วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยึดบทเรียนประชามติอังกฤษ

เมื่อวานนี้ อังกฤษ มีการเปลี่ยนแปลงผู้นำคนใหม่หลัง Brexit โดยไม่รอให้เดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรี ลาออกในเดือนตุลาคม หลังจากที่นำรัฐบาลพ่ายแพ้ในการลงประชามติ จนทำให้ สหราชอาณาจักร ต้องออกจาก สหภาพยุโรป สร้างวิกฤติเศรษฐกิจการเงินการค้ามหาศาล โดย นางเทเรซา เมย์ รัฐมนตรีมหาดไทย ได้รับเลือกเป็น หัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟ คนใหม่ ขึ้นเป็น นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ทันที

เป็นระบบการเมืองที่น่ารัก ง่ายๆ ไม่มีพิธีรีตอง พรรคที่มีเสียงข้างมากในรัฐสภา หัวหน้าพรรคได้เป็นนายกรัฐมนตรีโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไปเลือกกันในสภาแบบโลกที่ 3 ให้วุ่นวาย

นางเทเรซา เมย์ เข้ารับตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีอังกฤษ เมื่อวานนี้ 13 กรกฎาคม เป็น นายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 2 ของอังกฤษ ต่อจาก นางมาร์กาเรต แธตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีพรรคคอนเซอร์เวทีฟ ที่ได้ชื่อว่าเป็น “หญิงเหล็ก” ผู้สลายอำนาจของสหภาพแรงงานอันเข้มแข็งของอังกฤษ และนำอังกฤษไปสู่ความรุ่งโรจน์ จนได้รับเลือกตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีอังกฤษถึงสองสมัย

นายเทเรซา เมย์ เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย อยู่ฝ่ายรัฐบาลที่สนับสนุนให้สหราชอาณาจักรอยู่กับสหภาพยุโรปต่อไป เธอไม่เห็นด้วยกับ Brexit แต่เมื่อได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นางเทเรซา เมย์ ก็แถลงทันทีว่า เธอจะเคารพประชามติของประชาชนเรื่อง Brexit และ ทำให้อังกฤษแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปอย่างภาคภูมิ จะปฏิรูปเศรษฐกิจอังกฤษเสียใหม่ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในความมั่งคั่งของประเทศมากขึ้น และมีโอกาสมากขึ้น

นี่คือ การเมืองในแดนผู้ดีอังกฤษ เมื่อจะทำประชามติฟังเสียงจากประชาชนก็ต้อง “เคารพมติของประชาชน” ไม่ว่า “ผู้นำประเทศ” จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม

ความจริง ประชามติ Brexit ครั้งนี้ ต้องประณาม นายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน ด้วยซ้ำ เพราะใช้เรื่อง Brexit ไปหาเสียงในการเลือกตั้งสมัยที่ 2 จะเปิดโอกาสให้ชาวอังกฤษลงประชามติ จะออกจากสหภาพยุโรปหรือไม่ เพื่อหาคะแนนเสียงให้ตัวเอง แม้ เดวิด คาเมรอน จะได้รับเลือกตั้งเป็น นายกรัฐมนตรีที่ 2 แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน ต้องหล่นจากเก้าอี้เพราะประชามติชาวอังกฤษส่วนใหญ่ให้ออกจากสหภาพยุโรป

ผมก็หวังว่า การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ของรัฐบาลในวันที่ 7 สิงหาคมที่จะถึงนี้ ไม่ว่าประชามติจะออกมาอย่างไร รัฐบาลควรจะต้อง “เคารพมติของประชาชน” เพราะเรื่องนี้รัฐบาลเป็นฝ่ายเลือกเอง เช่นเดียวกับ เดวิด คาเมรอน

การลงประชามติของอังกฤษ มีเพียงประเด็นเดียว คือ จะให้สหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรปหรือไม่ แต่ การลงประชามติวันที่ 7 สิงหาคมของไทย เป็นการลงมติ รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แถมยังมี คำถามพ่วง อีกต่างหาก ถือว่าซับซ้อนมาก เกินกว่าสติปัญญาของประชาชนทั่วไปจะสามารถตัดสินใจได้

การลงประชามติ ของ “คนไทย” ครั้งนี้ ผมเชื่อว่าจะเป็นการ ลงประชามติ ด้วย “ความรู้สึก” ล้วนๆแบบเดียวกับชาวอังกฤษ

การส่ง วิทยากร ลงพื้นที่ไปทุกหมู่บ้านก็เป็นกลยุทธ์ทางการเมือง รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ชาวบ้านที่ไหนจะไปอ่านรู้เรื่อง แถมให้รู้เฉพาะที่อยากให้รู้เท่านั้น ขนาดรัฐสภายังต้องส่งให้ ศาลรัฐธรรมนูญ ตีความ
ผมไม่รู้รัฐบาลคิดอย่างไรที่อยากให้ประชาชนลงประชามติ

ถ้า ประชามติส่วนใหญ่เห็นชอบกับรัฐธรรมนูญใหม่ ก็ต้องเดินไปตามนี้ แต่ถ้า ประชามติไม่ผ่าน ทีนี้ละเป็นเรื่อง เพราะ ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ที่ คสช. จะให้ร่างขึ้นมาอีกเป็นฉบับที่ 3 จะร่างในสิ่งที่ประชาชนลงประชามติไม่เห็นชอบไปแล้วไม่ได้ เช่น ให้วุฒิสภาลากตั้งมีสิทธิโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เหมือน นางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษคนใหม่ แม้เธอจะไม่เห็นด้วยกับ Brexit แต่เมื่อเป็นประชามติ เธอก็ต้องเคารพประชามติ และเดินหน้าตามประชามติต่อไป.

“ลม เปลี่ยนทิศ”