วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชาติต้องมาก่อนถึงไปรอด

หลังจากผ่านสถานการณ์ “เบร็กซิต” ไปแล้วอังกฤษก็ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่คือ “เทเรซา เมย์” วัย 59 ปี รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นผู้นำหญิงคนที่ 2 ที่ได้เป็นหัวหน้าพรรคอนุรักษ์โดยไม่ต้องมีการโหวตเพราะคู่แข่งถอนตัวเปิดทางให้

ก่อนหน้านี้อังกฤษเคยมีนายกฯหญิงคนแรกคือ “มาร์กาเรต แธตเชอร์” ซึ่งบริหารประเทศยาวนานพอสมควรระหว่างปี 2522-2533 ถือว่าเป็น “นางสิงห์เหล็ก” ด้วย

ถือเป็นหนึ่งในผู้นำหญิงโลกที่มีอยู่ในจำนวน 15 คน

อย่างสหรัฐฯก็กำลังลุ้นกันว่าจะได้ประธานาธิบดีหญิงคนแรกหรือไม่ คือ “ฮิลลารี คลินตัน” ซึ่งจะมีการเลือกตั้งในปลายปีนี้

การขึ้นมาเป็นนายกฯเมืองผู้ดีของ “เทเรซา เมย์” ซึ่งเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนให้อังกฤษเป็นสมาชิกอียูต่อไป แต่เมื่อแพ้ประชามติทำไมจึงได้เป็นนายกฯแทนที่นายเดวิด คาเมรอน ที่ลาออกไป

“บอริส จอห์นสัน” ผู้มีบทบาทสำคัญในการเรียกร้องให้อังกฤษถอนตัวจากอียู ซึ่งได้ถอนตัวจากการชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคอนุรักษ์ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ

ประเด็นนี้จึงน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

ต้องไม่ลืมว่าแม้อังกฤษถอนตัวออกจากอียูแล้วก็ตาม แต่ยังต้องมีขั้นตอนการเจรจาระหว่างรัฐบาลอังกฤษกับอียูอีกหลายยก ซึ่งมีประเด็นสำคัญๆที่จะต้องทำความตกลงกันให้ชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องผลประโยชน์ความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน

ด้วยเหตุผลหลัก 4 ประการที่อังกฤษต้องการถอนตัวจากอียูก็คือ ความไม่มีอิสระในการดำเนินนโยบายทางการค้า การขาดดุลการค้ากับอียู การต้องการจ่ายเงินสมทบและผลกระทบจากการจ้างงาน

มีการพูดกันด้วยการตั้งคำถามว่าทำไม “บอริส จอห์นสัน” จึงถอนตัวออกไปแสดงว่าเมื่อก่อปัญหาขึ้นมาแล้วไม่รับผิดชอบ ไม่มี แนวทางหรือแนวคิดที่จะแก้ปัญหาเพียงแค่ให้ได้รับชัยชนะเท่านั้น

ในทางกลับกันก็ต้องคิดเหมือนกันว่าหากตัวเขาขึ้นมาเป็นนายกฯแล้วจะเกิดอะไรขึ้นเพราะเขาถูกหมายหัวและถือเป็นศัตรูสำคัญของอียู

นั่นจะทำให้การเจรจาระหว่างอังกฤษกับอียูคงทำได้อย่างยากลำบาก และผลเสียก็จะตกอยู่กับอังกฤษเอง

อำนาจการต่อรองก็จะน้อยลงเพราะต้องเจอเงื่อนไขที่เข้มข้นแน่

การเข้ามาเป็นนายกฯของ “เมย์” จึงน่าได้ประโยชน์มากกว่า การเจรจาต่อรองจะง่ายกว่าเช่นกัน การที่พรรคอนุรักษ์ไม่ต้องการให้เกิดความยุ่งยากในการหาตัวหัวหน้าพรรคจึงเป็นไปด้วยความราบรื่นรวดเร็วและไม่เกิดปัญหาขัดแย้ง

และจากท่าทีของนายกฯคนใหม่ที่แสดงออกมาว่าจะไม่มีการทำประชามติใหม่ จะไม่มีการล็อบบี้เพื่อเข้าไปเป็นสมาชิกอียูอีกครั้ง และจะเจรจากับอียูด้วยไมตรีจิตเพราะถือว่ายังมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน มีผลประโยชน์ร่วมกันต่อไปในอนาคตข้างหน้า

ด้วยคำพูดไม่กี่คำนี้ทำให้บรรยากาศต่างๆดีขึ้นมาทันที

เหล่านี้คือตัวอย่าง “นักการเมือง” ที่ดีและคิดถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลักมีสปิริตมีความรับผิดชอบและร่วมจิตร่วมใจกันแก้ไขปัญหา

นี่คือสิ่งที่ “นักการเมืองไทย” ไม่เคยมี ไม่เคยสร้างปรากฏการณ์อย่างนี้ให้ได้เห็นกัน มีแต่ต้องการอำนาจ ต้องการผลประโยชน์จนทำให้บ้านเมืองเราต้องเผชิญกับปัญหาอย่างปัจจุบัน

ปัญหาของประเทศชาติในทุกวันนี้นักการเมืองต่างก็รู้กันอย่างเต็มอก แทนที่จะช่วยกันหาทางออก กลับสุมไฟให้มันเกิดเหตุร้ายแรงขึ้นมาอีก

ร้องหาประชาธิปไตย ร้องหาสิทธิเสรีภาพเพื่อใช้เป็นข้ออ้างหวังจะกลับเข้ามามีอำนาจอีก ทั้งๆที่เคยได้อำนาจแต่กลับทำลายมันด้วยการฉ้อฉล ทุจริตคอร์รัปชัน ใช้อำนาจเปลืองที่สุด

น่าจะคิดและพึงสำเหนียกกันบ้างก่อนที่จะยํ่าแย่กันไปมากกว่านี้.


“สายล่อฟ้า”

15 ก.ค. 2559 09:34 15 ก.ค. 2559 09:34 ไทยรัฐ