วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สนช.อย่าเป็นแค่ “ตรายาง”

โดย สายล่อฟ้า

ภายใต้การนำของ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. ที่ถือว่าเป็น “สายตรง คสช.” บริหารจัดการ สนช.มาตั้งแต่เริ่มต้น ล่าสุด ได้มีคำสั่งให้ออกจากราชการ 2 คน คือนายคุณวุฒิ ตันตระกูล รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และนายสมชาติ ธรรมศิริ ที่ปรึกษา ด้านกฎหมาย

คนแรกนั้นเหตุผลที่ให้ออกจากราชการ เพราะไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างละเอียดรอบคอบ ส่งผลให้การขนย้ายดินออกจากพื้นที่ก่อสร้างรัฐสภาหลังใหม่ล่าช้า ในฐานะประธานกรรมการบริหารจัดการดินในการก่อสร้าง

คนที่ 2 ในฐานะประธานกรรมการสโมสรรัฐสภา ที่กระทำผิดร้ายแรงกรณีลงนามอนุมัติให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรยืมเงินของสโมสรรัฐสภาจำนวน 3.4 ล้านบาท เพื่อจัดสร้างวัตถุมงคลโดยไม่มีอำนาจ ถือเป็นการใช้อำนาจมิชอบ

เป็นอำนาจของประธาน สนช.ที่จัดการกับข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ

ถือว่าเป็นความถูกต้อง และชอบธรรมในการบริหารจัดการปัญหาภายใน ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุด

อีกด้านหนึ่งที่กำลังเป็นข่าวที่ไม่สู้ดีนักกับ สนช. อันเนื่องมาจากการแต่งตั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน เมื่อคณะกรรมการสรรหาที่มีนายพรเพชรเป็นประธาน ว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้องเหมาะสมหรือไม่

ก่อนหน้านี้ สนช.ได้มีการพิจารณาเรื่องนี้มาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อคณะกรรมการสรรหาได้เลือก นพ.เรวัต วิศรุตเวช อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ และที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินแล้วเสนอให้ คสช.พิจารณา

แต่ไม่ผ่านมติของ สนช. จึงตกไป ต้องมีการสรรหาบุคคลใหม่มาแทน

ใครก็นึกว่า นพ.เรวัตคงไม่มีสิทธิ์ได้รับการเสนออีกแล้ว เพราะเมื่อ สนช.ตีตกไปแสดงว่าคุณสมบัติไม่เหมาะสมกับตำแหน่งนี้

แต่ผิดคาด เพราะคณะกรรมการสรรหาชุดใหม่ 6 คน อันประกอบไปด้วย นายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา นายนุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายปิยะ ปะตังทา ประธานศาลปกครองสูงสุด พล.ท.ศิลปชัย สรภักดี และนายอัครวิทย์ สุมาวงศ์

นายพรเพชร วิชิตชลชัย อีก 1 คน ในคณะกรรมการชุดนี้

มีผู้สมัครเป็นตัวเลือก 21 คน แต่กว่าจะฝ่าด่านมาได้ต้องเลือกกันถึง 30 รอบ โดยรอบสุดท้าย นพ.เรวัต ชนะนางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ ด้วยคะแนน 4 ต่อ 2 และผ่านมาถึง สนช. ซึ่งได้มีการตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรม 17 คน

การที่มีการเสนอชื่อ นพ.เรวัตให้ สนช.พิจารณาจึงเรียกเสียงฮือฮา กันมาก เพราะหลังจากที่ครั้งแรกสอบไม่ผ่านแล้ว เหตุไฉนจึงมีการเสนอกลับเข้ามาอีก

มันทำให้ดูแปร่งแปลกยังไงชอบกลอยู่

เพราะที่ผ่านมาไม่เคยเกิดกรณีอย่างนี้มาก่อน เมื่อมีการเสนอชื่อให้ สนช.พิจารณาแล้วสอบไม่ผ่าน ก็ไม่มีทางได้กลับมาอีก

ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทันควันก็คือ การลาออกจากตำแหน่งของ กมธ. 2 คน

อีกทั้ง กมธ.ชุดนี้มีบุคคลที่เคยทำหน้าที่นี้มาแล้ว 4 คน คือ นางนิพัทธา อมรรัตนเมธา พล.ต.อ.พิชิต ควรเตชะคุปต์ นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ และ พล.ร.อ.ศิษฐวัชร วงษ์สุวรรณ

องค์ประกอบต่างๆเหล่านี้มันเกิดอะไรขึ้น เพราะในจำนวนบุคคลที่เข้ารับการสรรหาก็ไม่ใช่คนสองคน แต่มีจำนวนมากถึง 21 คน แต่ทำไมจึงเล็งตรงมาที่ นพ.เรวัต และลงมติกันถึง 30 ครั้ง

นายพรเพชรน่าจะรู้ดีที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะไม่ใช่เรื่องธรรมดาเสียแล้ว ใครๆต่างก็มองกันว่าเรื่องมีงาน มีใบสั่งแน่

แล้วเป็น “ใบสั่ง” จากใคร เพราะการเมือง ณ วันนี้ บุคคลที่มีอำนาจสูงสุดก็มีเพียงไม่กี่คนที่จะทำให้อะไรเกิดขึ้นได้ในประเทศนี้ ไม่ว่าจะเป็น “น้องเล็ก”-“พี่ใหญ่” ไม่ใช่ถูกเจาะยางจากภายนอกหรอก

อย่างนี้แหละ ที่ทำให้ “เรือแป๊ะ” เอียงไปเอียงมา เดินได้ไม่เต็มลูกสูบ.

“สายล่อฟ้า”