วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ย้อนรอยวันดับชีพ JFK 53 ปีผ่าน ยังคงเป็นปริศนา?

"Ask not what your country can do for you, ask what you can do for your country"

"จงอย่าถามว่าประเทศได้ให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามว่าท่านให้อะไรแก่ประเทศได้บ้าง!"

ประโยคที่แสนจับจิตจับใจและโด่งดัง เป็นอมตะวาจาทางการเมืองมากที่สุด เท่าที่จะมีนักการเมืองในโลกนี้กล่าวได้ ออกจากปากของชายหนุ่มผู้ห้าวหาญ ที่ในเวลานั้นมีอายุเพียง 43 ปี

และด้วยประโยคอันทรงพลังนี้เอง ที่ส่งให้บุรุษผู้นั้นสามารถก้าวเท้าเข้าสู่ทำเนียบขาว นั่งครองตำแหน่งชายที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของโลก! ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา คนที่ 35 ผู้นำสหรัฐฯ ที่อายุน้อยที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์

แต่แล้ว... ประธานาธิบดีที่อเมริกันชนรัก และเป็นที่จดจำมากที่สุดคนหนึ่ง กลับต้องสิ้นชีพลงด้วยกระสุนปืนเพียง 3 นัด จากบุคคลเพียงแค่คนเดียว ตามบทสรุปอย่างเป็นทางการ ซึ่งบทสรุปนี้เอง ทำให้อเมริกันชน รวมถึงคนทั้งโลกเคลือบแคลง และเกิดการตั้งข้อสังเกตมากมาย ถึงปริศนามรณกรรมของชายผู้นี้ ตราบจนปัจจุบันที่เวลาล่วงเลยผ่านมาถึง 53 ปีแล้ว

บุรุษผู้นั้น มีนามว่า จอห์น ฟิตซ์เจอรัลด์ เคนเนดี (John Fitzgerald Kennedy) หรือ JFK

ใช่แล้วครับ แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ช่วงวันหยุดยาวเช่นนี้ นายฮกหลง แห่งทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอมาเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยทางประวัติศาสตร์ ที่ยังเป็นปริศนามานาน ถึง 53 ปี ให้แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ได้ฟังกันว่า อะไรคือปริศนาคาใจที่ว่า?

เปรี้ยง! เสียงปืนชุดหนึ่ง (ที่ทุกวันวันนี้ยังคงเป็นปริศนาให้ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่า เกิดขึ้นทั้งหมดกี่นัดกันแน่?) ได้พรากชีวิตของนักการเมืองหนุ่มอนาคตไกล ไปตลอดกาล

เราไปย้อนเหตุการณ์ในวันนั้น เมื่อ 53 ปีที่ผ่านมา อีกครั้ง!

ประธานาธิบดีเคนเนดี เดินทางเยือนเมืองดัลลัส รัฐเท็กซัส ดินแดนแห่งเมืองคาวบอย ที่กำลังคุกรุ่นไปด้วยความไม่พออกพอใจกับนโยบายของผู้นำหนุ่มนัก ทั้งการใจดีกับคู่อริสงครามเย็นอย่าง สหภาพโซเวียต (ในขณะนั้น) มากเกินไป และที่สำคัญคือประเด็นการส่งเสริมความเท่าเทียมกันระหว่างคนผิวสีและคนผิวขาว ที่เคนเนดียึดมั่น เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการลงเลือกตั้งประธานาธิบดีในสมัยที่ 2 โดยไม่ใยดีกับเสียงท้วงติงจากบรรดาที่ปรึกษา ที่อยากให้ล้มเลิกแผนการเยือนครั้งนี้! หนำซ้ำ เคนเนดี ยังปฏิเสธกระบังกันกระสุน ที่ควรจะติดกับรถลีมูซีนเปิดประทุน เพราะต้องการใกล้ชิดกับประชาชนเสียอีกด้วย

22 พ.ย. 1963 ช่วงเช้า ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นไปด้วยความชื่นมื่น รถลีมูซีนเปิดประทุน ที่มีประธานาธิบดีหนุ่ม สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง แจ็กเกอลีน เคนเนดี และผู้ว่าการรัฐเท็กซัส จอห์น คอนเนลลีย์ พร้อมด้วยภรรยา นั่งมาด้วยกัน ได้รับการโห่ร้องต้อนรับอย่างอบอุ่นจากชาวเมืองดัลลัส ทั้งสองข้างทาง

แต่แล้ว... เมื่อถึง เวลา 12.30 น.!

ขณะที่ขบวนรถ พร้อมด้วยกำลังคุ้มกัน ร่วม 750 นาย กำลังชะลอความเร็วเหลือ 11 ไมล์ต่อชั่วโมง เลี้ยวขวาจากถนนเมน เข้าถนนฮิวส์ตัน เพื่อที่จะเลี้ยวซ้ายเข้าถนนเอล์ม ซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารเก็บหนังสือโรงเรียนเท็กซัส เพื่อเข้าสู่ เดียลีย์ พลาซา (Dealey plaza) ก็เกิดมีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติ บนรถของ JFK

จู่ๆ ผู้นำหนุ่มสหรัฐฯ ก็ใช้มือทั้งสองข้างกุมเข้าที่ลำคอ แสดงอาการทุรนทุราย จากนั้นก็ทรุดร่างลง แจ็กเกอลีน เคนเนดี เห็นถึงความผิดปกติ จึงเลื่อนตัวเข้าหาและใช้สองมือเอื้อมไปเกาะกุมตัวสามีเอาไว้ ขณะที่ ผู้ว่าการรัฐเท็กซัสที่นั่งอยู่เบาะหน้า ก็ได้หันหน้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่แล้วในอีกเพียงเสี้ยววินาทีที่ทุกคนกำลังตื่นตระหนกนั้นเอง ศีรษะของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ 35 ก็ถูกอำนาจของกระสุนปืนสังหารพุ่งเข้าใส่ จนกะโหลกเปิด ต่อหน้าต่อตาภรรยาสาว!

ชมคลิปวินาทีลอบสังหารที่โด่งดังที่สุดในโลก ที่ถูกบันทึกจากฟิลม์ภาพยนตร์ ขนาด 8 มม. โดย อับลาฮัม แซพรูเดอร์ (Abraham Zapruder) ซึ่งเห็นภาพที่ชัดเจนที่สุดในวันลอบสังหาร

หากแต่ เคนเนดี ยังไม่ถึงกับสิ้นใจลงในทันที ทีมคุ้มกันซึ่งเพิ่งตระหนักว่า ท่านประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ถูกลอบยิงก็กดเท้าเหยียบคันเร่ง บังคับรถลีมูซีนเปิดประทุนที่โชกเลือดและเศษสมอง มุ่งหน้าพาร่างของเคนเนดีไปที่ รพ.ปาร์คแลนด์ พร้อมรถคุ้มกันโดยทันที จนกระทั่งถึงที่หมาย ในเวลาประมาณ 12.38 น.

แต่ด้วยคมกระสุนที่สาดเข้าจุดสำคัญมากขนาดนั้น แม้ ทีมแพทย์จะรู้ดีว่า... ความหวังกู้ชีวิตเคนเนดี เลือนรางเต็มที แต่ก็ยังพยายามทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่มีเข้าช่วยปั๊มหัวใจ และถ่ายเลือดอยู่เป็นเวลานานเกือบ 20 นาที

จนกระทั่งสุดยื้อจริงๆ … ทีมแพทย์จึงต้องปล่อยผู้นำหนุ่มทรงเสน่ห์ จากโลกนี้ไป โดยตามบันทึกทางการแพทย์ เคนเนดี้ เสียชีวิตอย่างเป็นทางการในเวลา 13.00 น. ท่ามกลางความเศร้าโศกของอเมริกันชน

ตัดกลับมายังความโกลาหล ณ จุดเกิดเหตุลอบสังหาร เจ้าหน้าที่ทั้งในและนอกเครื่องแบบ ไล่ล่าควานหาตัวมือปืนชนิดจ้าละหวั่น เวลา 13.12 น. เมื่อเฮโลพากันเข้าไปค้นที่ชั้น 6 ของอาคารเก็บหนังสือโรงเรียนเท็กซัส จึงพบปลอกกระสุนปืนไรเฟิลที่ยิงแล้ว 3 ปลอก เมื่อค้นไปอีกจึงพบเข้ากับปืนไรเฟิล ที่ซุกซ่อนอยู่หลังแนวกล่องที่ถูกวางเรียงรายอยู่ภายในห้องดังกล่าว เมื่อตรวจสอบลายนิ้วมือ จึงพบว่า เป็นของ ลี ฮาร์วี ออสวอลด์ (Lee harvey oswald)

ถัดมาในเวลา 13.15 น. มีผู้แจ้งเข้ามาว่า พบเห็นชายคนหนึ่งยิงตำรวจเสียชีวิต จากนั้นได้หลบหนีเข้าไปซ่อนตัวในโรงภาพยนตร์เท็กซัส

หลังรับแจ้ง เวลา 13.50 น. เจ้าหน้าที่ก็พากันยกโขยง มาจับกุม ลี ฮาร์วี ออสวอลด์ ที่นั่งอยู่ท่ามกลางคนจำนวนมากในโรงหนังได้แบบสุดง่ายดาย เพราะพยานสามารถเข้าไปชี้ตัวเค้า ที่นั่งอยู่รวมกับคนจำนวนมากในโรงหนังได้แทบจะในทันที

รวมเวลาหลังเกิดเหตุลอบสังหารจนกระทั่งจับกุมคนร้ายได้ ใช้เวลาไปเพียง 1 ชั่วโมง 20 นาที เท่านั้น!

โดยหลังจากการจับกุมตัว บรรดาอเมริกันชนที่กำลังโกรธกริ้วอยู่แล้ว ก็ยิ่งทวีความโกรธเข้าไปอีกเป็นเท่าทวีคูณ ด้วยเหตุเพราะกระทาชาย นายออสวอลด์ นี้ เมื่อสืบสาวลงไปก็ดันไปพบเสียอีกว่า มีความพัวพันกับทั้งสหภาพโซเวียตและคิวบา ศัตรูตัวฉกาจของอเมริกาในเวลานั้น ทั้งเคยติดต่อ KGB (หน่วยสืบราชการลับของสหภาพโซเวียต) มีเมียเป็นคนรัสเซีย เคยไปพำนักที่สหภาพโซเวียต และหนำซ้ำเคยแจกใบปลิวต่อต้านการที่สหรัฐฯ พยายามบุกคิวบา เรียกได้ว่า ประวัติของผู้ต้องหารายนี้ คุณสมบัติเพียบพร้อมเสียเหลือเกิน ต่อการที่จะเป็นปรปักษ์ตัวเอ้ของ อเมริกันชน

24 พ.ย. 1963 หรือเพียง 2 วัน หลังเหตุการณ์ลอบสังหาร JFK ขณะที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบกำลังคุ้มกัน ออสวอลด์ เพื่อนำตัวจากที่คุมขังสถานีตำรวจดัลลัส ไปยังเรือนจำเท็กซัส จู่ๆ ก็มี ชายนามว่า Jack ruby (แจค รูบี้) ถลันตัวพร้อมอาวุธปืน ฝ่าการคุ้มกันของเจ้าหน้าที่นับร้อย บุกเข้ายิง ออสวอลด์ จนแดดิ้น ได้แบบหน้าตาเฉย แถมการกระทำอันอุกอาจนั้น อยู่ภายใต้สายตาของอเมริกันชน ที่กำลังเฝ้าติดตามการถ่ายทอดสด อีกด้วย!

โดย แจค รูบี้ อ้างว่าสาเหตุการลงมือครั้งนี้ เป็นเพราะเจ็บแค้นที่ถูก ออสวอลด์ พรากผู้นำหนุ่มที่แสนรักไป ท่ามกลางความมึนงงสงสัยของอเมริกันชนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งพลิกผันแปรเปลี่ยนไปรวดเร็ว ดั่งเหมือนมีการจัดฉากเอาไว้แล้ว แต่ทั้งๆ ที่กำลังงวยงงอยู่ อเมริกันชนก็ต้องงวยงงหนักขึ้นไปอีก เมื่อ แจค รูบี้ เกิดตายอย่างปริศนาลงอีก หลังฆ่า ออสวอลด์ ไม่นานนัก  

เพื่อลดแรงกดดันต่อสาธารณชน ประธานาธิบดีคนใหม่ ลินดอน เบนส์ จอห์นสัน ซึ่งได้ก้าวขึ้นจากตำแหน่งรองประธานาธิบดี เป็น ผู้นำสหรัฐฯ คนที่ 36 หลังมรณกรรมของเคนเนดี จึงได้ตั้ง คณะกรรมาธิการเฉพาะกิจ Warren commission เพื่อสืบหาข้อเท็จจริงในคดีนี้

แต่แล้วบทสรุป ในรายงานของ Warren commission กลับกระพือความฉงนชวนสงสัยเพิ่มเติมเข้าไปอีก เนื่องจากผลการสอบสวน ระบุเอาไว้ว่า ผู้ที่ลงมือลั่นไกสังหาร JFK ในครั้งนี้ มีเพียงคนเดียวคือ ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ โดยลั่นกระสุนสังหารไปทั้งหมดเพียง 3 นัด เท่านั้น! จากหน้าต่างชั้นที่ 6 ของ อาคารเก็บหนังสือโรงเรียนเท็กซัส โดยนัดที่ 1 ยิงโดน ทั้ง JFK และ ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส นัดที่ 2 พลาดไปชนขอบถนน จนทำให้คนที่ยืนดูบริเวณสะพานลอย ได้รับบาดเจ็บ นัดที่ 3 โดนเข้าที่หลังศีรษะของประธานาธิบดี จนได้รับบาดเจ็บสาหัส ซึ่งรายงานข้อสรุปนี้ ปัจจุบันถูกเก็บไว้ที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐฯ

มันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ? บุคคลที่ทรงพลานุภาพมากที่สุดคนหนึ่งของโลก ซึ่งควรได้รับการรักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด ชนิดแม้แต่แมลงวันตัวเดียวก็ยังบินเข้าใกล้ไม่ได้ ถูกคนร้ายลั่นกระสุนเพียง 3 นัด จากปืนกระบอกเดียว ปลิดชีพลงได้

เชื่อได้ยากใช่ไหมครับ...ไม่แปลกอะไรเลยครับ แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ เพราะปัจจุบัน ก็มีชาวอเมริกันเพียงไม่ถึง 20% เท่านั้น ที่เชื่อถือในผลสรุปอย่างเป็นทางการของทางการสหรัฐฯ นี้

ฉะนั้น นับจากบรรทัดนี้ เป็นต้นไป นายฮกหลง จะขอรวบรวมข้อมูลต่างๆ เท่าที่หาได้ มาลองไขปมปริศนามรณกรรม ของ เคนเนดี กันดู...

ตกลงกระสุนสังหาร เคนเนดี มีกี่นัดกันแน่?

ตามรายงานอย่างเป็นทางการของ Warren commission สรุปว่า มี 3 นัด จากปืนกระบอกเดียว ของ ลี ฮาร์วี่ย์ ออสวอลด์!

หากแต่....ให้เกิดเรื่องบังเอิญว่าในวันลอบสังหาร หนึ่งในรถจักรยานยนต์คุ้มกันของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่อยู่ห่างจากรถของเคนเนดี เพียง 141 ฟุต เกิดมีปัญหา เรื่องปุ่มเปิด-ปิดวิทยุค้างอยู่ เมื่อถึงเวลาเกิดเหตุ วิทยุสื่อสารเจ้ากรรมที่ติดต่อกับศูนย์วิทยุ จึงสามารถบันทึกเสียงที่ว่ากันว่า เป็นเสียงกระสุนปืนที่ปลิดชีพอดีตผู้นำสหรัฐฯ เอาไว้ได้ด้วยความบังเอิญ!

ซึ่งเมื่อมันถูกนำไปถอดรหัส ด้วยวิทยาการสมัยใหม่ พบว่า … กระสุนสังหาร ควรจะมีมากกว่า 3 นัด

โดยในช่วงทศวรรษที่ 70 รัฐสภาสหรัฐฯ ได้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการรัฐสภาคดีลอบสังหาร (House Select Committee on Assassinations) ขึ้น เพื่อสืบสวนคดีลอบสังหาร JFK อีกครั้ง ซึ่งเทปบันทึกเสียงดังกล่าว ได้ถูกส่งต่อให้ นักวิเคราะห์เสียงชั้นนำหลายคน ที่ถูกว่าจ้างมาเพื่องานนี้ ไปตรวจสอบ ซึ่งกลับได้ข้อสรุปที่ขัดแย้งกับรายงานการสอบสวน ของ Warren commission ชัดเจน 

เพราะมันถูกระบุว่า … มีกระสุนปืนสังหาร เคนเนดี้ ทั้งหมด 4 นัด! มือปืน 2 คน

โดย 3 นัด มาจากอาคารเก็บหนังสือ ที่อยู่ห่างจากรถประมาณ 264 ฟุต ส่วนอีก 1 นัด มาจากเนินหญ้า (Grassy Knoll) ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ด้านหน้าและใกล้กับขบวนรถมากที่สุด คือ อยู่ห่างเพียง 75 ฟุต!

ซึ่งสอดคล้องกับที่ก่อนหน้านี้ มีพยานหลายคน รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่อยู่ในที่เกิดเหตุ เห็นทั้งควันสีขาวปริศนาพวยพุ่งอยู่ รวมถึงเสียงปืน จากจุดเนินหญ้าที่ว่าในช่วงที่เกิดเหตุลอบสังหาร แต่ Warren commission มิได้แยแสที่จะไปตรวจสอบ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่แปลกมาก

แต่แล้ว... สิ่งที่เหลือเชื่อก็เกิดขึ้น เพราะกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ กลับไม่ชอบใจผลการวิจัยดังกล่าว และให้มีการเปลี่ยนตัวทีมวิจัยใหม่ โดยอ้างว่าสิ่งที่ค้นพบนั้นยังไม่หนักแน่นพอ

ต่อมา ในปี ค.ศ. 1991 Dr.Donald Thomas นักคีตวิทยา ชาวเท็กซัส ได้ลองเข้าตรวจสอบเทปบันทึกเสียงอีกครั้ง ด้วยวิทยาการที่ก้าวหน้ากว่าเดิม ซึ่งได้พบว่า กระสุนสังหารเคนเนดี น่าจะมีมากถึง 5 นัด มือปืน 2 คน

โดยนัดที่ 1 ยิงจากอาคารเก็บหนังสือ แต่พลาดไปโดนขอบถนน ทำให้มีคนบาดเจ็บ และอีก 1.7 วินาที ต่อมา กระสุนนัดที่ 2 ดังขึ้น แต่ยังคงปริศนาอยู่ว่ามาจากทางไหน และในอีก 1.1 วินาทีต่อมา นัดที่ 3 ก็พุ่งมาจากอาคารเก็บหนังสืออีกครั้ง ซึ่งนัดนี้ยิงโดนทั้ง JFK และผู้ว่าการรัฐเท็กซัส และอีก 4.8 วินาทีต่อมา นัดที่ 4 มาจากเนินหญ้า โดยกระสุนพุ่งตรงเข้าศีรษะเคนเนดี้ และ นัดที่ 5 ซึ่งแทบจะในเวลาเดียวกันกับนัดที่ 4 พุ่งมาจากอาคารเก็บหนังสือ อีกเช่นเดิม 

ขณะที่ หนังสือ On the Trail of the Assassins ของ จิม แกริสัน (Jim Garrison) อดีตอัยการของเมืองนิวออร์ลีนส์ ซึ่งต่อมา โอลิเวอร์ สโตน (Oliver stone) ผู้กำกับชื่อดัง ได้นำไปอ้างอิง สำหรับการสร้างภาพยนตร์ JFK หนังชื่อดังแห่งปี 1991 ได้วิเคราะห์จากฟิลม์โฮมวิดีโอ ของ Abraham Zapruder เอาไว้ว่า น่าจะมีกระสุนสังหารถึง 6 นัด ดังต่อไปนี้...

ในเฟรมที่ 161 กระสุนนัดที่ 1 ดังขึ้น แต่ไม่โดนอะไรเลย สังเกตได้จากการที่เคนเนดีหยุดโบกมือ เพราะอาจได้ยินเสียงปืนที่ดังคล้ายเสียงท่อไอเสีย

เฟรมที่ 193 กระสุนนัดที่ 2 พุ่งเข้าที่คอ เฟรมที่ 225 จะเห็นได้ชัดว่า JFK ถูกยิง เพราะใช้สองมือกุมเข้าที่คอ

เฟรมที่ 232 กระสุนนัดที่ 3 โดนเข้าที่หลัง ทำให้เคนเนดี้ล้มลง ร่างฟุบไปข้างหน้า

เฟรมที่ 238 กระสุนนัดที่ 4 ไม่โดนเคนเนดี้ แต่พุ่งไปโดนที่ ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส และในวินาทีเดียวกันนี้เอง ที่พิสูจน์ได้ว่ามีปืนอีกกระบอก เพราะมีกระสุนนัดที่ 5 พลาดจากรถ พุ่งไปโดน ประชาชนที่ยืนอยู่ที่ใต้สะพานลอย

และในเฟรม ที่ 310 กระสุนนัดสุดท้าย คือ นัดที่ 6 พุ่งเข้าใส่ศีรษะ ปลิดชีพของ JFK ซึ่งน่าจะมาจากด้านข้างหรือด้านหน้า มากกว่าด้านหลัง ตามที่ระบุใน รายงานของ Warren commission เพราะฟิลม์ของ อับลาฮัม แซพรูเดอร์ ที่ถ่ายอยู่ใกล้กับบริเวณเนินหญ้า จุดต้องสงสัยว่ามีมือปืนอีกคน เห็นได้ค่อนข้างชัดว่าศีรษะเคนเนดีเอียงลงตามแรงปืน

ซึ่งหากมีกระสุนสังหารมากเช่นนั้นจริง ก็ย่อมเป็นไปได้สูงว่า จะต้องมีมือปืนมากกว่า 1 คน! เพราะคนเพียงคนเดียว คงไม่สามารถทั้งเล็ง ทั้งดึงคันรั้งปืน รวมถึงยิงอย่างแม่นยำ จากปืนโบราณ แมนนิเชอร์ คาร์ชาโน (Mannlicher-carchano Model 91/38) ติดลำกล้อง ที่เป็นของกลาง ภายในเวลาเพียง 5.6 วินาที เพื่อให้ตรงเป้าหมายที่กำลังเคลื่อนที่ เหมือนเช่นในวันสังหารได้ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ลี ฮาร์วีย์ ออสวอลด์ หาใช่มือสไนเปอร์ระบือนามแต่อย่างใดอีกด้วย

ในเมื่อสหรัฐอเมริกา คือ เจ้าพ่อแห่งการตรวจสอบด้านนิติวิทยาศาตร์เบอร์ต้นๆ ของโลก เหตุไฉนจึงไม่สามารถหาคำตอบที่ชัดเจน จากการตายของหนึ่งในผู้นำที่อเมริกันชนรักมากที่สุดได้? ตราบมาจนถึงทุกวันนี้ … 

คำตอบของคำถามนี้ แบบง่ายๆ เลยก็คือ เพราะมีการชันสูตรศพที่ผิดหลักการมาตั้งแต่เริ่มกระบวนแรก จนทำให้หลักฐานบางชิ้นถูกทำลาย หรือสูญหาย จนกระทั่งปัจจุบันนี้ แม้จะมีวิทยาการที่ก้าวหน้ามากแล้ว ก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้สาธารณชนได้รับคำตอบที่ชัดเจนลงไปได้!

ผิดพลาด น่าชวนสงสัย อย่างไร แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ตามไปดูกัน

1. เมื่อรถลีมูซีนคันเกิดเหตุ ส่งร่างของ JFK เข้า รพ.ปาร์คแลนด์ กลุ่มบอดี้การ์ด กลับใช้ผ้าเช็ดคราบเลือดของ เคนเนดี้ ที่ เปรอะเปื้อนอยู่เต็มรถออกจนหมดทันที ท่ามกลางคำถามมากมายว่า เหตุใดต้องเร่งร้อนขนาดนั้น เพราะการกระทำดังกล่าว ได้ทำลายหลักฐานชั้นดีในการวิเคราะห์หาวิถีกระสุน จากการกระจายตัวของรอยเลือดเหล่านั้นได้! รวมไปถึง ยังได้ทำให้ชิ้นส่วนเศษกะโหลกของ JFK ที่ติดอยู่หายไปด้วย

2. หลังจับ ออสวอลด์ ได้ เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญในคดี กลับใช้มือเปล่าสัมผัสปืนของกลาง ปลอกกระสุน และกล่องจำนวนมาก ภายในห้องที่มือปืนใช้สังหารเคนเนดี ที่ชั้น 6 ของอาคารเก็บหนังสือโรงเรียนเท็กซัส จนไม่อาจหาหลักฐานบุคคลอื่นใด ที่อาจร่วมมือในการสังหารนี้ได้ 

3. สูทของผู้ว่าการฯ รัฐเท็กซัส ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย กลับถูกอนุญาตให้นำไปซักได้หลังเกิดเหตุ ทั้งๆ ที่ ควรจะนำไปวิเคราะห์หาวิถีกระสุนได้อีกเช่นกัน

4. กระสุนปริศนา ที่ Warren commission อ้างว่า เจาะผ่านร่างของทั้งเคนเนดี้ และผู้ว่าการรัฐเท็กซัส ซึ่งมีวิถีกระสุนที่ว่ากันว่าสุดพิสดารจนเรียกว่าเป็น กระสุนวิเศษ (ซึ่งจะได้เล่าให้ฟังต่อไป) ก็ไม่ได้มีการเก็บเนื้อเยื่อ และเลือดที่ติดอยู่อีกเช่นกัน

5. หลังจากศพถูกนำส่งถึงกรุงวอชิงตัน ได้ถูกส่งต่อไปชันสูตรที่โรงพยาบาลทหารเรือ แต่ที่เหลือเชื่อคือ เหตุไฉน แพทย์ที่ทำการชันสูตรทั้ง 3 คน กลับไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวช แต่กลับใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคทั่วไป ซึ่งไร้ประสบการณ์ในการวินิจฉัยแผลจากการถูกยิง หรือ ฆาตกรรม จนทำให้หลักฐานสำคัญที่อยู่บนร่างของเคนเนดี ถูกทำลายลงอย่างไม่ตั้งใจ ซึ่งในความผิดพลาดนั้น รวมไปถึงการทำให้บาดแผลที่สมอง ซึ่งได้รับการผ่าที่ไม่ถูกต้องด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีคำให้การของพยานที่ระบุด้วยว่า ในห้องดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองทัพคนหนึ่ง คอยกำกับการชันสูตรอีกด้วย 

6. ว่ากันว่า สมองและเนื้อเยื่อ รวมถึงหลักฐานอื่นๆ ในคดีของ JFK ที่เคยถูกเก็บไว้ที่ หอจดหมายเหตุแห่งชาติสหรัฐฯ ได้หายไป เนื่องจากได้ถูกส่งคืนให้กับครอบครัวเคนเนดี เพื่อนำไปฝังรวมกับร่างของเค้าที่ สุสานแห่งชาติอาร์ลิงตัน (ARLINGTON NATIONAL CEMETERY)   

เอาล่ะ เรามาฟังที่ติดค้างกันไว้ในบรรทัดข้างต้น อะไร คือ กระสุนวิเศษ? 

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า รายงานของ Warren commission ระบุว่า มีกระสุนสังหารเพียง 3 นัด โดยนัดที่ 1 ยิงโดน ทั้ง JFK และ ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส นัดที่ 2 พลาดไปโดนขอบถนน จนทำให้คนที่ยืนดูบริเวณสะพานลอยได้รับบาดเจ็บ นัดที่ 3 โดนเข้าที่หลังศีรษะของประธานาธิบดี จนได้รับบาดเจ็บสาหัส

เอาล่ะทีนี้! ด้วยเหตุใด กระสุนนัดที่ 1 ซึ่งถูกระบุว่า ยิงโดนทั้ง JFK และ ผู้ว่าการรัฐเท็กซัส จึงถูกเรียกว่าเป็น กระสุนวิเศษ น่ะหรือ ก็เพราะ วิถีกระสุนนัดเดียวนี้ ถูกที่ปรึกษา Warren commission อธิบายว่าเป็นต้นเหตุที่สร้างบาดแผลถึง 7 บาดแผล ให้กับบุคคล 2 ท่าน นั่นน่ะสิ! เป็นไปได้อย่างไร ตาม นายฮกหลง มา...

เจ้ากระสุนวิเศษ ที่ Warren commission เชื่อเป็นหนักหนา และให้การรับรองอย่างเป็นทางการนี้ มีชื่อว่า CE399 ซึ่งมาจากเลขที่อยู่บนตัวกระสุน ถูกพบบนเปลคนไข้ รพ.ปาร์คแลนด์ ที่ผู้ว่าฯ คอนเนลลีนอนอยู่ โดยแพทย์ที่พบอ้างว่า มันหล่นลงมาจากต้นขาของเค้าเอง! ซึ่งก่อนหน้านี้ก็แปลก ที่ไม่ยักมีใครเห็นมาก่อน นั่นคือ อิทธิฤทธิ์วิเศษ ครั้งที่ 1!  

อิทธิฤทธิ์วิเศษ ครั้งที่ 2 วิถีกระสุนสุดพิสดารเกินหยั่งถึง! สร้าง 7 แผล แก่ 2 บุคคลได้

ตามทฤษฎีที่ถูกสร้างขึ้นเพื่ออธิบายนั้น ระบุว่า หลังมันถูกยิงมาจากหน้าต่างของชั้น 6 อาคารเก็บหนังสือ มันพุ่งเข้าด้านหลังของเคนเนดี เอียงลงด้วยมุม 17 องศา (แผลที่ 1) ..แล้วลอยตัวขึ้น เพื่อออกจากร่างเคนเนดี้ ด้านหน้าของคอ (แผลที่ 2) …จากนั้น มันรออีก 1.6 วินาที เพื่อเลี้ยวขวา กลางอากาศ จากนั้น เลี้ยวซ้าย-ขวา-และซ้าย ก่อนพุ่งเข้าร่าง ผู้ว่าฯ คอนเนลลี่ ด้านหลังรักแร้ขวา (แผลที่ 3) …จากนั้นพุ่งลงด้วยมุม 27 องศา โดนซี่โครงซี่ที่ 5 แล้วออกจากร่างทางด้านขวา ของทรวงอก (แผลที่ 4) จากนั้นมันเลี้ยวขวาแล้วพุ่งโดนข้อมือขวา ของผู้ว่าการรัฐฯ เท็กซัส ทำให้กระดูกแขนแตก (แผลที่ 5) แล้วออกจากข้อมือ (แผลที่ 6) จากนั้นมันเลี้ยวยูเทิร์นแล้วฝังลงไปยังต้นขาซ้าย (แผลที่ 7) กระสุนนัดเดียว … สร้าง 7 บาดแผลแก่ 2 บุคคล! ก่อนจะหลุดออกมา และเจอที่เปลดังว่า...

อิทธิฤิทธิ์หมายเลข 3! ยิงทะลุร่าง 2 คน แต่กลับถูกพบในสภาพสมบูรณ์

หลังสร้าง 7 บาดแผล จาก 2 คน ด้วยวิถีกระสุนสุดเหลือเชื่อ ซ้ำจู่ๆ ยังหลุดลงมาจากต้นขา จนเจอบนเปลได้แล้ว ที่น่าตะลึงไปกว่านั้น ก็คือ มันกลับถูกพบในสภาพสมบูรณ์แบบ ทั้งๆ ที่ ปกติกระสุนที่ถูกยิงออกมาเมื่อไปเจอกับแรงปะทะโดยเฉพาะกับกระดูกของมนุษย์ ควรจะมีความเสียหายอยู่บ้าง

เกินที่จะเชื่อใช่ไหมครับ แต่… Warren commission กลับเชื่อ!

แล้วถามต่อไปว่า ทำไม Warren commission จึงต้อง(จำใจ) เชื่อน่ะหรือ? คำตอบง่ายๆ ก็คือ หากไม่เชื่อ ก็ต้องเท่ากับยอมรับไปในตัวน่ะสิว่า มีกระสุนปืนนัดที่ 4 ถามต่อไป แล้วทำไมถึงต้องกลัว การที่จะมีกระสุนนัดที่ 4 ด้วย?... คำตอบ ง่ายมาก เช่นกัน หากมีนัดที่ 4 ก็เท่ากับเป็นไปได้สูงว่า จะมีมือปืนคนที่ 2 ... เพราะเท่าที่ไปฟันธงว่า มีคนเดียวยิงถึง 3 นัด ภายใน 5.7 วินาที แถมแม่นถึงขนาดยิงโดนหัวได้ นั่นก็เต็มกลืนแล้ว

หากบอก ยิงคนเดียว 4 นัด มันยากเกินที่จะอธิบายได้ และที่สำคัญ นินทากันว่า หากเกิดไปสรุปว่ามีมือปืน 2 คน แทนที่เรื่องราวที่ปั้นไว้ว่า ประธานาธิบดีได้จบชีวิตลง เพราะฝีมือพวกคลั่งลัทธิคอมมิวนิสต์ศัตรูของอเมริกันชน แบบ ออสวอลด์ เพียงคนเดียว มันก็จะกลายไปเป็นการสมคบคิดกันเพื่อวางแผนการลอบสังหาร ที่พยายามปกปิดอยู่ไป

ใครคือผู้ต้องสงสัยมากที่สุด ที่อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารปริศนานี้!

ที่ผ่านมา มีหลายกลุ่มหลายบุคคลเหลือเกินที่ถูกผูกโยงว่าอยู่เบื้องหลัง เพราะการบริหารงานสไตล์พลังหนุ่มดุดันของ เคนเนดี บ่มเพาะศัตรูเอาไว้พอสมควร หากแต่น่าจะมีเพียงทฤษฏีเดียวเท่านั้น ที่หากเป็นจริงก็จะเข้าเค้ามากที่สุด ด้วยเหตุที่น่าจะมีอำนาจและกำลังคนมากพอ ที่จะลงมือต่อระดับผู้นำสหรัฐฯ ได้ นั่นก็คือ หน่วยสืบราชการลับของสหรัฐฯ หรือ CIA (Central Intelligence Agency) ที่กำลังเกิดความขัดแย้งรุนแรงกับ เคนเนดี ทั้งปฏิบัติการบุกอ่าวสุกรของคิวบา (Bay of Pigs Invasion) วิกฤติการณ์ขีปนาวุธที่คิวบา และที่หนักที่สุดก็คือ การที่ เคนเนดี้ มีท่าทีจะถอนกำลังทหารสหรัฐฯ ออกจากเวียดนาม ซึ่งทั้งหมดนี้ว่ากันว่า CIA ไม่พอใจอย่างรุนแรง และมองว่าผู้นำหนุ่มรายนี้อ่อนแอมากเกินไป ที่จะนำสหรัฐฯ ขับเคี่ยวกับสหภาพโซเวียต ในช่วงสงครามเย็น  

ในตอนต่อไป สัปดาห์หน้า (23 ก.ค. 59) นายฮกหลง จะพามือสไนเปอร์ตัวระดับท็อปของไทย ที่เคยผ่านการร่วมงานกับทีม รปภ.ประธานาธิบดีบารัก โอบามา แห่งสหรัฐอเมริกา ในช่วงเดินทางมาเยือนประเทศไทย เมื่อไม่นานมานี้ มาวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ ในเหตุการณ์ลอบสังหารบรรลือโลกครั้งนี้ โปรดติดตาม... 

ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.slideshare.net

นายฮกหลง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน 

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่

 reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

ใครคือคนลอบสังหาร ประธานาธิบดีเคนเนดี คำถามคาใจ ล่วงเลยผ่านมาแล้วถึง 53 ปี ... อะไรคือความน่าสงสัย ลึกลับดำมืด จนนำไปสู่ความเคลือบแคลงของอเมริกันชน... 15 ก.ค. 2559 16:25 ไทยรัฐ