วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

หอการค้าไทย เผยดัชนีคอร์รัปชัน มิ.ย. ปรับตัวลด

ม.หอการค้าไทย เผยดัชนีคอร์รัปชันไทยเดือน มิ.ย.59 เริ่มแผ่วลงจากการสำรวจครั้งก่อนเดือน ธ.ค.58 หลังรัฐลงทุนเมกะโปรเจกต์มากขึ้น หวั่นเกิดทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง เผยอัตรารีดเงินใต้โต๊ะอยู่ที่ 1-15% คิดเป็นมูลค่าความเสียหาย 5.9 หมื่นล้านบาท ถึง 1.78 แสนล้านบาท ฉุดจีดีพีลด 0.42-1.27% แต่บางโครงการยังจ่ายสูงถึง 30-35%

นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลการสำรวจดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย จากกลุ่มตัวอย่าง 2,400 ตัวอย่าง จากประชาชนทั่วไป ผู้ประกอบการภาคเอกชน และข้าราชการ/ภาครัฐ เมื่อเดือน มิ.ย.59 ว่า ดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทยโดยรวมอยู่ที่ 53 คะแนน จากเต็ม 100 คะแนน (0 คะแนน หมายถึง สถานการณ์ปรับตัวแย่ลงที่สุด และ 100 คะแนน หมายถึง สถานการณ์ปรับตัวดีที่สุดถึงไม่มีปัญหาเลย) ลดลงจาก 55 คะแนน ในการสำรวจครั้งก่อนเมื่อเดือน ธ.ค.58 แต่ดัชนียังยืนอยู่เหนือ 50 คะแนน ได้ถือว่าสถานการณ์คอร์รัปชันไทยยังดีอยู่ และยังดีกว่าการสำรวจในช่วงที่ผ่านมา ส่วนดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันในปัจจุบันอยู่ที่ 51 จากครั้งก่อนที่ 52 คะแนน และดัชนีแนวโน้มสถานการณ์ในอนาคตอยู่ที่ 56 จากครั้งก่อนที่ 57 เพราะรัฐมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ ซึ่งอาจเกิดความเสี่ยงให้เกิดการทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

"ถ้าเปรียบเทียบความรุนแรงของปัญหาคอร์รัปชันในปัจจุบันกับปีที่ผ่านมา พบว่า ผู้ที่ตอบว่า รุนแรงเพิ่มขึ้นมี 38% น้อยกว่าครั้งก่อนที่ตอบ 44% ส่วนคาดการณ์ความรุนแรงในปีหน้า มีผู้ตอบรุนแรงเพิ่มขึ้นเพียง 16% น้อยกว่าครั้งก่อนที่มี 28% แต่กลับมีผู้ที่ตอบว่า รุนแรงเท่าเดิม 30% สูงกว่าครั้งก่อนที่มี 17% ส่วนความสามารถที่จะทานทนต่อการทุจริต อยู่ที่ 2.41 คะแนน จากเต็ม 10 คะแนน เท่ากับการสำรวจครั้งก่อน โดย 0 คะแนน หมายถึงเกลียดการทุจริต และ 10 คะแนน หมายถึง สามารถทนต่อการทุจริตได้" นางเสาวณีย์ กล่าว

สาเหตุสำคัญของการเกิดทุจริต อันดับ 1 คือ กฎหมายเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลยพินิจที่เอื้อต่อการทุจริต อันดับ 2 ความไม่เข้มงวดของการบังคับใช้กฎหมาย และอันดับ 3 กระบวนการทางการเมืองขาดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ยาก ซึ่งทั้ง 3 อันดับ ยังอยู่ในอันดับเดิมตั้งแต่มีการสำรวจในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ส่วนรูปแบบการคอร์รัปชันที่เกิดบ่อยที่สุด อันดับ 1 ยังคงเป็นการให้สินบน ของกำนัล หรือรางวัล อันดับ 2 คือ การใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว และอันดับ 3 การใช้ตำแหน่งทางการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์แก่พรรคพวก

สำหรับทัศนคติและจิตสำนึกต่อการทุจริตคอร์รัปชันนั้น เมื่อถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ว่าการทุจริตเป็นเรื่องไกลตัว ส่วนใหญ่ 94% ตอบว่า ไม่เห็นด้วย เท่ากับการสำรวจครั้งก่อน และมีสัดส่วนสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มสำรวจในปี 53 ส่วนเมื่อถามว่า เห็นด้วยหรือไม่ว่า แม้รัฐบาลทุจริตคอร์รัปชันแต่มีผลงานและทำประโยชน์ให้สังคมเป็นเรื่องที่รับได้ ส่วนใหญ่ 89% ตอบว่า ไม่เห็นด้วย และถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ว่าการให้สินน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นเรื่องไม่เสียหาย ส่วนใหญ่ 91% ตอบว่า ไม่เห็นด้วย สะท้อนให้เห็นว่าการรณรงค์สร้างจิตสำนึกไม่เอาทุจริตคอร์รัปชันในช่วงที่ผ่านมาได้ผลเป็นอย่างดี

นางเสาวณีย์ กล่าวต่อถึงความเสียหายของการทุจริตคอร์รัปชัน โดยประเมินจากงบประมาณรายจ่าย ปี 59 ที่ 2.72 ล้านล้านบาทว่า แม้จะมีการจ่ายเงินใต้โต๊ะ แต่อัตราการจ่ายอยู่ที่เฉลี่ย 1-15% เท่ากับการสำรวจครั้งก่อน โดยหากจ่ายที่ 5% มูลค่าความเสียหายจะอยู่ที่ 59,610 ล้านบาท หรือ 2.19% ของเงินงบประมาณ และมีผลทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง 0.42% แต่หากจ่ายที่ 15% คิดเป็นความเสียหาย 178,830 ล้านบาท หรือ 6.57% ของเงินงบประมาณ และมีผลทำให้เศรษฐกิจลดลง 1.27% โดยการลดการเรียกเงินสินบนลงทุกๆ 1% จะทำให้มูลค่าความเสียหายจากการคอร์รัปชันลดลง 10,000 ล้านบาท

ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ค่าเฉลี่ยความสามารถที่จะทานทนต่อการทุจริตคอร์รัปชัน ในการสำรวจเดือน มิ.ย.59 อยู่ที่ 2.41 เท่ากับครั้งก่อน และยังเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่มีการสำรวจในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นว่า คนไทยเริ่มรับไม่ได้กับการคอร์รัปชัน และผู้ตอบส่วนใหญ่ 85% ระบุยินดีมีส่วนร่วมในการป้องกันต่อต้านการทุจริต ส่วนอีก 9% ตอบไม่ต้องการมีส่วนร่วม และอีก 6% อยากมีส่วนร่วมแต่ทำไม่ได้ เพราะความจำเป็น กลัวอันตราย อย่างไรก็ตาม ในปีนี้องค์การเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ได้ประเมินสถานการณ์คอร์รัปชันในไทยดีขึ้น โดยจัดให้อยู่ในอันดับที่ 10 ของเอเชีย จากปีก่อนที่อันดับ 12 และอยู่อันดับ 76 ของโลก

"แม้แนวโน้มดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทยจะดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา แต่ในการสำรวจล่าสุดยังพบว่า ยังมีความพยายามหาช่องว่างของกระบวนการที่จะจ่ายเงินใต้โต๊ะหรือเงินพิเศษเพิ่มขึ้น โดยบางรายต้องการจ่าย 30-35% ด้วยซ้ำ เพื่อให้ได้งาน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ประชาชนต้องการให้รัฐดำเนินการเพื่อต่อต้านการทุจริตคือ ลดการใช้ดุลยพินิจ, มีกฎหมายคนแจ้งเบาะแสทุจริต, ตรวจสอบการทุจริตของข้าราชการ, สร้างระบบที่ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมตรวจสอบ เป็นต้น" นายธนวรรธน์ กล่าว.

ม.หอการค้าไทย เผยดัชนีคอร์รัปชันไทยเดือน มิ.ย.59 เริ่มแผ่วลงจากการสำรวจครั้งก่อนเดือน ธ.ค.58 หลังรัฐลงทุนเมกะโปรเจกต์มากขึ้น หวั่นเกิดทุจริตจัดซื้อจัดจ้าง เผยอัตรารีดเงินใต้โต๊ะอยู่ที่ 1-15%... 12 ก.ค. 2559 15:58 12 ก.ค. 2559 16:57 ไทยรัฐ