอาการและจำนวนส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน ต่อมาเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์พร้อมเจ้าหน้าที่ชุดปราบจลาจล เข้าเคลียร์พื้นที่เกิดเหตุ ปรากฏว่า ไม่พบมีกลุ่มนักโทษต่อสู้ขัดขวางการปฏิบัติงานแต่อย่างใด