วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เจาะลึก AIRBUS A350 XWB การบินไทย

เครื่องบินโดยสาร Airbus A350 XWB ลำแรกของการบินไทยเคลื่อนตัวออกจากสายการผลิตขั้นสุดท้ายของ Airbus ในเมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส หลังการติดตั้งเครื่องยนต์และการตกแต่งห้องโดยสาร โดยได้รับการตกแต่งภายนอกด้วยลวดลายเครื่องบินอันเป็นเอกลักษณ์ของการบินไทยโดยสมบูรณ์ในขณะนี้ เครื่องบินลำดังกล่าวพร้อมที่จะดำเนินการทดสอบเที่ยวบิน และการทดสอบภาคพื้นเพิ่มเติม โดยเครื่องบิน Airbus A350-900 ลำแรกสำหรับการบินไทยมีกำหนดการส่งมอบในไตรมาสที่ 3 ของปี พ.ศ. 2559

จากการนำระดับของประสิทธิภาพ และความสบายครั้งใหม่มาสู่ตลาดเครื่องบินที่มีพิสัยการบินระยะไกล ทำให้ตระกูลเครื่องบิน Airbus A350 XWB สามารถตอบสนองความต้องการได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะสำหรับสายการบินในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยยอดคำสั่งซื้อของเครื่องบินรุ่นใหม่นี้ซึ่งได้รับการยืนยันจากสายการบินต่างๆ ในภูมิภาค มีจำนวนทั้งหมด 267 ลำ ซึ่งมากกว่าหนึ่งในสามของยอดขายทั้งหมดของเครื่องบิน Airbus A350 XWB

ในปัจจุบันเครื่องบิน Airbus A350 XWB เป็นเครื่องบินรุ่นล่าสุดของโลก และยังเป็นสมาชิกเครื่องบินล่าสุดของตระกูลเครื่องบินรุ่นลำตัวกว้างอันทรงประสิทธิภาพ มีความสะดวกสบาย และทันสมัยของ Airbus โดยเครื่องบินรุ่นนี้ประกอบด้วยการออกแบบเชิงอากาศพลศาสตร์ล่าสุด ลำตัวและปีกเครื่องบินที่ทำมาจากคาร์บอนไฟเบอร์ รวมทั้งขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์โรลสรอยซ์ รุ่นเทรนท์ เอ็กซ์ดับเบิลยูบี รุ่นใหม่อันทรงประสิทธิภาพ ซึ่งเมื่อรวมกันแล้ว เทคโนโลยีล่าสุดเหล่านี้ได้แปรเปลี่ยนเป็นประสิทธิภาพในการปฏิบัติการในระดับที่ไม่มีใครเทียบได้ ด้วยการลดการเผาผลาญเชื้อเพลิง และการปล่อยก๊าซต่างๆ ที่ลดลงถึงร้อยละ 25 และยังลดต้นทุนในการซ่อมบำรุงได้อย่างมีนัยสำคัญ


Airbus บริษัทผลิตเครื่องบินโดยสารของยุโรป เปิดตัวเทคโนโลยีอากาศพลศาสตร์ และการออกแบบขั้นสูงในการสร้างเครื่องบินโดยสารรุ่นใหม่ล่าสุด A350 XWB การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งการใช้วัสดุ การเลือกเครื่องยนต์ และการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ขั้นสูง ทำให้เครื่องบินโดยสารรุ่นนี้มีอัตราการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงดีที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่งในระยะยาว เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนสมรรถนะสูงที่ทำความฝันให้กลายมาเป็นความจริงบนนวัตกรรมของการผลิตอากาศยานแห่งอนาคต เครื่องยนต์ Rolls-Royce Trent XWB กลายเป็นต้นกำลังที่ทรงประสิทธิภาพเมื่อถูกนำมาติดตั้งในอากาศยานรุ่น A350

กว่าร้อยละ 70 ของเฟรมมีน้ำหนักเบาเมื่อเทียบกับการใช้วัสดุที่แปรเปลี่ยนไป โครงสร้างของเครื่องที่มีประสิทธิภาพในการรับและทนต่อแรงต่างๆ ที่เข้ามากระทำขณะทำการบิน เครื่องบิน A350 XWB ทำจากวัสดุขั้นสูงรวมร้อยละ 53 โครงสร้างหลัก ประกอบไปด้วยวัสดุโลหะน้ำหนักเบา เช่น ไททาเนียมและโลหะผสมอลูมิเนียมที่ทันสมัย อากาศยานลำนี้ยังใช้นวัตกรรมวัสดุขั้นสูงที่แข่งแกร่งทนทาน Reinforced Plastic (CFRP) ซึ่งเป็นวัสดุประเภทคาร์บอนไฟเบอร์ใหม่ทั้งหมด ผลลัพธ์ที่ได้คือลำตัวของเครื่องที่มีความคงทนแต่มีน้ำหนักเบาขึ้นมาก ส่งผลไปถึงการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงที่ลดลงเช่นเดียวกับการบำรุงรักษาง่ายขึ้นจากการออกแบบชิ้นส่วนต่างๆ

คาร์บอนคอมโพสิต, ไทเทเนียมและอลูมิเนียมอัลลอยด์ขั้นสูง มีการใช้อย่างกว้างขวางทั่วทั้งลำตัวของเครื่อง A350 XWB ในการใช้งานหลัก วัสดุประกอบหลักถูกปรับให้มีความเหมาะสมกับลักษณะที่ดีที่สุดของระบบอากาศพลศาสตร์ และค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานเมื่ออากาศผ่านกระทบกับลำตัว วัสดุเหล่านี้ 53 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมดเป็นคาร์บอนคอมโพสิต โดยส่วนใหญ่ใช้ในลำตัวและปีก ซึ่งเข้ามาช่วยลดขั้นตอนการตรวจสอบสภาพของความล้าที่เกี่ยวข้องกับวัสดุ อลูมิเนียมแบบดั้งเดิมถูกปรับใหม่หมด วัสดุผสมคอมโพสิตและไทเทเนียมลดค่าการกัดกร่อนที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบและการบำรุงรักษาเมื่อต้องใช้เครื่อง A350 XWB บินในสภาวะใช้งานเต็มรูปแบบ ปัจจัยทั้งสองนี้ช่วยขั้นตอนของการบำรุงรักษา ลดการกัดกร่อนที่เกิดจากสภาพอากาศเฉลี่ย 60% การสร้างส่วนลำตัวของเครื่องบิน A350 XWB โดยการประกอบส่วนผิวพื้นด้านข้างลงบนเฟรมคาร์บอนไฟเบอร์ เทคนิคการสร้างอยู่บนพื้นฐานของการคำนวณค่าความเครียด และค่าของการรับโหลด

A350 XWB เป็นเครื่องบินโดยสารที่บินได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการออกแบบปีกขั้นสูง รวมไปถึงการปรับปรุงระบบอากาศพลศาสตร์ ขั้นตอนของการปรับปรุงพัฒนาโดยวิศวกรของ Airbus ปีกและพื้นที่ส่วนใหญ่ผลิตจากวัสดุผสมคาร์บอน ปีกของ A350 XWB มีการเพิ่มประสิทธิภาพผ่านการใช้งานที่กว้างขวางของการคำนวณพลศาสตร์การไหลของอากาศในระดับความเร็วต่างๆ และการทดสอบในอุโมงค์ลมสำหรับความเร็วในการเดินทางที่ Mach 0.85 Airbus A350 XWB ทั้งสามแบบ (A350-800 A350-900 A350-1000) ใช้ปีกแบบเดียวกันทั้งหมด ปีกมีความยาวรวม 64.7 เมตร รวมพื้นที่ของปีก 442 ตารางเมตร โครงสร้างปีกภายในจะถูกปรับขนาดเพื่อตอบสนองความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของแต่ละตัวแปร ส่งผลให้ประสิทธิภาพทางการบินดีขึ้นและยกประสิทธิภาพการทำงานในขณะที่ใช้ความเร็วต่ำดีขึ้น ลดเสียงรบกวนที่เกิดขึ้นด้วยการออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ A350 XWB ยังมีการปรับปรุงหรือเพิ่มขึ้นของกลไกสำหรับสปอยเลอร์บนปีก คอมพิวเตอร์ควบคุมการบินจะดำเนินการผ่านการคำนวนค่าของตัวแปรต่างๆ ที่จะถูกปรับให้เหมาะกับเงื่อนไขของแต่ละเที่ยวบิน ที่มีความแตกต่างกันทั้งสภาพอากาศ ระยะทาง น้ำหนักระวางบรรทุก สภาพของสนามบินปลายทาง

เครื่องบินโดยสารในตระกูล A350 มีความจุที่นั่งจาก 250 ถึง 400 คน (แล้วแต่รุ่นและขนาดของลำตัว) Airbus A350 XWB มีรุ่นต่างๆซึ่งประกอบด้วยสามรุ่นหลัก คือ (A350-800, A350-900, และ A350-1000) แต่ละช่วงของระยะทางในการบินที่ครอบคลุมในแต่ละรุ่น ทำให้สามารถเข้าถึงสนามบินทั่วโลกทั้งระยะทางและปริมาณของการบรรทุก ในการกำหนดรุ่นต่างๆของเครื่องบิน เครื่อง A350-800 จะรองรับผู้โดยสารประมาณ 270 คน ขณะที่ A350-900 และ A350-1000 จะมีที่นั่ง 314 และ 350 ตามลำดับ โดยภาพรวมแล้วเครื่องบินพาณิชย์ในตระกูล A350-1000 สามารถกำหนดค่าการตกแต่งดัดแปลงสำหรับรูปแบบที่รองรับผู้โดยสารได้มากถึง 440 ที่นั่ง

การตอบสนองต่อสมรรถนะเมื่อต้องรับน้ำหนักบรรทุกที่เพิ่มขึ้น ทั้งจำนวนของผู้โดยสารและสัมภาระ ตลอดจนปริมาตรของเชื้อเพลิงทำให้เครื่อง A350 XWB ใช้ต้นกำลังซึ่งเป็นเครื่องยนต์รุ่นเดียวกันที่ใช้ในเครื่องบิน Airbus A380 มันได้รับการติดตั้งเครื่องยนต์เทอร์โบแฟนรุ่นที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในวงการบินพาณิชย์ เครื่องยนต์ Rolls-Royce Trent XWB ถูกสร้างขึ้นเพื่อประสิทธิภาพของการบินในระดับที่ดีเยี่ยม เครื่องยนต์เทอร์โบแฟน Trent XWB จำนวนสองเครื่อง แต่ละเครื่องสร้างพละกำลังได้มหาศาลถึง 97,000 ปอนด์ เป็นแรงผลักดันสูงสุดเมื่อบินขึ้น ทำให้ A350 ต้องมีเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยพัฒนาสำหรับใช้ในอากาศยานเลยทีเดียว วิศวกรของบริษัท Airbus และ Rolls-Royce ทำงานร่วมกันในการวิจัย และพัฒนาเครื่องยนต์ของอากาศยานที่สามารถสร้างแรงผลักดันพิเศษ รวมถึงการออกแบบความแข็งแรงของโรงสร้าง ที่ต้องรับน้ำหนักรวมของเครื่องบินที่หนัก 308 ตัน

ลำตัวที่กว้างของเครื่องบิน Airbus A350 XWB ถูกออกแบบเพื่อเพิ่มเติมพื้นที่สำหรับการเดินทางระยะไกลที่มีความเหมาะสมกับขนาดและน้ำหนักของระวางบรรทุก ห้องโดยสารในทุกระดับชั้นของการบริการได้รับการดีไซน์โดยเผื่อพื้นที่ ผู้โดยสารมีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้นขนาดของบานกระจกหน้าต่างกว้างขึ้น พื้นที่เหนือศีรษะถูกขยายสัดส่วนเพื่อลดความอึดอัด นอกจากนี้ การให้พื้นที่สำหรับผู้โดยสารชั้นธุรกิจและชั้นสูงสุดที่กว้างขวางขึ้น รวมถึงที่นั่งในชั้นประหยัดก็ยังสามารถเพิ่มพื้นที่ในการวางเท้า พื้นที่ไหล่และเหนือศีรษะได้มากกว่าเครื่องบินในระดับชั้นเดียวกัน พื้นที่ส่วนที่เหลือสำหรับลูกเรือที่ถูกออกแบบให้สามารถใช้ในการบินระยะไกลโดยไม่ลดความจุของที่นั่งผู้โดยสารทั้งหมด Cabin ของลูกเรือมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวก และพื้นที่ส่วนที่เหลือบริเวณด้านหลัง เครื่องบิน A350 XWB รองรับเตียงพักของลูกเรือขนาด 6-8 ที่ พร้อมพื้นที่ยืนเต็มความสูงสำหรับลูกเรือให้เป็นเขตพักขณะทำการบินเดินทางระยะไกลด้วยความสะดวกสบาย ช่วยให้ทีมลูกเรือมีพื้นที่ของการพัก และเตรียมความพร้อมในการบริการ

A350-800 เป็นรุ่นที่ลำตัวที่สั้นสุดใน Class A350 XWB รองรับผู้โดยสาร 270 คน มีพิสัยบิน (บินไกล) 8,500 ไมล์ทะเล

A350-900 รองรับผู้โดยสารได้ 314 คน มีพิสัยบิน (บินไกล) 8,100 ไมล์ทะเล

A350-1000 เป็นรุ่นลำตัวยาว ถูกออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพความน่าเชื่อถือสูงสุด รองรับผู้โดยสารได้ 350 คน มีพิสัยบิน (บินไกล) 8,400 ไมล์ทะเล A350-1000 ยังสามารถปรับพื้นที่ภายในเพื่อรองรับผู้โดยสารได้มากถึง 440 คน

เครื่องยนต์ Rolls Royce Trent XWB
Trent XWB เป็นรุ่นที่มียอดขายรวดเร็วสูงสุดในบรรดาเครื่องยนต์ Trent ทั้งหกรุ่น โดยในปัจจุบันมียอดขายกว่า 1,300 เครื่องแล้ว
Rolls Royce ริเริ่มโครงการพัฒนาเครื่องยนต์รุ่นเทรนท์ XWB มาตั้งแต่ปี 2549 และสี่ปีหลังจากนั้น เครื่องยนต์รุ่น Trent XWB ก็ได้รับการทดสอบเป็นครั้งแรก นับแต่นั้นเป็นต้นมา เครื่องยนต์รุ่น Trent XWB ได้รับการทดสอบไปทั่วโลก รวมไปถึงการทดสอบความทนทานต่อสภาวะอากาศแปรปรวนสูงสุด เช่น สภาวะอากาศร้อนในระดับที่มากกว่า 42 องศาเซลเซียส ณ เมืองอัล อิน ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และอากาศหนาวจัด ที่อุณหภูมิ -23 องศาเซลเซียส ของเมืองอิคคาลูอิท ประเทศแคนาดา

เครื่องยนต์รุ่น Trent XWB 12 เครื่อง ได้รับการทดสอบภาคพื้นดินมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2555 และเริ่มการทดสอบภาคพื้นอากาศ ร่วมกับเครื่อง A380 ที่แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะ ความทนทาน และความปลอดภัย เครื่องยนต์รุ่นเทรนท์ XWB ที่จะขับเคลื่อนอากาศยานรุ่น A350-800 และ A350-900 ได้รับอนุญาต “ให้ขึ้นบิน” ตั้งแต่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดย สำนักงานการบินและความปลอดภัยยุโรป หรือ EASA ขณะที่ เครื่องยนต์เทรนท์ XWB รุ่นที่ปรับปรุงให้มีแรงขับสูงขึ้น กำลังอยู่ในระหว่างการพัฒนาเพื่อใช้สำหรับอากาศยานรุ่น A350-1000 โดยเฉพาะ


ข้อมูลที่สำคัญ
ความเป็นเลิศด้านวิศวกรรมของเครื่องยนต์รุ่นเทรนท์ XWB

- ใบพัดด้านหน้ามีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 10 ฟุต (9.8) และสามารถตักอากาศได้มากถึง 1.3 ตันต่อวินาทีในระหว่างนำเครื่องขึ้น

- กำลังส่งของใบพัดในระหว่างนำเครื่องขึ้นนั้น มีน้ำหนักเกือบ 1,000 ตัน ซึ่งมีน้ำหนักมากราวกับมีรถไฟขนสินค้าแขวนอยู่บนใบพัดข้างละหนึ่งขบวน

- ใบพัดเทอร์ไบน์แรงดันสูงข้างในเครื่อง สามารถหมุนได้ 12,500 รอบต่อนาที ซึ่งหมายความว่าปลายใบพัดหมุนด้วยความเร็วประมาณ 1,200 ไมล์ต่อชั่วโมง หรือเร็วกว่าความเร็วเสียงถึงสองเท่า

- ระหว่างนำเครื่องขึ้นนั้น ใบพัดเทอร์ไบน์แรงดันสูงทั้ง 68 ใบในเครื่องยนต์รุ่นเทรนท์ XWB ให้กำลังประมาณแรงขับดันสูงถึง 90,000 ปอนด์

- เมื่อใช้กำลังสูงสุด แรงดันอากาศที่ถูกปล่อยออกมาจากด้านหลังเครื่องยนต์ด้วยความเร็ว 1,000 ไมล์ต่อชั่วโมง

Rolls Royce Trent XWB turbofan Specifications
Three-shaft high bypass ratio: 9.3
Take-off thrust: 75,000–97,000 lbf (330–430 kN) (flat-rated to ISA+15C)
Fan diameter: 3.0 m (118 in)
Fan: single stage, swept, low hub:tip ratio
Airflow: approx. 1,440 kg (3,200 lb) per second
Overall pressure ratio >=52:1 (Top-of-Climb)
IP compressor: 8 stage axial
HP compressor: 6 stage axial
Combustor:
HP turbine: single-stage, aircooled
IP turbine: two-stage, aircooled (extra stage relative to previous marks of Trent)
LP turbine: 6-stage, uncooled

Frank Whittle
เครื่องยนต์ Gas Turbine ถูกคิดค้น และสร้างขึ้นเป็นเครื่องแรกของโลกในปี ค.ศ. 1930 โดยนักบินทดสอบชาวอังกฤษ Frank Whittle ซึ่งนับได้ว่ามันคือเครื่องยนต์กังหันไอพ่นเครื่องแรกที่เกิดจากมันสมองของมนุษย์ แต่มันก็ยังไม่ได้ถูกนำไปใช้งานบนอากาศยานแต่อย่างใด เนื่องจาก Frank Whittle สร้างเจ้าเครื่องยนต์พลังสูงตัวนี้ด้วยขนาดที่เล็กเพื่อการทดสอบการทำงานแต่เพียงอย่างเดียว

Heinkel He178
เครื่องยนต์ชนิดนี้ต่อมาในภายหลังถูกเรียกว่า Turbo Jet Engine อีก 6 ปีต่อมาในช่วงปี ค.ศ. 1936 นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันชื่อ Dr. Hans Von Ohain ได้สร้างเครื่องยนต์ Gas Turbine เพื่อนำไปใช้งานกับเครื่องบินทดสอบ Heinkel He178 ของกองทัพอากาศเยอรมัน ซึ่งกลายเป็นอากาศยานแบบแรกของโลกที่ติดตั้งเครื่องยนต์ Gas Turbine และทำการขึ้นบินเพื่อประเมินประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ Gas Turbine รวมถึงทดสอบสมรรถนะที่มีความแตกต่างจากเครื่องยนต์แบบลูกสูบในด้านของพลังและการขับเคลื่อน หลักการทำงานของเครื่องยนต์ Gas Turbine หรือ Gas Generator นั้น แตกต่างจากเครื่องยนต์ลูกสูบมาก มันให้พลังหรือแรงขับดันที่จะทำให้อากาศยานบินด้วยความสูง และความเร็วมากกว่าเครื่องยนต์ลูกสูบหลายเท่า ซึ่งส่งผลไปถึงสมรรถนะในการบินทุกรูปแบบที่มีข้อดีมากกว่าเครื่องยนต์แบบลูกสูบในเรื่องของกำลังและความเร็วที่ใช้ในการบิน แนวคิดของการออกแบบ พัฒนาและสร้างเครื่องยนต์ Gas Turbine หรือ Gas Generator นั้นเกิดขึ้นจากหลักคิดในกฎของนิวตัน เกี่ยวกับการเคลื่อนที่ของวัตถุว่าทุกแรงกริยามีค่าเท่ากับแรงปฏิกิริยาเสมอ การทำงานของเครื่องยนต์ Gas Turbine เกิดจากการปลดปล่อยแก๊สร้อนความเร็วสูงออกทางท่อท้ายของเครื่องยนต์หรือ Nozzle เมื่อเริ่มต้นวงจรการทำงานของเครื่องยนต์ Gas Turbine อากาศภายนอกจะถูกดูดเข้ามาโดยกังหัน หรือ Fan อากาศที่ไหลผ่านเข้ามาจะถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งจะพุ่งตรงเข้าสู่เครื่องยนต์ หรือ Engine Core อากาศอีกส่วนหนึ่งจะไหลผ่านรอบเครื่องยนต์ไปออกทางท่อท้าย

วิศวกรการบินเรียกอากาศในส่วนนี้ว่า Bypass Air เพื่อสร้างแรงขับดันโดยแรงขับที่มาจาก Fan นั้น จะมีค่าทางการคำนวณคิดเป็น 75% ของแรงขับทั้งหมดที่ได้รับจากเครื่องยนต์ อากาศส่วนแรกที่ไหลเข้าสู่เครื่องยนต์จะถูก Compressed Air บีบอัดจนมีความดัน อุณหภูมิ และความเร็วสูงขึ้นมาก อากาศที่ถูกอัดโดย Compressed Air นี้ จะถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบเพื่อเข้าสู่ห้องเผาไหม้ หรือ Combustor เมื่อเผาไหม้แล้วจะได้แก๊สร้อนความเร็วสูงออกมาหมุนชุด Turbine และผ่านออกไปยังท่อท้ายโดยมีชุด Mixture ซึ่งทำหน้าที่ผสม Bypass Air กับอากาศร้อน Exhaust ที่ออกมาจากเครื่องยนต์เพื่อการลดเสียงการทำงานของเครื่อง Gas Turbine เมื่อชุด Turbine หมุนชุด Compressor ซึ่งรวมถึง Fan ก็จะหมุนไปด้วย เนื่องจากชุด Turbine จะมีแกนต่อไปยัง Compressor และ Fan ด้วย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเครื่องยนต์ถูกสตาร์ทคือ กระบวนการทำงานจะเป็นไปอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ หรือที่เรียกว่า Self Sustention จนกว่าเชื้อเพลิงจะหมดลง หรือถูกตัดการทำงานจากการยกเลิกการจ่ายเชื้อเพลิงให้กับเครื่องยนต์

Rolls Royce Trent XWB เกิดจากการพัฒนาเครื่องยนต์อากาศยานรุ่นใหม่ ที่ให้แรงขับดันสูงเพื่อใช้ในเครื่องบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ของบริษัท Airbus รุ่น A350 XWB โดยความร่วมมือในการค้นคว้า ทดสอบและพัฒนาโดยบริษัทยักษ์ใหญ่แห่งวงการบิน และการผลิตเครื่องยนต์อากาศยาน นั่นก็คือบริษัท Rolls Royce เครื่องยนต์เทอร์โบแฟนทวินเจ็ต มันเป็นเครื่องยนต์พลังสูงที่ผลิตขึ้นใหม่หมด โดยใช้ส่วนประกอบของตัวเครื่องผ่านการค้นคว้าวิจัยและทดสอบบนสภาพการทำงานจริงเป็นการนำเอาข้อดีของเครื่องยนต์ที่ผลิตโดย Pratt & Whitney และบริษัท GE Aircraft Engines มาร่วมกันพัฒนาเพื่อทำให้เกิดเครื่องยนต์รุ่นใหม่ที่มีคุณลักษณะเหมาะ กลีบใบพัดของชุดคอนเพรสเซอร์อัดอากาศมีชายขอบหน้าเป็นรูปวงรี รวมถึงการลดระยะห่างระหว่างปลายกลีบใบพัดกับผนังของชุดเทอร์ไบน์ ซึ่งการปรับปรุงในลักษณะดังกล่าวยังสามารถทำการดัดแปลงกับเครื่องยนต์ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันอีกด้วย สำหรับการปรับปรุงในส่วนของการระบายความร้อนในชุดเทอร์ไบน์มาใช้งาน ซึ่งสามารถลดการใช้เชื้อเพลิงลงได้อีกถึงร้อยละสิบ

หลักสำคัญที่สุดในการทำงานของเครื่องยนต์ Gas Turbine คือ ระบบควบคุมการจ่ายเชื้อเพลิงให้กับเครื่องยนต์ เนื่องจากเครื่องยนต์ชนิดนี้มีช่วงของการทำงานกว้างมากในด้านความสูงและความเร็ว รวมถึงอุณหภูมิและปัจจัยต่างๆ ที่มีค่าไม่คงที่ และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาในระหว่างทำการบิน โดยจะส่งผลต่อการทำงานของเครื่องยนต์ อัตราการจ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้ จึงต้องผ่านการคำนวณและทดสอบอย่างหนัก การสั่งการด้วยสมองกลคอมพิวเตอร์ที่มีความแม่นยำสูงสุดจากกล่องควบคุมของเครื่องยนต์ Trent XWB วิศวกรของ Rolls Royce ได้นำเอาเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของเครื่องยนต์กังหันไอพ่นรุ่นใหม่ มาควบรวมเป็นระบบตรวจสอบรุ่นก้าวหน้า ช่วยเพิ่มระบบการตรวจสอบ รวมถึงการวิเคราะห์ปัญหา สามารถช่วยลดการซ่อมบำรุง และเข้าถึงปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ปัญหาความล่าช้าในการบินซึ่งมักเกิดการ Delay ในระหว่างการเตรียมขึ้นทำการบินเดินทางลดลง.

อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

สีแห้งหมาดๆ พ่นเสร็จที่โรงงานในตูลูสพร้อมขึ้นบินทดสอบ Airbus A350 XWB การบินไทย เครื่องบินโดยสารรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Airbus 11 ก.ค. 2559 11:05 ไทยรัฐ