วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โหมศึกนอก-หย่าศึกใน

ได้จังหวะสลับคิวเดินทางเยือนแดนเจงกิสข่าน เลี่ยงแรงปะทะชั่วขณะ

ตามตารางออนทัวร์เที่ยวล่าสุดของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ที่ไปปรากฏตัวอยู่ที่เมืองอูลานบาตอร์ ประเทศมองโกเลีย

ร่วมเวทีการประชุมผู้นำเอเชีย-ยุโรป ครั้งที่ 11 กระทบไหล่ผู้นำหลายประเทศ โชว์กึ๋นแสดงวิสัยทัศน์ท่าทีความเชื่อมั่นและส่งเสริมบทบาทประเทศไทยในเวทีพหุภาคี

ท่ามกลางดีกรีตึงเครียดทางการเมืองในประเทศที่ไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ เมื่อขยับเข้าใกล้เดดไลน์ประชามติ

ถึงเวลาท็อปบูตเล่นบทเฮี้ยบ ตรึงกฎเหล็ก รอรับแรงปะทะและแรงต้านเรื่องร่างรัฐธรรมนูญที่จะทวีความเข้มขึ้นทุกขณะ

ตามรูปการณ์ล่าสุดที่ “บิ๊กตู่” ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ลงนามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 41/2559 เรื่องการกำกับดูแลการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารต่อสาธารณะ

เบิกทางให้ กสทช.มีอำนาจถอดปลั๊กสื่อทีวีที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และกระทบความมั่นคงของรัฐ โดยที่เจ้าหน้าที่ได้รับความคุ้มครองไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง อาญา และวินัย หากดำเนินการด้วยความสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุ

ส่งสัญญาณแกมขู่ จอดำสถานีโทรทัศน์พีซทีวี กระบอกเสียงคนเสื้อแดง ที่เสนอข่าวเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ คสช.ในช่วงที่ผ่านมา

อำนาจพิเศษยกระดับความเข้มข้นขึ้นอีกขั้น บล็อกช่องทางสื่อสารฝ่ายตรงข้าม

เตรียมพร้อมรับมือนักเลือกตั้งอาชีพที่เหยียบคันเร่งปลุกกระแสต้านร่างรัฐธรรมนูญอย่างหนักในช่วงนี้

และที่ขาดไม่ได้ในการร่วมปลุกเร้าอารมณ์กองเชียร์ ก็ฟาก “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เปรยออกมาดังๆระหว่างอดีต ส.ส.อีสาน พรรคเพื่อไทย บินไปพบที่เกาะฮ่องกง

ชำแหละเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นตามหลักสากล ทำให้อยู่ในเวทีโลกยาก ส่งผลให้ประเทศไทยตกยุค

ร่วมวงติติงการทำประชามติไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงความเห็นได้อย่างเต็มที่

นายใหญ่ตีปี๊บส่งสัญญาณต้านร่างรัฐธรรมนูญ เพิ่มความระแวงให้ คสช.ช่วงใกล้ไคลแมกซ์

สารพัดสารพันปัญหาประดังเข้ามาติดๆ คอยยั่ว คอยแหย่ท็อปบูตให้ทำงานไม่ไหลลื่น ทั้งการเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษา การระบาดของร่างรัฐธรรมนูญปลอม

ยังไม่นับรวมปัญหาวัดพระธรรมกาย และการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ที่รอการสะกิดหัวเชื้อให้ลุกโชนได้ตลอด
อำนาจพิเศษเจอศึกปะทะรอบด้าน ต้องไล่ตามแก้ปัญหาไม่มีหยุดหย่อน

รวมถึงคิวแทรกล่าสุด ที่ฉายภาพศึกภายในล่อกันเอง จากปมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มี นายพรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธาน สนช.

เดือดร้อนถึงเบอร์หนึ่ง คสช. ต้องงัดอำนาจมาตรา 44 สั่งระงับกระบวนการสรรหาทันที

เบรกความแตกแยกใน สนช.ที่แบ่งฝัก แบ่งฝ่าย มีทั้งสนับสนุนและต่อต้าน นายเรวัต วิศรุตเวช ที่ได้รับแบ็กอัพจากผู้ยิ่งใหญ่ใน สนช. จับใส่ตะกร้าล้างน้ำ ส่งกลับมาให้ สนช.คัดเลือกอีกครั้ง

ไม่สนมติที่ประชุม สนช.ก่อนหน้านี้ที่เคยลงมติไม่เห็นชอบให้นายเรวัตมานั่งแท่นผู้ตรวจการแผ่นดิน

เรื่องของเรื่องก็หนีไม่พ้นแรงขับเคลื่อนของระดับบิ๊ก คสช.ที่ต้องการดันคนของตัวเองตีตั๋วยึดเก้าอี้องค์กรอิสระ แต่เที่ยวนี้ไม่ราบรื่นเหมือนเคย เจอแรงต้านหนักจากคนใน สนช. ไม่ปั๊มวีซ่าให้ผ่านง่ายๆ

ท้าทายถึงขั้นขอโหวตลงมติรับรองนายเรวัตแบบขานชื่อโดยเปิดเผย แทนการลงคะแนนลับเหมือนที่ผ่านมา

ขอเปิดหน้าลุย แยกขั้วให้เห็นชัดๆว่า ใครเป็นคนของฝ่ายใด กลุ่มไหน

บรรยากาศส่อเค้าคุกรุ่นหนัก ตามข้อวิตกที่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุการยุติการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อระงับความรุนแรงไม่ให้เกิดขึ้น

“ถ้าไปที่สภาจะรู้ มันเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ควรให้เกิด”

ตรงตามสัญญาณที่ “บิ๊กตู่” ได้ยินมาตรงกัน เลยต้องใช้มาตรา 44 ล้มกระดานกระบวนการสรรหา

รีบตัดตอนสยบศึกภายใน ไม่ให้ขยายความรุนแรงไปกว่านี้ จนส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ คสช. และอาจกระทบชิ่งมีผลต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ

ถึงคราว “บิ๊กตู่” ใช้อำนาจเด็ดขาด ยอมหักกับระดับบิ๊ก คสช.ด้วยกัน

แม้ห้ามเลือด กลบแผลภายในได้สำเร็จ แต่เสี่ยงเพิ่มแผลในใจให้คนกันเอง.

ทีมข่าวการเมือง