วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"ช็อปช่วยชุมชน" ลดภาษีหมื่นห้า

ครม.เพิ่มรายได้ชนบท-จ่ออีกแพ็กเกจช่วยคนชรา

ครม.ชอบมาก! จัดเหมือนเดิมคราวนี้ “ช็อปช่วยชุมชน” ลดหย่อนภาษี 15,000 บาท เมื่อซื้อสินค้าโอทอป 1–31 ส.ค.นี้ ขณะที่ รมว.คลัง เตรียมจัดหนักแพ็กเกจ 4 มาตรการช่วยผู้สูงอายุ จ้างงานต่อ–เอาบ้านกู้เงินกองทุนบำนาญ–บ้านคนชรา ส.ค.นี้ เสนอ ครม.อนุมัติ

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วานนี้ (12 ก.ค.) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมสินค้าท้องถิ่นไทยหรือเรียกว่า มาตรการช็อปช่วยชุมชน โดยกำหนดให้ผู้ที่ซื้อสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์หรือโอทอป ระหว่างวันที่ 1-31 ส.ค.2559 สามารถนำค่าใช้จ่ายไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่รวมกันทั้งหมดแล้วไม่เกิน 15,000 บาท ทั้งนี้ จะต้องเป็นสินค้าโอทอปที่ได้รับการรับรองและลงทะเบียนกับกรมการพัฒนาชุมชนและต้องเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ด้วย และต้องให้ทางร้านออกใบกำกับภาษีให้ สำหรับนำไปยื่นขอลดหย่อนภาษี

“เศรษฐกิจไทยขยายตัวดีขึ้น แต่เมื่อดูไส้ในพบว่า มาจากการลงทุนภาครัฐเป็นสำคัญ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับกำลังซื้อของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งและความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่ยังคงส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย กระทรวงการคลังจึงเสนอมาตรการช็อปช่วยชุมชนเพื่อช่วยเหลือชุมชนให้สามารถจำหน่ายสินค้าโอทอปได้มากขึ้น กระจายรายได้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในท้องถิ่นและชุมชน และยังเป็นการจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น แม้จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษีไปจำนวนหนึ่ง แต่ทางคลังคาดว่าจะเกิดการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าโอทอปประมาณ 10,000 ล้านบาท ใน เดือน ส.ค.ที่มาตรการมีผลบังคับใช้”

วันเดียวกัน นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ภายในเดือน ส.ค.นี้ กระทรวงการคลังจะเสนอแพ็กเกจช่วยเหลือผู้สูงอายุใน 4 มาตรการที่สำคัญเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. มาตรการที่ 1 การลดหย่อนภาษีเพื่อสนับสนุนการจ้างงาน ซึ่งกรมสรรพากรได้ศึกษาเสร็จเรียบร้อย โดยได้เสนอมาตรการจูงใจให้บริษัทเอกชนที่จ้างงานผู้มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ให้บริษัทเอกชนสามารถนำเงินเดือนของผู้สูงอายุมาหักค่าใช้จ่ายหักได้ 2 เท่า แต่ไม่เกิน 10% ของจำนวนลูกจ้างแรงงานทั้งหมด และกำหนดเงินเดือนผู้สูงอายุไม่เกินคนละ 15,000 บาทต่อเดือน

มาตรการที่ 2 มาตรการสร้างที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุที่มีรายได้ปานกลางขึ้นไป ซึ่งมาตรการนี้กำลังรอผลการศึกษาของ สศค. โดยมาตรการจะมีลักษณะเพิ่มแรงจูงให้ผู้ประกอบการสร้างบ้านสำหรับคนชรามากขึ้น มาตรการที่ 3 การจัดตั้งกองทุนบำนาญแห่งชาติ (กบช.) ซึ่งได้ข้อสรุปแล้ว โดยในหลักการจะให้ลูกจ้างที่ทำงานในบริษัท และเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมเดิมอยู่แล้ว ต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกของ กบช.แบบภาคบังคับอีก 1 กองทุน เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับแรงงานที่ทำงานอยู่ในระบบอีกช่องทางหนึ่ง

“กองทุนประกันสังคมฯ จะทำหน้าที่ดูแลคนที่อยู่ในวัยทำงาน เช่น ได้รับบาดเจ็บจากการทำงาน ป่วยหรือคลอดบุตร เป็นต้น โดยไม่ได้เน้นดูแลแรงงานที่เกษียณไปแล้ว บางบริษัทก็มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่ดูแลคนเกษียณแต่ก็เป็นภาคสมัครใจ ส่วนแรงงานนอกระบบก็มีกองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เป็นผู้ดูแล ส่วนการจ่ายเงินสมทบเข้า กบช.นั้น ได้ให้นโยบายว่า ไม่ต้องจ่ายเงินสมทบจำนวนมากๆ เพื่อไม่ให้มีผลกระทบต่อรายได้ในแต่ละเดือน”

สำหรับมาตรการสุดท้าย มาตรการที่ 4 รมว.คลังกล่าวว่า คือ การออกสินเชื่อรูปแบบ Reverse Mortgage หรือการปล่อยกู้ให้กับผู้เกษียณอายุที่ไม่มีผู้เลี้ยง หรือไม่ได้ต้องการรับเงินช่วยเหลือจากบุตรหลาน แต่มีบ้านเป็นของตนเอง เพื่อให้คนชราเหล่านี้มีรายได้จากการนำบ้านไปจำนองกับธนาคารพาณิชย์มาใช้จ่าย โดยธนาคารพาณิชย์จะจ่ายเงินกู้ให้กับผู้รับบำนาญเป็นรายเดือน อย่างไร ก็ตาม สำหรับโครงการนี้ตนมีข้อหารือบางประเด็นสั่งให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ไปศึกษา เพิ่มเติม เพราะคาดว่าหากทำไม่ดีจะมีปัญหาในอนาคตตามมาอย่างแน่นอน

นายอภิศักดิ์กล่าวเพิ่มเติม การออกโครงการนี้เราต้องศึกษาและมองอนาคตให้ชัดเจนว่า หากธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อ Reverse Mortgage ไปแล้ว เมื่อเจ้าของบ้านเสียชีวิต และลูกหลานก็ไม่อยากอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดิม ทรัพย์สินทั้งที่ดินและบ้านที่ตกมาอยู่ในมือของธนาคารจะทำอย่างไรถึงจะขายออกไปได้ เพราะปัจจุบันคนไม่นิยมซื้อบ้านมือสองหรือมือสาม แม้ว่าจะมีราคาถูกกว่าบ้าน ใหม่ แตกต่างจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯตลาดบ้าน มือสองมีขนาดใหญ่กว่าบ้านใหม่ 2-3 เท่าตัว โดย หากธนาคารขายทรัพย์สินเหล่านี้ไม่ได้ก็กลายเป็นภาระต้นทุนและยังทำให้โครงการล้มเหลวไปเลยก็ได้ โดยตนสั่งให้ สศค.ไปศึกษาเพื่อหาทางเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดบ้านมือสอง และเพิ่มแรงจูงใจให้คนหันมาซื้อบ้านมือสองเพิ่มขึ้น ซึ่งในสหรัฐฯหรือญี่ปุ่น จะมีมาตรการที่ส่งเสริม เช่น หากขายบ้านหลังเดิมภายในเวลา 3-4 เดือนแล้วซื้อบ้านมือสองเป็นบ้านหลังใหม่จะได้รับการลดอัตราภาษีลง 10-15% เป็นต้น.

ครม.ชอบมาก! จัดเหมือนเดิมคราวนี้ “ช็อปช่วยชุมชน” ลดหย่อนภาษี 15,000 บาท เมื่อซื้อสินค้าโอทอป 1–31 ส.ค.นี้ ขณะที่ รมว.คลัง เตรียมจัดหนักแพ็กเกจ 4 มาตรการช่วยผู้สูงอายุ 13 ก.ค. 2559 01:26 ไทยรัฐ