วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สนช.โต้คลิปแหล่ แต่รับพลาด-คำถามชี้นำ บิ๊กตู่ฮึ่ม นศ.-สื่อ ผิดจับดะ

“บิ๊กตู่” ปรี๊ดอีก พวกปลุกปั่นไม่ต้องไปลงประชามติ ขู่ขืนยังวุ่นวายจะเขียนเองกับมือ ฟาดงวงใส่ปฏิรูปตำรวจ “ปลดตำรวจแม่งทั้งหมดทีเดียวจะเอาไหม” ฮึ่มไม่สน นศ.-สื่อทำผิดจับดะ กำชับ คสช.สาวให้ถึงคนบงการ “วิษณุ” ขยับเตรียมทางออก รธน.ถูกคว่ำ กรธ.ปักใจเอ็นดีเอ็มบิดเบือนชัด แต่เวที สนช.บอกยังไม่พบร่าง รธน.ปลอม “สมเจตน์” ยอมรับผิดพลาดแหล่คำถามพ่วงชี้นำ สั่งระงับเผยแพร่แล้ว กกต.ออกตัวแทน สนช.ไร้เจตนาจูงใจ พท.ตอกกลับชี้นำผิดกฎหมายชัดๆ กสท.อุทธรณ์ศาลปกครองปิดพีซทีวี นปช.ดิ้นสู้ขออำนาจศาลคุ้มครอง กร้าวเรื่องนี้ต้องถึงหูยูเอ็น-อียู ศาลจังหวัดราชบุรีปล่อยตัวนักข่าวประชาไทพร้อม 4 นศ. “วินธัย” แจง คสช.ไม่ได้ขวาง พท.บินเบิร์ธเดย์ “ทักษิณ” “สุวพันธุ์” เผยผลกฤษฎีกาตีความตั้งสมเด็จพระสังฆราชไม่ขัด พ.ร.บ.สงฆ์ ม.7 นายกฯ ลั่นปัญหาไม่จบไม่ทูลเกล้าฯ

เส้นทางเดินไปสู่การจัดทำประชามติยังเต็มไปด้วยปัญหา หลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. สั่งให้ คสช.สอบเส้นทางการเงิน และท่อน้ำเลี้ยงของกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้กลุ่มเห็นต่างยุติการเคลื่อนไหวรณรงค์ต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญได้

“บิ๊กตู่” ปรี๊ดปลุกปั่นไม่ลงประชามติ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 ก.ค. ที่ห้องรอยัล จูบิลี่บอลรูม อาคารอิมแพค ชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวระหว่างเป็นประธานมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่นประจำปี 2559 ว่า เมื่อเช้าได้รับแจ้งว่ามีคนนั่งรถแท็กซี่มาบอกว่า มีการพูดกันว่าไม่ต้องไปลงประชามติ เพราะจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ไม่รู้ เลือกตั้งครั้งหน้าเกิดไม่ใช่รัฐบาลเขา สิทธิบัตรทอง 30 บาท การเรียนฟรี 15 ปี จะหายไป ทำไมจึงพูดทำให้สับสน เรื่องดีๆมีบ้างไหม ทหารรู้แค่ต้องการทำงานให้เสร็จเร็วๆ เข้าตีที่หมายให้เร็วที่สุด ถ้าช้าทหารก็ตายมาก แต่ก็ยังมีคนคัดค้านบิดเบือน อยากให้นักสิทธิมนุษยชนสงสารคนจน บางทีก็ไม่ได้รับเงินเดือนจากประเทศไทย จึงต้องค้านโดยที่ไม่มองถึงประโยชน์ที่จะได้รับ

ขู่ขืนยังวุ่นวายจะเขียนเองกับมือ

นายกฯกล่าวว่า มีการไปพูดที่ต่างประเทศว่า รัฐบาลจับนักข่าวขัง ปิดหนังสือพิมพ์ ปิดทีวี ฆ่าคน แล้วมีใครตายสักคนไหมตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค.2557 หรือจะเอาเหมือนการปฏิวัติรัฐประหารในโลกที่ทำกัน แบบนั้นทำง่ายจะเปลี่ยนให้เป็นแบบนั้นหรือเปล่า “นึกจะปิดอะไรก็ปิด นึกจะยึดอะไรก็ยึด นึกจะปฏิรูปตำรวจก็ปลดตำรวจแม่งทั้งหมดทีเดียวจะเอาไหม จะได้จบเสียที ถอดยศกันให้หมด แล้วตั้งใหม่เริ่มจากสิบตรีเอาไหม ทีแรกว่าจะพูดตามสคริปต์ แต่วันเสาร์ อาทิตย์ เก็บกด ทำให้วันจันทร์ต้องพูดแบบนี้ คิดว่าอังคารจะดีขึ้น วันพุธเบาลงปรากฏว่าหนักขึ้นทุกวัน เพราะโดนทุกวัน ต้องทำให้ประชาชนเข้าใจกฎหมาย อย่าให้เข้าใจว่ากฎหมายออกมาเพื่อให้เจ้าหน้าที่ไปบังคับประชาชน แต่ถ้าทำกันแล้วมีปัญหามากๆ เดี๋ยวผมจะทำเองทั้งหมด ถ้าไม่เรียบร้อยผมเขียนเองก็ได้ จะเขียนแบบที่ประชาชนต้องการ ไม่ได้เขียนแบบที่ผมอยากเขียน ไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย เอาความรู้สึกของประชาชนที่ต้องการมาเขียน แล้วดูว่าผ่านหรือไม่ผ่าน มันอยู่ที่ใจของทุกคน”

ฮึ่มไม่สนว่า นศ.–สื่อทำผิดจับดะ

ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ก็พูดทำนองนี้ เป็นคำพูดที่ไม่เป็นทางการ อย่ามาถือสา ก็พูดของตนให้มีอารมณ์ไปเรื่อย หรือคำพระเรียกว่า “เทศน์แบบคาบลูกคาบดอก” ส่วนการจับกุมนักศึกษาที่ จ.ราชบุรีนั้น ทราบว่าจับเกี่ยวกับความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ อย่ามาอ้างว่าเป็นนักศึกษา ทุกคนถือกฎหมายอันเดียวกัน และอย่ามาย้อนหาว่าตนไม่เคารพกฎหมาย วันนั้นตนก็ทำภายใต้กฎหมายคนอื่น วันนี้มาถือกฎหมายก็ต้องทำตามกฎหมายของตน อย่าคิดให้มันซับซ้อนนัก ปวดหัว ส่วนที่มีนักข่าวประชาไทถูกจับกุมด้วยนั้น ทุกหัวหนังสือถ้าผิดโดนหมด หรือละเว้นนักข่าวไว้ หนังสือพิมพ์ไม่ต้องรับผิดชอบ สปท.เสนอร่าง พ.ร.บ.สื่อมาแล้วรอดูแล้วกัน ดันคนอื่นให้ปฏิรูป แต่สมาคมสื่อไม่ปฏิรูปตัวเองเป็นบุคคลพิเศษหรือ

กำชับ คสช.สาวให้ถึงคนบงการ

เมื่อถามว่ากลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวล้มประชามติมีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง จะสาวให้ถึงต้นตอได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า กำลังสาวอยู่ คสช.สืบหาคนบงการอยู่โดยใช้กฎหมาย ดูความประพฤติปฏิบัติ เส้นทางการเงิน ใครวุ่นวายมากก็สอบว่าเอาเงินทองมาจากไหน เกี่ยวพันใครโดนทั้งหมด มาขึ้นศาลกันไป

“วิษณุ” แจงเอกสารเห็นแย้งทำได้

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การแจกจ่ายเอกสารความ เห็นแย้งสามารถทำได้ เพราะเป็นความเห็นส่วนตัวไม่เข้าข่ายการปลุกระดม แต่หากเป็นกรณีปลอมแปลงขอให้ดูที่เจตนาว่าต้องการทำอะไร หากไม่ใช่ของจริงที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ทำขึ้น แล้วทำให้คนเข้าใจว่าเป็นฉบับที่ กรธ.ทำ จะเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 61 วรรคสอง แต่ถ้าเป็นความเห็นต่างจาก กรธ. ไม่ใช่การปลอม อย่าใช้ปกหรือข้อความที่ทำให้คนเข้าใจผิดว่าเป็นเอกสารที่มาจาก กรธ. ข่าวที่ออกมาทำให้คนสับสน ฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องไปตรวจสอบ ไม่มีใครพูดว่าหากเห็นแย้งจากผู้มีอำนาจจะเข้าข่ายความผิด เมื่อถามว่าหากไม่ผิด พ.ร.บ.ประชามติ แต่ไปผิดคำสั่ง คสช. จะเป็นการหนีเสือปะจระเข้หรือไม่ นายวิษณุตอบว่า ก็รู้กันอยู่แล้วอย่าประมาท อย่าแสดงอาการไม่สะทก– สะท้าน มีหลายอันที่เข้าข่ายได้ ไม่ใช่หน้าที่ตนหรือรัฐบาลต้องไปบอก

ขยับเตรียมทางออก รธน.ถูกคว่ำ

นายวิษณุกล่าวถึงทางออกกรณีร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติว่า ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน แต่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เริ่มพูดคุยเตรียมความพร้อมไว้บ้างแล้ว ต้องเตรียมการไว้ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะเกรงอาจทำให้สังคมเกิดการสับสน

กรธ.ปักใจเอ็นดีเอ็มบิดเบือนชัด

ที่รัฐสภา มีการประชุม กรธ. มีนายสุพจน์ ไข่มุกด์ รองประธาน กรธ. เป็นประธานการประชุม เพื่อรับฟังรายงานตรวจสอบการเผยแพร่เอกสารที่มีการบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ จากคณะอนุ– กรรมการจัดทำเนื้อหาในการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ จากนั้นนายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. แถลงว่า ที่ประชุมรับทราบรายงานการตรวจสอบเอกสารความ เห็นแย้งร่างรัฐธรรมนูญ จัดทำโดยกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (เอ็นดีเอ็ม) ซึ่งอนุกรรมการฯรายงานผลการตรวจสอบด้วยวาจาต่อที่ประชุม ระบุว่า เอกสารดังกล่าวมีเนื้อหาที่ทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อน สร้างภาพให้เกิดความเกลียดชังเกินจริง จึงมีความเห็นว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง ที่ประชุม กรธ. จึงเสนอแนวทางดำเนินการ 3 ข้อคือ 1. กรธ.แจ้งความเอาผิดด้วยตัวเอง 2.ส่งเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการตามกฎหมาย หรือ 3.ไม่ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ กรธ.ต้องอธิบายเนื้อหาสาระร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มขึ้น

ฟุ้งยังกำลังใจดีแม้ถูกถล่มหนัก

นายอมร วินิชวิวัฒน์ โฆษก กรธ. กล่าวถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่ามีคนจำนวนมากจะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ว่า นายอภิสิทธิ์เคยเป็นอดีตนายกฯ เป็นนักกฎหมาย จึงรู้อยู่แล้วว่าคำพูดใดเข้าข่ายความผิดมาตรา 61 วรรคสอง กรธ.ไม่ขอตัดสิน ผู้ที่เกี่ยวข้องคงดูอยู่และตัดสินเอง ส่วนท่าทีของ 2 พรรคการเมืองใหญ่ไปในทางไม่รับร่างนั้น แล้วแต่สังคมพิจารณา กรธ.ไม่มีอำนาจอิทธิพลไปโน้มน้าวใครได้ เราไม่ได้หวังจะให้พรรค การเมืองมาเห็นด้วย เราร่างเพื่อประชาชน จะผ่านหรือไม่ผ่าน ประชาชนเป็นผู้ชี้วัด กรธ.ไม่หวั่นไหวไม่หนักใจ กำลังใจยังดีอยู่ แม้มีคนออกมาค้านมาก ยืนยันว่า กรธ.ไม่ได้กุข่าวเรื่องร่างรัฐธรรมนูญปลอม แต่เกิดขึ้นจริงที่ จ.เชียงใหม่ ตอนนี้อย่าเพิ่งเรียกว่าร่างรัฐธรรมนูญปลอม เพราะยังอยู่ระหว่างตรวจสอบ

เวที สนช.ยังไม่พบแจกร่างฯปลอม

นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติ แห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า ภาพรวมการลงพื้นที่ จ.สงขลา พบว่าประชาชนยังไม่ตื่นตัวเรื่องการทำประชามติมากนัก ส่วนประเด็นร่างรัฐธรรมนูญปลอมนั้น ยังไม่พบถึงขั้นพิมพ์แจกร่างปลอม แต่มาในลักษณะการให้ข้อมูลไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ซึ่งเราได้ชี้แจงข้อเท็จจริงไปทุกครั้ง ส่วนการเผยแพร่ประเด็นคำถามพ่วงของสนช. แม้เราไม่ถึงกับทำโพล แต่แอบรวบรวมผลสำรวจไว้ พบว่าขณะนี้คะแนนยังก้ำกึ่งสูสีว่าคำถามพ่วงจะผ่านหรือไม่ โดยหลังเวที สนช.พบประชาชนที่ จ.อุตรดิตถ์ วันที่ 30 ก.ค. เราจะรวบรวมทำเป็นผลโพลอีกครั้ง เพื่อปรับกลยุทธ์ช่วงโค้งสุดท้าย

“สมเจตน์” รับผิดแหล่คำถามพ่วง

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิก สนช. กล่าวถึงกรณี สนช.สั่งระงับการเผยแพร่คลิปเพลงแหล่รณรงค์ “คำถามพ่วง” ที่มีภาพประกอบชี้นำเป็นการกากบาทในช่องลงคะแนนเห็นด้วย ว่า คลิปเพลงดังกล่าวจัดทำโดยคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. เป็นประธาน ตนก็อยู่ใน กมธ.ชุดนี้ โดยขั้นตอนอยู่ระหว่างกระบวนการจัดทำคลิปของเจ้าหน้าที่ เพื่อส่งให้คณะกรรมการฯพิจารณา และพบว่ามีข้อบกพร่องจึงสั่งให้ทบทวนแก้ไข ยังไม่มีมติให้เผยแพร่ แต่ที่มีปัญหาเนื่องจากหลังจากเจ้าหน้าที่ส่งคลิปให้คณะกรรมการฯพิจารณา อาจมีบางคนรีบส่งคลิปต่อๆกันไป ทั้งที่คณะกรรมการฯยังไม่มีมติให้ความเห็นชอบ ยืนยันว่าไม่มีเจตนาชี้นำประชาชนให้ลงมติ ต้องยอมรับข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น และเป็นห่วงอาจถูกนำไปขยายผลบานปลายออกไป สนช.ยอมรับความผิดพลาด ไม่ตะแบง

กกต.จับมือ กทพ.แจกบุ๊กเล็ต

ช่วงบ่ายวันเดียวกัน ที่บริเวณด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษด่านประชาชื่น สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร่วมกับการทางพิเศษแห่งประเทศ ไทย (กทพ.) เปิดกิจกรรมรณรงค์และเผยแพร่การออกเสียงประชามติ เพื่อแจกจ่ายจุลสารการออกเสียงประชามติ สรุปย่อสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ หรือบุ๊กเล็ต ให้กับประชาชนที่สัญจรผ่าน โดยมีนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. นายประวิช รัตนเพียร นายบุญส่ง น้อยโสภณ กกต. นายณรงค์ เขียดเดช ผู้ว่าการ กทพ. เข้าร่วม ซึ่งได้รับความสนใจจากประชาชนเป็นอย่างมาก

ออกตัวแทน สนช.ไร้เจตนาชี้นำ

นายศุภชัยให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า เหลือเวลาไม่ถึง 30 วันจะถึงวันออกเสียงประชามติ กกต.ต้องเร่งประชาสัมพันธ์และรณรงค์อย่างเต็มที่ เมื่อถามถึงกรณีมีการจับกุมนักศึกษาและนักข่าวที่ จ.ราชบุรี ข้อหากระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯมาตรา 61 วรรคสอง นายบุญส่งตอบว่า กรณีนี้ถือว่าเป็นดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม กกต.ทำอะไรมากไม่ได้ ส่วนการตรวจสอบเอกสารความเห็นแย้งร่างรัฐธรรมนูญ เบื้องต้น กกต.ยังไม่เห็นเอกสาร ต้องขอดูรายละเอียดและข้อเท็จจริงก่อน และต้องพิจารณามีเจตนาพิเศษหรือไม่ด้วย เมื่อถามถึงกรณีมีการเผยแพร่คลิปเพลงแหล่คำถามพ่วง ของ สนช. มีลักษณะเป็นการชี้นำ นายศุภชัยตอบว่า ทราบว่ามีการระงับการเผยแพร่คลิปดังกล่าวแล้ว ส่วนจะมีความผิดหรือไม่ต้องดูที่เจตนาเป็นหลัก แต่เมื่อมีการระงับคลิปแล้ว ก็คงไม่มีเจตนาจูงใจประชาชนให้ออกเสียงไปในทางใดทางหนึ่ง

พท.ตอกชี้นำผิดกฎหมายชัดๆ

ด้านนายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เห็นว่ากรณีนี้เป็นความผิดสำเร็จตาม พ.ร.บ.ประชามติชัดเจน นอกจากนี้ เนื้อเพลงยังมีสาระที่บิดเบือน ไม่บอกความจริงทั้งหมดของร่างรัฐธรรมนูญ ในประเด็น ที่มาของนายกฯให้ประชาชนทราบ

“เหวง” ให้ระวังแรงต้านทะลุเพดาน

นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า การควบคุมตัวนักศึกษา และผู้สื่อข่าวประชาไท ที่ จ.ราชบุรี นับเป็นเรื่องอัปยศที่สุดของ คสช. การจับกุมแล้วนำตัวฝากขังเพียงเพราะมีเอกสารรณรงค์บนรถ ทั้งที่ยังไม่มีการจำหน่ายจ่ายแจก อีกทั้งเอกสารดังกล่าวไม่ได้ผิดไปจากข้อเท็จจริง ก้าวร้าว รุนแรง หยาบคาย รวมถึงนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็เห็นเอกสารดังกล่าวแล้ว ก็ไม่ได้ระบุว่ามีความผิด การดำเนินการของเจ้าหน้าที่รัฐครั้งนี้ แสดงให้เห็นความเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จ ทุกอย่างต้องสนองตอบต่อความต้องการของผู้มีอำนาจ อย่าลืมว่าที่ใดมีแรงกด ที่นั่นมีแรงต้าน พวกท่านกำลังสร้างแรงต่อต้านทางการเมืองมากยิ่งขึ้นทุกที หากแรงต้านถึงเพดานที่ไม่อาจจะหยุดยั้งได้ ก็ขอให้ระวังตัวไว้

“มาร์ค” อ้อนวอนเปิดพื้นที่ทุกฝ่าย

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่อยากให้มองแค่วันที่ 7 ส.ค. แต่อยากให้คนไทยมองไปข้างหน้า ดังนั้น การทำประชามติต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วม เพราะจนถึงวันนี้ก็ยังทำไม่ได้เต็มที่ อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันคิดว่าหลังวันที่ 7 ส.ค. จะมีส่วนร่วมทำให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้อย่างไร ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ระบุว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะร่างเองนั้น เป็นอำนาจของท่านอยู่แล้ว ประเด็นอยู่ที่ว่าจะมีวิธีไหน อย่างไร ผ่านการรัฐประหารมา 2 ปี ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ก็ต้องหาข้อสรุปให้ได้ว่าที่ไม่ผ่านเป็นเพราะอะไร ถ้ารัฐธรรมนูญไม่เป็นที่ยอมรับ ประเทศไทยจะจมอยู่กับความขัดแย้งไม่จบสิ้น ส่วนการแสดงจุดยืนว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีปัญหา เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมต้องออกมาแสดงจุดยืนอยู่แล้ว

“นิพิฏฐ์” มึนตีความไปคนละทาง

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ลงเฟซบุ๊ก ว่า “บิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ กับเห็นต่างร่างรัฐธรรมนูญ” ระวังให้ดี คำว่า บิดเบือนกับเห็นต่างมันมีเส้นบางๆกั้นอยู่ แม้ศาลเองยังมีถึง 3 ศาล แต่ละชั้นศาลก็ตีความกฎหมายต่างกัน แต่หากเราตีความตรงกันแต่เราไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ เขาเรียกว่ามีหลักการไม่ตรงกัน ซึ่งไม่ผิดกฎหมาย แต่หากมีใครอุตริพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญไปแจกโดยผิดไปจากร่างเดิม อย่างนี้เป็นเท็จและบิดเบือน หากจับได้และถูกลงโทษ ก็อนุโมทนาด้วย แต่ว่าตอนนี้งงไปหมดแล้วว่า อย่างไหนเป็นเห็นต่าง อย่างไหนเป็นบิดเบือน อย่างไหนเป็นเท็จ ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน “ผมเห็นแชร์กันให้ว่อนว่า รัฐธรรมนูญนี้นักการเมืองไม่อยากให้ผ่าน เพราะคนโกงจะถูกตัดสินประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต อันนี้ทั้งบิดเบือนและเป็นเท็จ เพราะรัฐธรรมนูญไม่มีการกำหนดโทษทางอาญาไว้ มันน่าจับคนเหล่านี้มาลงโทษให้เข็ด”

กสท.อุทธรณ์ศาลปกครองปิดพีซทีวี

เมื่อเวลา 09.00 น. นพ.เหวง โตจิราการ ผู้ดำเนินรายการเดินหน้าประเทศไทย ของสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมช่องพีซทีวี เข้ายื่นหนังสือคัดค้านมติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ที่ให้พักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดาวเทียมเป็นเวลา 30 วัน โดยมีนายภักดี มะนะเวช รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นผู้รับหนังสือดังกล่าว กระทั่งช่วงบ่ายนายภักดีให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุม กสท. ว่าที่ประชุมมีมติให้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครอง ภายในสัปดาห์นี้ โดยการสั่งพักใช้ใบอนุญาตครั้งนี้ต่างจากครั้งที่แล้ว ถือเป็นต่างกรรมต่างวาระกัน และคำสั่งพักใช้ใบอนุญาตทีวีดาวเทียมพีซทีวี ถือว่าดำเนินการถูกต้องตามกฎหมาย แต่กสทช.ยังไม่ได้ส่งหนังสือถึงสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมพีซทีวี ให้พักใช้ใบอนุญาต จึงยังออกอากาศปกติไปจนกว่าจะได้รับหนังสือแจ้ง นอกจากนี้ กสทช.ยังร่วมกับ กกต. และผู้ประกอบกิจการทีวีดิจิตอล 22 ช่อง ให้ข้อมูลการลงประชามติรัฐธรรมนูญ ซึ่งทุกช่องให้ความร่วมมือดี

นปช.ดิ้นสู้ขออำนาจศาลคุ้มครอง

ที่ร้านพีซคอฟฟี่ ศูนย์การค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว กลุ่มมวลชนเสื้อแดงจำนวนมากมาร่วมลุ้นผลการพิจารณาของ กสท.กรณีมีการปิดสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมพีซทีวี โดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานนปช. แถลงหลังรับทราบคำสั่งให้ปิดพีซทีวีอย่างเป็นทางการ ว่าพอมีเวลาเหลืออยู่ วันที่ 12 ก.ค. จะไปยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางอีกครั้ง เพื่อขอให้คุ้มครองชั่วคราว ให้ทันก่อนเอกสารปิดสถานีจะส่งมาถึงพีซทีวี เพราะถ้าไม่ทันเท่ากับพีซทีวีต้องจอดำทันที ความเสียหายจะเกิดขึ้นอย่างมาก เรื่องทั้งหมดอยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ถ้ายืนอยู่บนหลักเสรีภาพไม่ปิดปาก ก็คงไม่มีใครกล้าปิด เพราะช่องการเมืองช่องอื่นที่นำเสนอข้อมูลที่รุนแรงกว่า กสท.ไม่คิดจะตรวจสอบ ดังนั้นตราบใดที่ยังมีความอยุติธรรม อย่าได้หาความสามัคคี

กร้าวเรื่องนี้ต้องถึงหูยูเอ็น-อียู

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเครื่องยืนยันว่า ผู้มีอำนาจทำทุกวิถีทางเพื่อควบคุมความเห็นต่าง แต่ นปช.พร้อมเผชิญทุกอย่าง เพื่อรอวันที่ 7 ส.ค. วันเดียว วันที่ผู้มีอำนาจจะได้เผชิญการใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชนบ้าง ยิ่งกระทำต่อผู้เห็นต่างเท่าไรจะยิ่งมีผลต่อการตัดสินใจรับ-ไม่รับ ยุทธวิธีตอนนี้จึงต้องทุกอย่างให้ความเห็นต่างเป็นขบวนการนอกกฎหมาย เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือ เรื่องนี้คงไม่จบในวงแคบๆ เราจะสื่อสารกับยูเอ็น อียู องค์กรสิทธิ์ต่างๆให้ทั่วโลกทราบสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทย ว่ายิ่งใกล้วันลงประชามติยิ่งวิกฤติขนาดไหน ส่วน กสทช. วันหนึ่ง จะต้องชดใช้ตามกระบวนการกฎหมายแน่นอน

เริ่มไต่สวนคำร้องของไอลอว์

ช่วงเช้า ศาลปกครองสูงสุด โดยนายประวิตร บุญเทียม ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ในฐานะตุลาการเจ้าของสำนวน ได้เรียกไต่สวนกรณีนายจอน อึ้งภากรณ์ ผู้อำนวยการโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และนักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชน รวม 13 ราย ยื่นฟ้อง กกต. ขอให้ศาลสั่งเพิกถอนประกาศ กกต. เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการแสดงความคิดเห็น ในการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2559 โดยการไต่สวนครั้งนี้เพื่อศาลจะพิจารณาว่าจะรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณามีคำวินิจฉัยหรือไม่ และจะมีคำสั่งทุเลาการบังคับใช้ประกาศ กกต. และรายการ “7 สิงหาประชามติร่วมใจ” ไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือไม่ ซึ่งคู่กรณีทั้ง 2 ฝ่ายนำโดยนายจอน นายเอกชัย ไชยนุวัฒน์ นักวิชาการ นางศรีประภา เพชรมีศรี ผู้ฟ้องคดี ขณะที่ฝ่ายผู้ถูกฟ้องมีนายชนินทร์ น้อยเล็ก ผอ.สำนักกฎหมายและคดี สำนักงาน กกต. เป็นตัวแทน กกต. เข้าชี้แจงต่อศาล

สององค์กรสื่อจี้ปล่อยตัวนักข่าว

อีกด้าน นายปราเมศ เหล็กเพ็ชร์ อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และนายสุปัน รักเชื้อ อุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพ สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ร่วมกันแถลงเรียกร้องให้ปล่อยตัวนายทวีศักดิ์ เกิดโภคา ผู้สื่อข่าวประชาไท ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ควบคุมตัวระหว่างลงพื้นที่ติดตามทำข่าวด้วยข้อหากระทำผิด พ.ร.บ.ประชามติ และถูกนำตัวไปฝากขัง ทั้งที่ได้แสดงตัวมาตลอดว่าเป็นผู้สื่อข่าวไปติดตามการทำข่าว ขอให้ปล่อยตัวโดยไม่มีการตั้งข้อกล่าวหาโดยเร็ว เพราะการอาศัยติดรถแหล่งข่าวลงไปทำข่าว ถือเป็นเรื่องปกติ อยากให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล คำนึงถึงการสร้างบรรยากาศของการมีสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร เพื่อเป็นการนำไปสู่การตัดสินใจของประชาชนในการลงประชามติ และขอให้สื่อมวลชนทุกคนใช้เหตุผลนำเสนอข่าวสารให้มากที่สุด

ปล่อยตัวนักข่าวพร้อม 4 นักศึกษา

ต่อมาช่วงเย็นที่ศาลจังหวัดราชบุรี หลังศาลอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ตามคำร้องของพนักงานสอบสวน น.ส.ภาวินี ชุมศรี ทนายความได้ยื่นประกันตัวทั้ง 5 คน โดยวางเงินประกันคนละ 140,000 บาท โดยมีจ่านิว นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ นายบริบูรณ์ เกียงวรางกูร แกนนำกลุ่ม นปช.บ้านโป่ง และสมาชิกกว่า 10 คน มารอให้กำลังใจนำดอกกุหลาบมอบให้ผู้ต้องหาทั้ง 5 คน ซึ่งนายทวีศักดิ์ เกิดโภคา ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวประชาไทกล่าวว่า ได้อาศัยรถเพื่อนนักศึกษามาทำข่าวเพื่อขอสัมภาษณ์นายอนันต์ โลเกตุ ที่ถูกปล่อยตัวมาในข้อหาฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประชามติ อาจจะเป็นที่วันนั้นที่หน้า สภ.บ้านโป่ง มีตนเป็นนักข่าวเพียงคนเดียวที่อยู่ตรงนั้น รู้สึกแปลกใจมากกับการที่มาทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวแล้วมาโดนตำรวจจับกุมข้อหาเดียวกับนักศึกษา

พท.ยัน คสช.ไม่ได้ห้ามบินเบิร์ธเดย์

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า จากข่าวระบุว่า คสช.ได้แจ้งเตือนคนที่จะไปร่วมงานวันคล้ายวันเกิดนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จนทำให้นายทักษิณ ตัดสินใจยกเลิกการจัดงานวันเกิดที่ฮ่องกงนั้น ไม่เป็นความจริง จากการสอบถามคนที่จะเดินทางไป ยืนยันตรงกันว่า คสช.ไม่ได้แจ้งเตือนห้ามเดินทาง เพราะมีการยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 25/2559 ที่ห้ามบุคคลเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไปแล้ว จึงไม่ใช่หน้าที่ที่ คสช.จะก้าวล่วงสิทธิการเดินทางใดๆ นายทักษิณเป็นอดีตนายกฯ ย่อมตระหนักและ ปรารถนาดีต่อชาติบ้านเมือง การยกเลิกงานวันเกิดเป็นการตัดสินใจของนายทักษิณเอง ไม่มีใครมาข่มขู่ ขอให้ก้าวข้ามเรื่องนี้ และควรจบได้แล้ว

ซัด ปชป.จมปลักเรื่องเก่าไร้สาระ

นายอนุสรณ์กล่าวว่า ส่วนกรณีรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องให้นายทักษิณกลับมารับโทษตามกฎหมายนั้น ชี้แจงหลายครั้งแล้วว่าคดีของนายทักษิณเกิดจากผลพวงของการปฏิวัติรัฐประหารในปี 2549 ตั้ง คตส.ที่มีแต่บุคคลที่มีอคติและเป็นปฏิปักษ์ทางการเมืองมาสอบสวน ผิดหลักนิติธรรมชัดเจน ถ้ารองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์หาสิ่งที่เป็นสาระหรือเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองมาสื่อสารไม่ได้ ก็หยุดพูดเสียบ้างไม่มีใครว่า ไม่ต้องไปเอาประเด็นเก่าๆซ้ำซากมากล่าวหา ทำลายบรรยากาศปรองดองสมานฉันท์บ้านเมืองเปล่าๆ

“วินธัย” แจงยังไม่มีคำสั่งห้าม พท.

ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวว่า การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมนักข่าวประชาไท และกลุ่มเอ็นดีเอ็ม ว่า เป็นการ ดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะพบหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการปลุกระดมชี้นำเรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนที่มีข่าวว่า คสช. แจ้งเตือนแกนนำพรรคเพื่อไทย และคนที่จะไปร่วมงานวันเกิดนายทักษิณที่ฮ่องกง หากเดินทางออกไปอาจกลับเข้าประเทศไทยไม่ได้นั้น ยังไม่เห็นรายละเอียดหรือคำสั่งใดๆที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกรอบกฎหมาย คสช.ยังคงใช้แนวทางเดิม คือขอความร่วมมือ การกระทำใดๆแม้จะไม่ได้ละเมิดกฎหมาย แต่ยังมีเรื่องของความเหมาะสมอยู่

“ศรีวราห์” ขึงขังเปิด ศรส.ปต.ตร.

วันเดียวกัน พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ในฐานะ ผอ.ศรส.ปต.ตร. เป็นประธานเปิดศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยการออกเสียงประชามติ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศรส.ปต.ตร.) ผ่านระบบสื่อสารการประชุมทางไกลผ่านจอภาพ โดยมีผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ที่ ศปก.ตร. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า หากมีการกระทำผิด จะถูกดำเนินคดีโดยขึ้นศาลพลเรือน แต่หากคาบเกี่ยวฝ่าฝืนคำสั่งคสช. ชุมนุมกันเกิน 5 คน จะถูกดำเนินคดีตามคำสั่งคสช. สตช.มีฝ่ายกฎหมายคอยพิจารณาอยู่ เบื้องต้นสามารถจับกุมผู้กระทำผิดที่บิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญได้แล้ว 2 ราย ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.ราชบุรี ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นนักข่าวเว็บไซต์ประชาไท ที่ กระทำผิดเข้าข่ายมาตรา 61

จนท.ตบเท้าให้กำลังใจ 2 บิ๊กสภาฯ

อีกเรื่อง ที่รัฐสภา ข้าราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร นำพวงมาลัยและดอกไม้มอบให้นายคุณวุฒิ ตันตระกูล รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และนายสมชาติ ธรรมศิริ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย หลังจากถูกนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. มีคำสั่งปลดออกจากราชการฐานกระทำผิดวินัยร้ายแรงในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยนายคุณวุฒิกล่าวว่า จะยื่นอุทธรณ์ขอความเป็นธรรมจากคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา (ก.ร.) ภายใน 30 วัน และขอชี้แจงว่าผลจากการบริหารจัดการดินพื้นที่ก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ล่าช้า ทำให้สำนักงานเลขาธิการสภาฯต้องเสียงบประมาณเช่าพื้นที่เอกชนใช้เป็นสำนักงานนั้น ที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ได้ทันตามกำหนด แต่ไม่ถูกระบุว่าสร้างความเสียหาย ดังนั้นตนไม่ยอมรับผลสอบ เพราะไม่เคยโกง หากไม่ได้รับความเป็นธรรมจาก ก.ร. จะขอความเป็นธรรมจากศาลปกครอง

ยื่นอุทธรณ์ประกาศสู้จนถึงที่สุด

นายสมชาติกล่าวว่า ไม่ยอมรับผลสอบที่ถูกไล่ออกจากตำแหน่งในฐานะที่ใช้อำนาจประธานสโมสรรัฐสภาอนุมัติเงิน 3.4 ล้านบาทให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรยืมเพื่อดำเนินโครงการจัดสร้างวัตถุมงคล เพื่อนำรายได้เป็นสวัสดิการของข้าราชการสภาฯ โดยจะยื่นอุทธรณ์สู้คดีต่อ ก.ร. เพราะผลสอบที่ออกมาไม่สมเหตุผล มีเวลาชี้แจงข้อเท็จจริงเพียง 17 วัน รวมทั้งคณะกรรมการสอบสวนก็ไม่เคยเรียกพยานฝ่ายตนไปให้ถ้อยคำ แต่ขอตั้งข้อสังเกตทำไมการสอบสวนจึงใช้เวลารวดเร็ว ต่างจากการสอบสวนการทุจริตโครงการจัดซื้อจัดจ้างสภาผู้แทนราษฎรหลายเรื่อง ที่ใช้เวลาสอบสวนนาน 2 ปี ผลสอบก็ยังไม่ปรากฏออกมา

“วิลาศ” เกาะติดลากไส้ กทม.ต่อ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการทุจริตจัดซื้อรถดับเพลิงขนาดเล็กของ กทม. ว่า หลังจาก แถลงข่าวเรื่องนี้ไปมีผู้บริหาร กทม. ขอให้ยุติเรื่องนี้ทั้งที่ซื้อแพงเกินจริงจนน่าเกลียด ราคาคันละ 8 ล้านบาท ตัวรถ 2.5 ล้านบาท ที่เหลือเป็นอุปกรณ์ดับเพลิงอีกกว่า 5 ล้านบาทซึ่งแพงเกินจริง เช่น ถังดับเพลิงมือหิ้วชนิดน้ำ ที่ปกติในตลาดบรรจุขายในถังสเตนเลส แต่ กทม.กลับกำหนดสเปกให้บรรจุในถังเหล็กที่ชำรุดง่ายกว่า ในราคาถังละ 8,000 บาท แต่ถังสเตนเลสที่ขายในตลาดแบบยี่ห้อและขนาดน้ำหนักเดียวกัน ราคาถังละ 2,900 บาท ถ้าเป็นถังเหล็กจะถูกกว่าอีก 500 คือถังละ 2,400 บาท ดังนั้นชัดเจนว่าการจัดซื้อหวังส่วนต่างของเปอร์เซ็นต์เงินทอนแน่นอน

แฉรถกะป๊อแพงเวอร์คันละ 8 ล้าน

นายวิลาศกล่าวอีกว่า นี่ขนาดรัฐบาล คสช. กำชับให้เข้มงวดกับการทุจริต ยังทำถึงขนาดนี้จนพนักงานดับเพลิง กทม. ยังบอกว่าไม่คิดว่าผู้บริหาร กทม.จะโง่ถึงขนาดใช้งบฯจากภาษีประชาชนซื้อรถกะป๊อดับเพลิงเทวดาคันละ 8 ล้านบาท ที่สำคัญ อุปกรณ์ดับเพลิงมูลค่ากว่า 5 ล้านบาทไม่มีตู้เก็บเป็นกิจลักษณะ แต่ใช้ผ้าใบปิดคลุมอุปกรณ์ซึ่งง่ายต่อการสูญหาย และขณะนี้กำลังตั้งงบประมาณปี 60 เพื่อซื้อเพิ่มอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งงบประมาณปี 57 สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยเคยใช้งบฯ 50 ล้านบาทซื้อถังดับเพลิงมือหิ้วแบบเดียวกันแจกตามสถานีดับเพลิงทั้ง 35 สถานี บางสถานีติดข้างฝาห้องถึง 200- 300ใบ

แจง “เยอรมันสแตนดาร์ด” คุ้มค่า

นายวสันต์ มีวงษ์ โฆษกประจำตัวผู้ว่าฯ กทม. ชี้แจงว่า กรณีจัดซื้อรถกู้ภัยเป็นรถพวงมาลัยซ้ายจด ทะเบียนถูกต้องไม่ผิดกฎหมาย เนื่องจากรถผลิตจากประเทศเยอรมัน ไม่ส่งผลต่อการใช้งาน ส่วนขนาดของรถที่เท่ากับรถกะป๊อ เพราะต้องใช้รถเข้าถึงตรอกซอกซอยที่รถดับเพลิงขนาดใหญ่เข้าไม่ถึง ซึ่ง กทม.มีตรอกซอยมากกว่า 5,121 ซอย ทั้งนี้การจัดซื้อนี้มีองค์ประกอบครบถ้วนไม่เช่นนั้นจะจดทะเบียนไม่ได้ รวมถึงนายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ก็เป็นพยานตรวจรับทุกครั้ง ส่วนที่ระบุว่าราคาแพงเกินจริง ต้องเทียบกับเทคโนโลยีจากเยอรมัน ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ดีที่สุด

“ขณะนี้มีขบวนการส่งลูกรับลูกโดยมีเป้าหมายทำให้ผู้ว่าฯกทม.เสียหาย มีการให้ข้อมูลกับสื่ออย่างต่อเนื่องเป็นข้อมูลลักษณะชี้นำทำให้สังคมเชื่อว่าเกิดการทุจริต เป็นเพียงการแจ้งข้อกล่าวหาซึ่งการตั้งข้อสังเกตเป็นหน้าที่ของ สตง.จึงอยากขอความเป็นธรรมให้กับผู้ว่าฯ กทม.ด้วย” นายวสันต์กล่าว

“สุวพันธุ์” เผยผลตีความกฤษฎีกา

วันเดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานกิจการพระพุทธศาสนา (พศ.) กล่าวถึงการตีความมาตรา 7 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ของคณะกรรมการกฤษฎีกา หลังผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นตีความการเสนอนามสมเด็จพระสังฆราช ของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ตามมติมหาเถรสมาคม (มส.) ชอบหรือไม่ว่า กฤษฎีกาตีความว่าก่อนที่นายกฯจะเสนอนามสมเด็จพระสังฆราช ต้องได้รับความเห็นชอบจาก มส.ก่อน และต้องเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ซึ่งตามกฎหมายไม่ได้กำหนดว่าการเสนอรายชื่อต้องริเริ่มจากใคร ดังนั้นการส่งความเห็นมส.มา จึงไม่ขัดกับมาตรา 7 และนายกฯไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามความเห็นของผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่สามารถนำมาประกอบการพิจารณาได้ ก่อนหน้านี้ตามมติ ครม. ระบุว่าเมื่อรัฐบาลขอความเห็นจากสำนักงานกฤษฎีกาให้ปฏิบัติตามนั้น ตนจะยึดแนวทางดังกล่าว จะเรียนให้นายกฯรับทราบเฉพาะเรื่องความเห็นของกฤษฎีกาและแนวทางปฏิบัติตามมติ ครม.

ยืดอกขอรับเอาไว้เป็นภาระเอง

“วันนี้เราดูเรื่องมาตรา 7 ก่อน ขั้นตอนนี้จบแล้ว ชัดเจนว่าสิ่งที่ทำมาไม่ได้ขัดแย้งกับมาตรา 7 ส่วนการดำเนินการจากนี้ยังไม่ได้ทำอะไรเพิ่มเติม หนังสือแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชยังอยู่กับผม ยังมีผลทางราชการอยู่ ส่วนนายกฯมีหน้าที่เสนอนามสมเด็จพระสังฆราช และรับสนองพระบรมราชโองการ ดังนั้นก่อนที่ผมจะเสนอเรื่องไป ต้องดูทุกอย่างให้รอบด้าน ครบถ้วน ตอนนี้ยังมีประเด็นที่ต้องพิจารณาอยู่ขอเวลาดูเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องก่อนทำความเห็นถึงนายกฯ เพราะมีหลายปัจจัยให้สังคมเข้าใจตรงกันก่อน ผมขอรับภาระเป็นของตัวเองเพราะเชื่อว่าทุกฝ่ายเข้าใจ” นายสุวพันธุ์กล่าว

กฤษฎีกาตีความไม่ขัด พ.ร.บ.สงฆ์ ม.7

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ ชี้แจงแล้วสรุปกฤษฎีกาวินิจฉัยมา 3 ข้อ คือ 1.การพิจารณาผู้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ต้องเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่มีความอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เรื่องนี้เป็นอำนาจของ มส. ที่จะระบุว่าสมเด็จฯ ที่เข้าข่ายคือใคร หากจะตั้งต้องตั้งตามที่ มส.เสนอ ตั้งนอกเหนือจากนั้นไม่ได้ 2.ตามมาตรา 7 วรรคสอง ใครจะเป็นผู้เริ่ม หากยกเรื่องนี้ขึ้นมาต้องให้รัฐบาลโดยนายกฯขอ หรือ มส.สามารถยกเรื่องนี้ขึ้นเองแล้วส่งชื่อมา ซึ่งคณะกรรมการกฤษฎีกาบอกว่าสามารถทำได้ทั้งสองอย่าง มติของ มส.ที่ออกมาเมื่อเดือน ม.ค. ที่เสนอชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ตามมาตรา 7 วรรคสอง และ 3.การที่ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหนังสือมาถึงรัฐบาล ต้องตีความว่า เป็นคำแนะนำหรือว่าเป็นการสั่งการ กรณีนี้ถือว่าเป็นคำแนะนำ รัฐบาลสามารถนำมาประกอบการพิจารณาได้ ไม่ใช่เรื่องที่ถูกบังคับว่าต้องปฏิบัติตาม

นายกฯลั่นถ้าไม่จบไม่ทูลเกล้าฯ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.กล่าวว่า ไม่ได้ว่าอะไร อำนาจใครก็อำนาจใคร ตนมีหน้าที่อะไร มีหน้าที่นำขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วทูลเกล้าฯถวายในสิ่งที่มีปัญหาได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็จบ เมื่อถามว่า ต้องรอคดีจบก่อนใช่หรือไม่ นายกฯตอบว่าคิดไม่ออกหรือว่าต้องรอกระบวนการเรียบร้อยก่อนแล้วไม่กลัวว่าจะเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกันหรือ วันนี้มีกี่พวก อย่ามองบ้านเมืองในแง่ดีแง่เดียว มันมีพร้อมทุกเรื่อง

ศูนย์พิทักษ์พุทธฯดักคออย่าเบี้ยว

ที่พุทธมณฑล จ.นครปฐม มีการประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) โดยมีสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เป็นประธานการประชุมตามปกติ ภายหลังการประชุม นายสมบัติ พิมพ์สอน รองโฆษก พศ. กล่าวว่า นายพนม ศรศิลป์ ผอ.พศ. ได้รายงานให้ที่ประชุมรับทราบถึงผลการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาในเรื่องมาตรา 7 พ.ร.บ.คณะสงฆ์แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อให้ มส.รับทราบแล้ว ซึ่ง มส.ไม่ได้ให้ความเห็นอะไรเพียงแต่รับทราบเท่านั้น เนื่องจากขณะนี้ขั้นตอนการเสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะ เพื่อทูลเกล้าฯสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชในส่วนของ มส. ได้สิ้นสุดลงแล้ว ไม่มีอะไรที่ มส.ต้องพิจารณาเพิ่มเติม

พระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขอแสดงความปรารถนาดีมายังรัฐบาล ว่าบัดนี้มติ มส. เมื่อวันที่ 5 ม.ค.2559 นับว่าถูกต้องดีงาม ทั้งตามหลักกฎหมายบ้านเมือง จารีตประเพณี มีเหตุผลอะไรที่นายกฯจะไม่ปฏิบัติตาม จะไม่เสนอนามสมเด็จพระราชาคณะที่ถูกเสนอชื่อโดยชอบแล้ว อย่าประวิงเวลา อย่าเอาการเมืองมาเล่นในคณะสงฆ์ อย่าเดินตามกลุ่มบุคคลที่ไม่หวังดีต่อคณะสงฆ์ ขอให้เดินตามกระบวนการที่ถูกต้อง ความสงบสุขจะกลับมาสู่คณะสงฆ์ดั่งเดิม อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้องค์กรภาคีเครือข่ายชาวพุทธจะประชุมหารือถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนว่า หากยังมีปัญหาอยู่ ก็ยังคงไม่ตั้ง โดยจะกำหนดท่าทีกันอีกครั้งว่า จะมีแนวทางใดออกมา

“บิ๊กตู่” ปรี๊ดอีก พวกปลุกปั่นไม่ต้องไปลงประชามติ ขู่ขืนยังวุ่นวายจะเขียนเองกับมือ ฟาดงวงใส่ปฏิรูปตำรวจ “ปลดตำรวจแม่งทั้งหมดทีเดียวจะเอาไหม” ฮึ่มไม่สน นศ.-สื่อทำผิดจับดะ กำชับ คสช.สาวให้ถึงคนบงการ “วิษณุ” ขยับเตรียมทางออก 12 ก.ค. 2559 07:59 ไทยรัฐ