วันพุธที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปล่าข่มขู่ ระดมม็อบพระ ต้านนายก เมธีพลิกลิ้น รีบแก้พัลวัน

อัยการเลื่อน คดีธัมมชโย ไปถึง 30 ส.ค.

“เจ้าคุณประสาร” ระบุมีคนแปลเจตนาเพี้ยนไป ไม่เคยท้าทายจัดม็อบข่มขู่ต้องตั้งพระสังฆราชภายใน 7 วัน เป็นเพียงแค่มติดูท่าทีผู้เกี่ยวข้องและกำหนดการเคลื่อนไหว ด้าน “ประวิตร” วอนคณะสงฆ์เข้าใจรัฐบาลไม่คิดเข้าข้างใคร ยันนายกฯดูช่วงเวลาที่เหมาะสมและไม่เกิดความขัดแย้ง ส่วน “อธิบดีดีเอสไอ” เผยคดีรถเบนซ์โบราณ “สมเด็จช่วง” รอเอกสารจาก บ.ต่างประเทศเพื่อความสมบูรณ์ของสำนวน ขณะที่คดี “ธัมมชโย” อัยการสั่งสอบเพิ่มประเด็นการบริหารงานภายในวัดและเส้นทางการเงินวัดพระธรรมกาย-สหกรณ์ฯคลองจั่น และเลื่อนสั่งคดีเป็นวันที่ 30 ส.ค.

กรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ออกมาระบุว่าถ้าพระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เตรียมเคลื่อนไหว ภายใน 7 วัน ถ้ายังไม่มีการทูลเกล้าฯ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เจ้าอาวาสวัดภาษีเจริญ เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ว่าจะจับกุมเพราะทำผิดกฎหมาย

ความคืบหน้าเรื่องนี้เมื่อวันที่ 13 ก.ค. พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ไม่เคยท้าทาย ไม่ได้ยื่นคำขาด มติของศูนย์พิทักษ์ฯ และเครือข่ายชาวพุทธที่ระบุจะรอดูท่าทีทั้งหมดของผู้เกี่ยวข้องภายใน 1 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะกำหนดท่าทีเคลื่อนไหวของพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด ไม่ใช่การยื่นเงื่อนไข ไม่ใช่เรื่องข่มขู่ เป็นเพียงการพูดถึงเป้าหมายและวิธีการภายในองค์กรพุทธ ตนไม่ได้แก้ตัว ยังคงยืนอยู่บนหลักการเดิม คือการพิทักษ์ปกป้องคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา แม้จะมีใครแปลเจตนาเป็นอย่างอื่นก็ตาม แต่ขอยืนบนหลักการที่ถูกต้องชอบธรรม ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่มีม็อบพระในช่วงวันอาสาฬหบูชาแน่นอน

ด้าน พล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล ประธานองค์กรเครือข่ายชาวพุทธแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กฤษฎีกาตีความชัดเจนแล้วว่าสิ่งที่ มส. ดำเนินการไม่ขัดต่อกฎหมาย นายกฯก็ควรที่จะปฏิบัติตามไม่มีทางที่จะเป็นอย่างอื่น โดยต้องนำความกราบบังคมทูลฯ โปรดเกล้าสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช ก็จะยุติปัญหาทั้งหมด

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า เรื่องนี้นายกฯพูดชัดเจนหมดแล้วว่าจะทำอย่างไร มหาเถรสมาคมหรือพระสงฆ์ต้องเข้าใจ เพราะต้องดูว่าช่วงระยะเวลาไหนที่เหมาะสมไม่เกิดความขัดแย้ง เมื่อถามว่า การชุมนุมของพระก่อนหน้านี้ มีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าระงับเหตุจนเกิดภาพการปะทะกัน ครั้งนี้เป็นห่วงจะเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นหรือไม่ รองนายกฯ ตอบว่า ไม่น่าจะเกิด นายกฯอธิบายชัดเจนแล้วคณะสงฆ์ต้องเข้าใจและเห็นใจรัฐบาล รัฐบาลจะเอียงไปฝั่งใดฝั่งหนึ่งไม่ได้ ตอนนี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ถ้าทุกอย่างเรียบร้อย นายกฯจะไปขัด หรือดึงไว้ทำไม ส่วนตัวคิดว่าพระสงฆ์เข้าใจว่ารัฐบาลไม่มีเจตนา แต่ทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย และไม่จำเป็นต้องส่งทหารไปทำความเข้าใจก่อน

ขณะที่คดีรถเบนซ์โบราณเลี่ยงภาษีของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า อยู่ระหว่างเร่งรัดดำเนินการเพราะเอกสารบางอย่างต้องรอจากบริษัทต่างประเทศส่งมาให้ดีเอสไอ ซึ่งเอกสารดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญเนื่องจากการดำเนินคดีต้องมีเอกสารการนำเข้ามาประกอบสำนวน แต่อาจใช้เวลาดำเนินการพอสมควร จริงๆแล้วมีหลักฐานอยู่ส่วนหนึ่ง แต่อยากให้เอกสารครบถ้วน เพื่อความสมบูรณ์ของสำนวน โดยสำนวนคืบหน้าไปกว่า 80 เปอร์เซ็นต์

ส่วนกรณีพนักงานอัยการให้เลื่อนสั่งคดีพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และร่วมกันรับของโจร ออกไปวันที่ 11 ส.ค.นี้ เพราะให้พนักงานสอบสวนดีเอสไอ สอบสวนและหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมให้ครบเสียก่อน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เผยว่า พนักงานอัยการเลื่อนการสั่งฟ้องคดีพระธัมมชโย กับพวก เนื่องจากให้ดีเอสไอสอบสวนเพิ่มเติมใน 2 ส่วน ส่วนแรก คือ การบริหารงานภายในวัดพระธรรมกาย ส่วนที่สอง เป็นเส้นทางการเงิน ซึ่งพนักงานอัยการ ฝ่ายคดีพิเศษ อยากทราบเส้นทางการเงินก่อนที่จะมีการทุจริตเกิดขึ้น และต้องสืบเชิงลึกไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 ว่าสถานะการเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จำกัด เป็นอย่างไร จนกระทั่งเกิดการทุจริต เพื่อนำไปประกอบสำนวนคดีทั้งหมด

พ.ต.อ.ไพสิฐเผยอีกว่า นอกจากนี้ ดีเอสไอมีการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องไปบ้างแล้ว สำหรับการสอบสวนเพิ่มเติม หากประเด็นใดเสร็จเรียบร้อยก่อน ก็จะส่งสำนวนให้พนักงานอัยการพิจารณาทันที ส่วนกรณีเชิญพระ 5 รูปที่เป็นระดับผู้บริหารวัดพระธรรมกายมาสอบปากคำ และขอเลื่อนการให้ปากคำเป็นวันที่ 22 ก.ค.นี้ เพราะติดศาสนกิจสงฆ์นั้น หากมีการขอเลื่อนอีก พนักงานสอบสวนดีเอสไอคงต้องพิจารณาใช้มาตรการทางกฎหมายเรียกมาสอบตามขั้นตอน

“มุมมองของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการอาจจะแตกต่างกัน แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะอัยการอยากได้ภาพรวมทั้งหมดของคดี เนื่องจากดีเอสไอดำเนินการต่อเนื่องหลายคดี ไล่มาตั้งแต่การลักทรัพย์นายจ้าง การฉ้อโกงประชาชน การฟอกเงิน ทุกอย่างมันเกี่ยวข้องกันหมด ดังนั้น อัยการซึ่งไม่ได้เห็นเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่แรก อยากเห็นในภาพรวมทั้งหมดเลยว่าที่มาของเงินก่อนทุจริตและหลังทุจริตเป็นอย่างไร เส้นทางการเงินไปถึงไหนบ้าง ทั้งในส่วนของพระสงฆ์ก็ดี วัดพระธรรมกายก็ดี อย่างไรก็ตาม การขอหมายค้นครั้งที่ 2 ดีเอสไอ ต้องประเมินความพร้อมและมีการรายงานเพื่อดูสถานการณ์ที่เหมาะสมเพื่อรอดำเนินการเข้าจับกุม” พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าว

ด้านนายชาติพงษ์ จีระพันธุ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานคดี สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จำกัด เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาสำนวนคดีร่วมกันฟอกเงินที่มีพระธัมมชโยกับพวกตกเป็นผู้ต้องหาว่า คดีนี้พนักงานสอบสวนดีเอสไอได้ส่งสำนวนคดีดังกล่าวซึ่งเป็นคดีพิเศษที่ 27/2559 ให้อัยการสำนักงานคดีพิเศษเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยกล่าวหา นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ผู้ต้องหาที่ 1 น.ส.ศรัณยา มานหมัด ผู้ต้องหาที่ 3 และนางทองพิน กันล้อม ผู้ต้องหาที่ 4 กระทำความผิด ฐานสมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน

รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษเผยอีกว่า พระธัมมชโย ผู้ต้องหาที่ 2 และนางศศิธร โชคประสิทธิ์ ผู้ต้องหาที่ 5 กระทำความผิด ฐานสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน รับของโจร โดยนายศุภชัย ผู้ต้องหาที่ 1 ถูกจำคุกอยู่ในคดีอื่น ส่วนพระธัมมชโย ผู้ต้องหาที่ 2 และนางศศิธร ผู้ต้องหาที่ 5 พนักงานสอบสวนขอศาลออกหมายจับไว้ และยังจับกุมตัวไม่ได้ จึงไม่ได้นำตัวมาส่งให้อัยการ โดยข้อเท็จจริงตามสำนวนการสอบสวนสรุปได้ว่า นายศุภชัย อดีต ประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ผู้ต้องหาที่ 1 น.ส. ศรัณยา ผู้ต้องหาที่ 3 และนางทองพิน ผู้ต้องหาที่ 4 ได้ออกเช็คหรือร่วมกันออกเช็ค สั่งจ่ายเงิน เพื่อให้มีการนำเงินออกจากบัญชีสหกรณ์ จำนวน 27 ฉบับ รวมมูลค่า 1,450 ล้านบาทเศษ แล้วนำเช็คเหล่านั้นไปส่งเข้าบัญชีธนาคารที่เกี่ยวข้องกับพระธัมมชโย ผู้ต้องหาที่ 2 และนางศศิธร ผู้ต้องหาที่ 5

นายชาติพงษ์ระบุอีกว่า นายภาณุพงษ์ โชติสิน อธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ มีคำสั่งตั้งคณะทำงานพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เพื่อพิจารณาสำนวน คณะทำงานฯพิจารณาแล้วมีความเห็นว่า เพื่อให้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในสำนวนมีความละเอียดชัดเจน ครบถ้วนสมบูรณ์ ที่จะทำให้ การวินิจฉัยสั่งคดีของพนักงานอัยการเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย จึงมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมหลายประเด็น

ซึ่งได้กำหนดให้พนักงานสอบสวนส่งผลการสอบสวนเพิ่มเติมในวันที่ 11 ส.ค.นี้ โดยวันนี้ น.ส.ศรัณยา ผู้ต้องหาที่ 3 และนางทองพิน ผู้ต้องหาที่ 4 ได้มา รายงานตัวต่อพนักงานอัยการตามกำหนดนัด แต่เนื่องจากพนักงานอัยการอยู่ระหว่างรอผลการสอบสวน ข้อเท็จจริงเพิ่มเติมจากพนักงานสอบสวน จึงยังไม่อาจมีคำสั่งทางคดีได้ จึงกำหนดให้ผู้ต้องหามารับทราบคำสั่งคดีอีกครั้งในวันที่ 30 ส.ค.59 เวลา 10.00 น.

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พระเมธีฯลั่นรอ 7 วันขยับ ดัน ‘สมเด็จช่วง’ -นายกฯ ว้ากก่อม็อบจับแน่

14 ก.ค. 2559 06:48 14 ก.ค. 2559 06:56 ไทยรัฐ