วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พระเมธีฯลั่นรอ 7 วันขยับ ดัน ‘สมเด็จช่วง’ -นายกฯ ว้ากก่อม็อบจับแน่

“ไพบูลย์” ยื่นค้านตั้ง “สมเด็จช่วง” ขึ้นสังฆราช เชียร์นายกฯไม่เสนอชื่อถ้ายังมีปัญหา “วิษณุ” แจงเสนอชื่อสังฆราชต้องไร้ครหา ผู้ตรวจการฯชี้ต้องเริ่มที่นายกฯ ความเห็นกฤษฎีกาลบข้อเสนอไม่ได้ ขณะที่พระเมธีธรรมาจารย์ ขู่รัฐบาลถ้า 7 วันเรื่องยังไม่เคลียร์ เคลื่อนไหวใหญ่แน่ “บิ๊กตู่” ไม่รับลูก “ไพบูลย์” เร่งคดี “สมเด็จช่วง” ฮึ่มใส่ “พระเมธีฯ” ก่อม็อบจับหมดไม่เว้นหน้าไหน ลั่นไม่มีสิทธิ์ยื่นคำขาด

สงฆ์ขู่ประท้วงอีกครั้งหากการแต่งตั้งพระสังฆราชองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ยังมีหลายฝ่ายงอแงเจ้าปัญหาลากเรื่องยาว ขณะที่อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติยื่นหนังสือคัดค้านการแต่งตั้งพระสังฆราช อ้างยังมีคดีความติดไม่เหมาะสมขึ้นเป็นประมุขสงฆ์

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 12 ก.ค. ที่ศูนย์บริการประชาชน บริเวณสำนักงาน ก.พ. นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) พร้อม นพ.มโน เลาหวณิช อดีตศิษย์เอกวัดพระธรรมกาย ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) คัดค้านการเสนอนามสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 20 ระบุว่า เนื่องจากสมเด็จช่วงยังมีคดีความติดตัวเรื่องครอบครองรถเบนซ์ผิดกฎหมาย มีการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย จึงขอให้ตรวจสอบก่อน เพื่อไม่ให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ซึ่งต้องมีการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาตรวจสอบเพื่อความสง่างาม นายไพบูลย์ยังได้ยื่นให้ดีเอสไอตรวจสอบสมเด็จช่วง กรณีให้การช่วยเหลือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เรื่องพระลิขิตสมเด็จพระสังฆราชด้วย

เมื่อถามว่า นายกฯระบุว่า การเสนอนามเป็นอำนาจนายกฯ หากพบปัญหาจะยังไม่พิจารณา นายไพบูลย์ตอบว่า ประทับใจนายกฯที่พูดเช่นนั้น แต่จะถูกกดดันจากฝ่ายที่เรียกร้องให้เสนอแต่งตั้งสมเด็จช่วง ขอให้นายกฯพิจารณาด้วยความรอบคอบ เมื่อถามอีกว่า การตีความของกฤษฎีกามีนัยอะไรหรือไม่ นายไพบูลย์กล่าวว่า “เขาต้องการช่วย พศ. (สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ) ที่ส่งชื่อสมเด็จช่วงมาให้นายกฯแล้ว เพราะมีคนหนึ่งที่รับผิดชอบงานของกฤษฎีกาและ พศ. เขาจึงต้องการช่วยกัน”

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข้อกังขาว่านายกฯจะเสนอรายชื่อสมเด็จพระสังฆราชเองได้หรือไม่ หากเห็นว่าชื่อที่มหาเถรสมาคมเสนอมาไม่เหมาะสมว่า โดยหลักมหาเถรฯเริ่มเรื่องถูกแล้ว แต่เมื่อส่งมาที่นายกฯแล้ว ถือว่าเป็นอำนาจนายกฯที่ต้องตรวจสอบจนมั่นใจว่านำขึ้นทูลเกล้าฯไปแล้ว ไม่มีความผิดพลาด มิฉะนั้นผู้นำขึ้นทูลเกล้าฯจะถูกเอาผิด การนำขึ้นทูลเกล้าฯต้องมีคำอธิบายทั้งหมด

อีกด้านที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน นายรักษเกชา แฉ่ฉาย เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมผู้ตรวจการแผ่นดินกรณีคณะกรรมการกฤษฎีกามีความเห็นว่าขั้นตอนการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชของมหาเถรสมาคม ไม่ขัดมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ว่า ผู้ตรวจการฯได้หารือกันและเห็นว่าขั้นตอนการเสนอชื่อสมเด็จพระสังฆราชต้องเริ่มต้นที่นายกฯและให้มหาเถรฯเห็นชอบก่อนที่นายกฯ จะนำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ยืนยันว่าสิ่งที่ผู้ตรวจการฯเสนอไปถูกต้อง มาตรา 7 กำหนดไว้ว่าต้องทูลเกล้าฯสมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสสูงสุดสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ คำว่าสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้กินความหมายกว้างมาก อยู่ที่ดุลพินิจของนายกฯ ถ้ารัฐบาลอยากหาความกระจ่างโดยวิธีอื่น เราไม่ก้าวล่วง เชื่อว่านายกฯคงมีวิธีตัดสินใจเอง แต่ถ้าอยากขอความเห็นเพิ่มเติม เรายินดีอธิบายความว่าทำไมถึงเสนอเช่นนั้น

นายรักษเกชากล่าวว่า ความเห็นของนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ระบุว่ารัฐบาลมีกฤษฎีกาวินิจฉัยแล้ว ไม่ต้องฟังผู้ตรวจการแผ่นดินนั้น แม้ว่าคำวินิจฉัยของผู้ตรวจการแผ่นดินจะไม่มีผลผูกพันกับหน่วยงานต่างๆ เหมือนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แต่อย่าลืมว่าผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ ต่างกับคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่เป็นหน่วยงานสังกัดสำนักนายกฯที่มีหน้าที่ให้คำปรึกษารัฐบาลและคำวินิจฉัยของกฤษฎีกา ไม่ผูกพันกับทุกองค์กรเหมือนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเช่นกัน จึงเป็นเพียงความคิดเห็น ไม่สามารถลบล้างความคิดเห็นของผู้ตรวจการฯได้ และที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯระบุว่าทำได้ทั้งสองทาง แสดงว่าสิ่งที่ผู้ตรวจการฯมีความเห็นไปก็ไม่ผิด สำหรับคำร้องเดิมของนายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีต สปช. ที่ขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัยและส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการฯมีความเห็นว่าเป็นกรณีของกระบวนการทางปฏิบัติ ไม่ใช่ขัดกันในข้อกฎหมาย

ขณะที่พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ตามที่นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้แถลงผลการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกากรณี มาตรา 7 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ว่า มหาเถรสมาคม (มส.) ดำเนินการ โดยชอบด้วยกฎหมาย ขณะที่นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ว่า จะยังไม่มีการเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะตามมติ มส. เพราะต้องให้คดีความจบสิ้นก่อน ศูนย์พิทักษ์ฯ พร้อมภาคีเครือข่ายได้ประชุมด่วนและมีมติ ดังนี้ 1.ขออนุโมทนาต่อจิตกุศลของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ให้ความกระจ่าง ตรงไปตรงมา ไม่มีการเมืองแอบแฝง 2.ขอให้รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะตามมติ มส. อันถูกต้อง 3.ขอให้รัฐบาลฟังความเห็นให้รอบด้าน รอบคอบ คำนึงถึงความสงบเรียบร้อยอันดีงามในหมู่สงฆ์และพุทธศาสนิกชน 4.ขอให้กลุ่มบุคคลที่สร้างเรื่อง สร้างสถานการณ์ เจตนาจะสร้างมลทินให้เกิดขึ้น ได้ตระหนักถึงบาป บุญ คุณโทษ และ 5.องค์กรพุทธพร้อมภาคีเครือข่ายจะรอดูท่าทีทั้งหมดของผู้เกี่ยวข้องภายใน 1 สัปดาห์ จากนั้นจะกำหนดท่าทีเคลื่อนไหวทั่วประเทศ

นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ กล่าวว่า รัฐบาลไม่จำเป็นต้องแจ้งผลการตีความดังกล่าวมายังมหาเถรฯและสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ เนื่องจากเป็นเรื่องที่รัฐบาลสอบถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกา อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 11 ก.ค. ตนได้รายงานผลการตีความดังกล่าวทางวาจาให้ที่ประชุม มส.รับทราบแล้ว จากนี้อยู่ที่ขั้นตอนที่นายสุวพันธุ์จะพิจารณาเรื่องดังกล่าวส่งไปยังนายกรัฐมนตรีเมื่อใด โดยตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ ไม่ได้มีการกำหนดกรอบระยะเวลาในการดำเนินการเรื่องนี้ไว้

เย็นวันเดียวกัน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตสมาชิก สปช. และประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนาสภาปฏิรูปแห่งชาติ ยื่นหนังสือคัดค้านการเสนอชื่อสมเด็จช่วงขึ้นทูลเกล้าฯแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระสังฆราช โดยระบุว่ายังมีปัญหาคดีความ และยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบการละเมิดพระธรรมวินัยว่า จะให้ใช้อำนาจอะไรในการตรวจสอบ จะให้ใช้มาตรา 44 หรืออำนาจของนายกรัฐมนตรี แล้วจะให้สอบสวนในประเด็นอะไร อย่าลืมว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกำลังสอบอยู่ ในทุกๆคดีอยู่ในขั้นตอนและกระบวนการ วันนี้ต้องเข้าใจว่าเมื่อทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการก็จะมีขั้นตอนดำเนินการสอบไปเรื่อยๆยกเว้นอะไรที่ไม่เข้ากระบวน การ นั่นคือปัญหาของประเทศ เมื่อวันนี้ทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ไม่ต้องห่วง เดี๋ยวก็ต้องสอบก็จะได้ผลการสอบสวนโดยเร็ว เพียงแต่อย่าไปเอาสถานการณ์อื่นมาเพิ่ม เป็นคดีอีกมากมาย จนเจ้าหน้าที่ไม่มีเวลาจะทำ

เมื่อถามว่า นายไพบูลย์และคณะยังเรียกร้องให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องการกระทำผิดพระธรรมวินัย พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เรื่องดังกล่าวนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ดูแลอยู่ ซึ่งอยู่ระหว่างการหารือกับมหาเถร สมาคม ที่ได้พูดคุยมาโดยตลอด อะไรที่เป็นเรื่องของคดีความ มหาเถรฯก็ไม่ยุ่งเกี่ยว ถ้าเมื่อไรมีความชัดเจนมากขึ้นในเรื่องของสงฆ์ ก็จะว่ากันอีกที ทุกอย่างมีขั้นตอน ถ้าไม่ไปเร่งรัดก็สามารถไปได้ทั้งหมด

เมื่อถามถึงกรณีที่พระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการ ศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย เตรียมเคลื่อนไหว ภายใน 7 วัน หากยังไม่มีการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ สถาปนาสมเด็จพระสังฆราช พล.อ.ประยุทธ์ ตอบว่า “ตกลงประเทศไทยเป็นรัฐของใคร” เมื่อถามว่า รัฐบาลจะดูแลอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบขึ้นในสังคม พล.อ.ประยุทธ์ตอบอย่างฉุนเฉียวว่า “ก็ออกมา กฎหมายเขามีหรือเปล่า คำสั่ง คสช. เขาว่าอย่างไร ชุมนุมเกิน 5 คนได้หรือเปล่า อยากเคลื่อนไหวก็ออกมา จับวันนี้ไม่ได้ก็จับพรุ่งนี้ ไม่ว่าจะใครทั้งนั้น ผมไม่ได้พูดแค่ผู้ที่ถูกกล่าวชื่ออย่างเดียว ทั้งหมดนั่นแหละ วันนี้จับไม่ได้ก็พรุ่งนี้ ถ้ายังไม่ได้ก็เป็นมะรืนนี้ อย่างไรก็โดนจับอยู่ดีนั่นแหละ เพราะมันผิดกฎหมาย ผมไม่ปล่อยปละละเลย จะเอาอย่างไรกันอีก จะปล่อยให้มันเละเทะ ปล่อยให้ใครอยากทำอะไรก็ทำอย่างนั้นหรือ มายื่นคำขาดกับผมอย่างนี้ได้หรือ ผมควรจะเป็นคนยื่นคำขาดมากกว่า แต่ผมยังไม่ทำเลย สื่อก็ชอบไปให้เครดิต แบบนี้แล้วจะอยู่กันได้อย่างไร ผมอยากจะรู้นัก ถ้าเขาออกมาแล้วพวกคุณได้อะไร หรือถ้าไม่ออกมาแล้วได้อะไร ก็ไม่เห็นจะได้อะไรสักอย่าง นอกจากได้ข่าวมาเขียนแล้วปล่อยให้ประเทศชาติเป็นอย่างไรช่างมันก็เอาสิ เขียนข่าวกันเข้าไป”

“ไพบูลย์” ยื่นค้านตั้ง “สมเด็จช่วง” ขึ้นสังฆราช เชียร์นายกฯไม่เสนอชื่อถ้ายังมีปัญหา “วิษณุ” แจงเสนอชื่อสังฆราชต้องไร้ครหา ผู้ตรวจการฯชี้ต้องเริ่มที่นายกฯ ความเห็นกฤษฎีกาลบข้อเสนอไม่ได้ 13 ก.ค. 2559 07:29 ไทยรัฐ