วันพุธที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'มืองาน' ต่อคิวใช้ดาบ

“ถ้าทำกันแล้วมีปัญหากันมากๆ เดี๋ยวผมจะทำเองให้ทั้งหมด”

“ถ้าไม่เรียบร้อย ผมเขียนเองก็ได้”

มาเป็นชุดๆ ตามฟอร์มขู่ทีเล่นแต่เหมือนเอาจริง กับอาการที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ยอมรับเลยว่า ต้องพูดแหกสคริปต์บนเวทีมอบรางวัลทุนหมุนเวียนดีเด่นประจำปี 2559

เพราะอารมณ์เก็บกดจากช่วงเสาร์-อาทิตย์

อาการประจำของนายกฯ และหัวหน้า คสช.ที่หงุดหงิดกับสถานการณ์ไม่ได้ดั่งใจ ทั้งกระแสวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลทหาร โดยเฉพาะกับการเคลื่อนไหวของฝ่ายต่อต้านประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ไม่เข้าใจความเสียสละของ คสช.

อุตส่าห์เสี่ยงยึดอำนาจมาวางรากฐานให้ประเทศไทยในอนาคต

ที่แน่ๆ ตามฟอร์มของ พล.อ.ประยุทธ์สะท้อนออกมา มันก็ค่อนข้างตรงกับคิวที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ฟันธงล่วงหน้า ผลประชามติในวันที่ 7 สิงหาคมนี้ ไม่ว่าผลจะออกมาผ่านหรือไม่ผ่าน

สุดท้าย คสช.ก็ยังเป็นผู้มีอำนาจชี้ขาดอยู่ดีว่าจะให้ประเทศเดินหน้าไปในทิศทางใด

เอาเป็นว่า โดยเงื่อนสถานการณ์ตามยุทธศาสตร์ที่รู้กันอยู่แก่ใจ และต่างฝ่ายต่างก็เหมือนจะยอมรับสภาพกันกรายๆ ว่ารัฐบาลทหาร คสช.ต้องลากยาวต่อไป

“รัฏฐาธิปัตย์” ไม่ปล่อยมือจากอำนาจง่ายๆ

แต่ในเครื่องหมายคำถามมันอยู่ตรงที่ ลากยาวแล้วจะเอาอะไรมาต่อตั๋วโปรโมชั่น

เพราะอย่างเดียวที่จะเอาอยู่นั่นก็คือผลงานรัฐบาล แต่อย่างที่เห็นจุดด้อยของรัฐบาลท็อปบูตชุดนี้ รัฐมนตรีเต็มไปด้วยทหารเกินครึ่งค่อน ครม.

เชิงบริหารอ่อนกว่ามืออาชีพของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง

และนั่นก็สะท้อนได้จากล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ต้องสั่งออกอากาศดังๆอีกรอบ อะไรที่ติดกฎหมายให้มาบอก แล้วจะพิจารณาว่าจะใช้กฎหมายอย่างไร หรือต้องใช้อำนาจมาตรา 44 เพื่อให้ขับเคลื่อนไปข้างหน้า มันมีอยู่แค่นั้น ไม่อย่างนั้นไม่มี ประโยชน์
มาตรา 44 คือ “ดาบสารพัดนึก” ของรัฐบาลอำนาจพิเศษ

แต่ก็อีกนั่นแหละ มันก็เหมือนเล่นกับดาบสองคม โดยเฉพาะกับธรรมชาติผู้นำรัฐบาลทหารต้องระแวงโดนเช็กบิลย้อนหลังเมื่อตอนพ้นจากวิถีอำนาจ

สังเกตจาก “บิ๊กตู่” ที่มักจะออกตัวมาตลอดว่า อำนาจตามมาตรา 44 จะใช้พร่ำเพรื่อไม่ได้

สะท้อนอาการ “เกร็ง” ในการใช้ดาบมาตรา 44

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมามันก็ยังมีการใช้อำนาจมาตรา 44 ที่เกิดผลใน “เชิงบวก” เพิ่มความขลังให้คำสั่งของ พล.อ.ประยุทธ์ไปในทิศทางที่ถูกต้อง

นั่นคือการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ ทำให้ไทยหลุดบัญชี

“เทียร์ 3”

และอีกตัวอย่างที่เห็นได้ก็คือรายของ “บิ๊กหนุ่ย” พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ที่เป็นคนแรกๆที่ตัดสินใจขอให้ พล.อ.ประยุทธ์ใช้อำนาจตามมาตรา 44

ในการลุยรื้อระบบการบริหารการศึกษาในกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้การทำงานในส่วนภูมิภาคและส่วนกลางมีประสิทธิภาพ มากขึ้น

หรือคิวของ “บิ๊กต๊อก” พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ที่ขอใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในการไล่บี้ข้าราชการและนัก การเมืองท้องถิ่นที่ถูกขึ้นบัญชีโกง

สั่งพักงาน ไล่ออกกราวรูด ยกระดับผลงานโบแดงรัฐบาลทหารในการลุยล้างคอร์รัปชัน

ส่วนอีกด้านก็มีข่าวแว่วๆว่า พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมฯ จ่อขอใช้อำนาจมาตรา 44 ในการเดินหน้าแต่งตั้งโยกย้ายบุคลากร ยกเครื่องหน่วยงานในสังกัดอย่าง

การเคหะแห่งชาติที่หมักหมมปมเน่าๆของเครือข่ายอำนาจเก่ามานาน

น่าสังเกตทั้ง พล.อ.ดาว์พงษ์ พล.อ.ไพบูลย์ รวมถึง พล.ต.อ.อดุลย์ ล้วนจัดอยู่ในทีม “มืองาน” สายตรง “บิ๊กตู่” ที่ต่อคิวกัน ขอใช้ “ดาบสารพัดนึก” ฟันฝ่าอุปสรรค ปั่นเนื้องาน

มาตรา 44 “ตัวช่วย” อุดปมด้อยรัฐบาลท็อปบูตอย่างแท้จริง.

ทีมข่าวการเมือง

12 ก.ค. 2559 00:06 12 ก.ค. 2559 00:06 ไทยรัฐ