วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไม่รับร่างแต่ไม่พูด 'มาร์ค' ชี้มีมาก 2พรรคท้ากรธ. ฟันปลอมรธน.

2 พรรคใหญ่รุมฉะ กรธ. ปมร่างรัฐธรรมนูญปลอม เพื่อไทยจวก “มีชัย” ไม่ละอายข่มขู่ประชาชน จี้แบหลักฐานออกมาให้ชัด รวมทั้งนายทุนเบื้องหลัง อย่าเอาแต่มโนหากพบทำผิดให้ไปแจ้งความ อย่าเล่นเกมดิสเครดิต “วัฒนา” สมเพชเผด็จการและเครือข่ายรังแกเด็ก ชี้แจงร่าง รธน.อยู่ฝ่ายเดียว พอ นศ.แสดงความเห็นค้านกลับโดนอุ้ม “จตุพร” ยังห่วงโกงประชามติ วางเกมล็อกคะแนนทุกพื้นที่ ประชาธิปัตย์บี้ กรธ.ไปแจ้งความถูกบิดเบือนร่าง รธน. อย่าเอาแต่พูดลอยๆ สังคมกังขาเจตนาไม่บริสุทธิ์ มีวาระแฝง “อภิสิทธิ์” ปูดคนไม่รับร่าง รธน.เยอะแต่ไม่พูด ชง 3 แนวทางพลิกฟื้นประเทศ เล็งทำภารกิจพิชิตจนประสานความร่วมมือข้ามพรรค กรธ.นัดหารือ กกต.ถกประเด็นร่าง รธน.ปลอม บิดเบือนเนื้อหา 11 ก.ค. เผยงานวันเกิด “ทักษิณ” เจอ คสช.บล็อก ขู่เครือข่าย พท. นปช. ใครบินไปพบแล้วอาจไม่ได้กลับ นายใหญ่เลิกจัดฮ่องกง ไปปาร์ตี้เล็กๆภายในครอบครัวที่ปักกิ่งแทน

หลังจากที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกมาเปิดโปงว่ามีขบวนการบิดเบือน ปลอมแปลงร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ. พร้อมประสานไปยังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รวมทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดการ จน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.สั่งการให้ตรวจสอบเรื่องนี้นั้น

พท.จวกยับ “มีชัย” ไม่ละอายขู่ ปชช.

เมื่อวันที่ 10 ก.ค. นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี แกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ระบุมีการแจกจ่ายร่างรัฐธรรมนูญปลอมที่บิดเบือน พร้อมขู่จะโดนฉบับที่โหดกว่านี้ หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติว่า แสดงให้เห็นถึงการขาดความละอายหมดแล้ว ถึงข่มขู่ประชาชนให้หวาดกลัว และตลอดมาก็ไม่เคยได้ชี้แจง โต้แย้งด้วยเหตุผล พูดแต่ว่าคนที่วิจารณ์ยังไม่ได้อ่าน ไม่มีความรู้ บิดเบือนและเป็นอันธพาล มาวันนี้ถึงขั้นบอกถ้าไม่ผ่านจะเจอฉบับที่โหดกว่านี้ แสดงให้เห็นว่าไม่เคารพการตัดสินของประชาชน นายมีชัยอาจรู้ตัวร่างรัฐธรรมนูญตัวเองมีปัญหามาก และนับวันเสียงไม่ยอมรับยิ่งมากขึ้น เลยสิ้นคิดข่มขู่แบบนี้ และยิ่งข่มขู่แบบนี้คนยิ่งเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ผ่านแน่ เพราะไม่ดีจริงๆ

ประชามติไม่ผ่านอย่าใช้เนื้อหาเดิม

นายจาตุรนต์กล่าวว่า คสช.ยังไม่ได้บอกว่าถ้าประชามติไม่ผ่านจะทำอย่างไร แต่ถ้ายังคงเอาเนื้อหาที่ไม่ดีทั้งหลายของร่างนี้ เช่น ให้มี ส.ว.มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ให้ ส.ว.ร่วมเลือกนายกฯได้ หรือให้มีแผนยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี เพื่อการปฏิรูป ให้องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเหนือทุกฝ่าย ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ประชาชนปฏิเสธแล้ว เป็นเหตุให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน ยังเอาเนื้อหาที่เป็นปัญหากลับมา แล้วเพิ่มเนื้อหาที่แย่กว่านั้นอีก ยิ่งแย่ไปกันใหญ่ สร้างความขัดแย้งในสังคมมากขึ้นแน่ ทางที่ดี คสช.ไม่ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 กำหนดให้ คสช.ร่างเองตามลำพัง ควรเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้แสดงความคิดเห็น แล้วนำเอาข้อเสนอต่างๆไปใช้จะเป็นผลดีมากกว่า โดยประเด็นที่ต้องช่วยกันคิดคือ จะมีการเลือกตั้งตามกำหนดได้อย่างไร ร่างใหม่ด้วยวิธีการอย่างไร

จี้ กรธ.แบหลักฐานร่าง รธน.ปลอม

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณี กรธ.ระบุมีขบวนการและทุนสนับสนุนทำรัฐธรรมนูญปลอมว่า ขอตั้งคำถามให้คนไทยช่วยกันพิจารณา 5 ข้อคือ

1. ถ้าเห็นว่ามีการทำรัฐธรรมนูญปลอม เหตุใดไม่นำมาเปิดเผยให้สังคมเห็นว่าปลอมอย่างไร หรือเป็นเพียงความเห็นแตกต่างในสังคม

2. การระบุว่ามีนายทุนสนับสนุนนั้น หาตัวพบหรือยัง และหากมีการทำเอกสารปลอมจริงต้องใช้เงินทุนมากมายเลยหรือ

3. แทนที่จะจุดประเด็นมีรัฐธรรมนูญปลอม เหตุใดไม่เร่งชี้แจงเนื้อหาจริงผ่านสื่อต่างๆให้มากขึ้น และเชิญคนเห็นด้วยและเห็นต่างออกทีวีพร้อมกัน

4. ไม่เชื่อว่าจะมีใครมีศักยภาพเคลื่อนไหวล้มประชามติ เพราะฝ่ายผู้มีอำนาจมีทั้งกฎหมาย และเจ้าหน้าที่รัฐทั้งประเทศ ใครจะได้ประโยชน์อะไรจากการล้มประชามติ

5. ใครจะได้ประโยชน์จากความไม่สงบ ความขัดแย้งหรือความสับสนวุ่นวายในสังคม ขณะนี้สถานการณ์ในประเทศไทยมีอะไรบ่งชี้ว่าไม่สงบ หรือเป็นเพียงวาทกรรมเท่านั้น ถ้าเราเคารพการตัดสินใจของคนไทยทั้งประเทศ เปิดพื้นที่เสรีภาพ ลดการกล่าวหาหรือวาทกรรมทางการเมืองลง ประเทศจะเดินหน้าเร็วขึ้นกว่านี้

เหน็บ คสช.–กกต.หยุดมโน รธน.เก๊

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขอให้ คสช. และ กกต. เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบการกระทำความผิดก็ดำเนินคดี ไม่ควรนำประเด็นมาขยายดิสเครดิตกันทางการเมือง ลักษณะมโน จับแพะชนแกะ การบอกว่าพบที่ จ.เชียงใหม่ พยายามจะเชื่อมโยงไปถึงใครหรือไม่ เหตุใดไม่ตรวจสอบว่า จ.สุราษฎร์ธานี จ.ตรัง จ.สงขลา มีเอกสารร่างรัฐธรรมนูญปลอมหรือไม่ การเปิดประเด็นนี้เหมือนใช้วิชามารแบบโลว์คอส ทำงานการเมืองแบบโบราณ ทำลายบรรยากาศประชามติให้เสียไปหรือไม่ ไม่มีความจำเป็นที่ฝ่ายการเมืองจะไปทำร่างรัฐธรรมนูญปลอมให้เสียเวลา ขนาดไม่เห็นฉบับจริงประชาชนยังตัดสินใจได้แล้ว

“ปึ้ง” รับไม่ไหวเสนอเลื่อนประชามติ

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและ รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่า การทำประชามติครั้งนี้น่าห่วงว่าประชาชนไม่มีโอกาสรับรู้ข้อดีข้อเสียร่างรัฐธรรมนูญ และผลโพลล่าสุดชี้ชัดว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ อยากถามกกต. กรธ. กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม ว่าเงินที่ใช้จ่ายประชาสัมพันธ์ อบรมครู ก ข ค นักศึกษา ทหาร กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมถึงเบี้ยเลี้ยง เบี้ยประชุมที่แจกจ่ายไปแล้วนั้นเป็นเงินเท่าใด เป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหรือไม่ การที่ กรธ.จะทำสรุปย่อร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับให้เหลือ 9 ข้อ แจกจ่ายประชาชนโค้งสุดท้ายนั้น มีคำถามว่าถูกต้องหรือไม่ เหมือนโฆษณาชวนเชื่อมากกว่า ถ้าตนเป็นนายกฯอาจตัดสินใจเลื่อนวันการทำประชามติออกไปก่อน จนกว่าประชาชนจะเข้าใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญให้ถ่องแท้ ไม่ใช่เอาอนาคตประเทศมาทำเล่นๆ เหมือนขายขนมเด็กเล่นแบบนี้

“วัฒนา” สมเพชเผด็จการรังแกเด็ก

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊ก หัวข้อ “เผด็จการเผด็จโกง” ว่า สมเพชที่เห็นเผด็จการและสมุนบริวารพากันกล่าวหาเด็กที่รณรงค์เผยแพร่ความเห็นไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ถึงขนาดบอกเป็นร่างรัฐธรรมนูญปลอม มีผู้ให้ทุนอยู่เบื้องหลัง จะสั่งสอบท่อน้ำเลี้ยงพวกต้านรัฐธรรมนูญ ไม่ได้สำนึกว่า สิ่งที่เด็กกำลังต่อสู้เรียกร้องคือประชาธิปไตย ที่แย่ไปกว่านั้นคือการให้ กรธ. ที่เป็นผู้ร่าง รัฐธรรมนูญและมีส่วนได้เสียออกไปชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ ถือเป็นผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ห้ามอีกฝ่ายแสดงความเห็น นิสิตนักศึกษาที่ต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพถูกจับกุมดำเนินคดี ทำกันถึงขนาดนี้ยังไม่มีความอาย ถ้าสะกดคำว่าละอายไม่เป็น ลองเหลือบดูชายกระโปรงนิสิตหญิงรุ่นหลาน ที่ถูกชายชาติทหารอุ้มใส่รถไปขึ้นศาลทหารเพราะต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย เผื่อสำนึกความเป็นคนจะกลับมาบ้าง ถ้าจะหาผู้สนับสนุนไม่ต้องเสียเวลามาก เพราะทุกคนที่รักประชาธิปไตย รวมทั้งตน พร้อมให้การสนับสนุนเด็กทั้งสิ้น ถ้าจะรับบริจาคเพิ่มขอให้บอกมา ยินดีสนับสนุน มีปัญหาอะไรมั้ย

“จตุพร” ห่วงโกงล็อกคะแนนทุกพื้นที่

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์หัวข้อ “ไม่เห็นหัวประชาชน” ว่า การเขียนรัฐธรรมนูญภายใต้อำนาจกระบอกปืน อำนาจไม่มีวันอยู่กับประชาชน และจะเป็นการทำประชามติที่สร้างปัญหาในอนาคต ขณะนี้สิ่งที่น่าห่วงคือ การโกงประชามติ ถ้ามีการวางเป้าคะแนนในแต่ละจังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน จะมีพื้นที่ใดทำไม่ได้บ้าง เพราะในหน่วยลงประชามติ ทั้งกรรมการในหน่วยและหน้าหน่วย ล้วนแต่เป็นกลไกของศูนย์รักษาความสงบทั้งสิ้น ทุกขั้นตอนเป็นคนในกระบวนการเดียวกันหมดที่อยู่ในโครงสร้างของศูนย์รักษาความสงบ ไม่มีคนของประชาชน ฝ่ายไม่รับร่างไปสังเกตการณ์ได้ จะเป็นการทุจริตประชามติที่มโหฬารที่สุด ถ้ารัฐธรรมนูญผ่าน คำถามพ่วงก็จะผ่าน ทำให้ ส.ว.เป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่สุด และได้นายกฯคนนอก ดังนั้นไม่ควรรีบเลือกตั้ง ถ้ารีบเลือกตั้งก็เท่ากับรีบแพ้ ไม่มีประโยชน์อะไรกับการเลือกตั้งที่อำนาจไม่ได้เป็นของประชาชน ไม่เห็นหัวประชาชน ยอมรับว่ากลไกทั้งหมด ทำให้โอกาสชนะเรายาก แต่วาดหวังว่าพลังของประชาชนจะช่วยพลิกเปลี่ยนวิกฤติครั้งนี้

หยัน “สมคิด” บ้อท่าแก้เศรษฐกิจ

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวถึงผลงานการบริหารเศรษฐกิจของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี หลังทำงานครบ 1 ปีว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังลำบากมาก ไม่รู้สึกว่า เศรษฐกิจดีขึ้น มีแต่เสื่อมถอยมาตลอด อยากให้ทีมเศรษฐกิจตอบ 7 คำถามดังนี้ 1. ได้แก้ปัญหาการส่งออก การลงทุนที่มีทิศทางเสื่อมถอยกว่ารัฐบาลที่แล้วอย่างไร 2. สามารถฟื้นเศรษฐกิจได้หรือไม่ เหตุใดคนส่วนใหญ่เชื่อคำพูดของนายวีรพงษ์ รามางกูร อดีต รองนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่าเศรษฐกิจไทยทรุดเป็นรูปตัวแอล หางลากยาว 3. การที่โตโยต้าประกาศลดคนงานในไทย 800-900 คน ตอกย้ำว่าเศรษฐกิจเสื่อมถอยใช่หรือไม่ 4. การทำรถไฟความเร็วสูงระยะทาง 3.5 กิโลเมตร ช่วยพัฒนาระบบขนส่งไทยอย่างไร 5. เหตุการณ์ Brexit ที่อังกฤษมีประชามติออกจากอียู ไม่กระทบเศรษฐกิจไทยจริงหรือ 6.เหตุใดผลงานบริหารเศรษฐกิจของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจในปัจจุบันจึงแย่กว่าสมัยที่อยู่พรรคไทยรักไทย 7. รัฐธรรมนูญใหม่ที่ประชาคมโลกไม่เชื่อมั่น และสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ มีข้อท้วงติง 11 ข้อ จะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นได้หรือไม่ ทีมเศรษฐกิจต้องวิเคราะห์ว่าปัญหาเกิดจากการหมดฝีมือการบริหาร สภาวะทางการเมืองไม่ใช่ประชาธิปไตย หรือปัญหาของผู้นำ เชื่อว่าหากประเทศกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยเมื่อใด รัฐบาลระบอบประชาธิปไตยจะฟื้นเศรษฐกิจได้แน่นอน

“สุเทพ” อวยศาล รธน.ผ่าทางตัน

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์เป็นวันที่ 17 ถึงเหตุผลสนับสนุนรัฐธรรมนูญ ระบุเกี่ยวกับศาลรัฐธรรมนูญว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้บัญญัติไว้ดีมาก กำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญร่วมกับองค์กรอิสระเป็นผู้กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมเพื่อใช้บังคับกับศาลรัฐธรรมนูญเอง รวมถึงองค์กรอิสระ ส.ส. ส.ว. และคณะรัฐมนตรี โดยให้ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นเจ้าภาพจัดประชุมกับประธานสภาผู้แทนฯ ผู้นำฝ่ายค้าน ประธานวุฒิสภา นายกฯ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ประธานองค์กรอิสระร่วมกันวินิจฉัยหาทางออกในกรณีประเทศเกิดวิกฤติ ฉะนั้น ไม่มีอะไรน่ากลัวสำหรับประชาชน แต่สำหรับนักการเมืองบางคนบางฝ่ายอาจจะกลัว

ปชป.จี้ กรธ.แจ้งความอย่าพูดลอยๆ

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี กรธ. ออกมาเปิดเผยถึงการแจกร่างรัฐธรรมนูญปลอมที่ จ.เชียงใหม่ ว่าการปลอมรัฐธรรมนูญและบิดเบือนเนื้อหาสาระร่างรัฐธรรมนูญถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่ควรเกิดขึ้น จึงขอเรียกร้องให้ กรธ. และ กกต. ทำเรื่องนี้ให้เกิดความกระจ่าง ว่ารัฐธรรมนูญถูกปลอมแปลงอย่างไร มีการบิดเบือนเนื้อหาสาระหรือนำเสนอข้อมูลอันเป็นเท็จแบบไหน และถ้าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายก็ควรดำเนินคดีอย่างจริงจัง

“การพิมพ์รัฐธรรมนูญปลอมขึ้นมาและแจกจ่ายต่อสาธารณชนไปจนถึงมือ กรธ.ได้ น่าจะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากในการตรวจสอบว่าพิมพ์ที่ไหน ใครเป็นผู้ว่าจ้าง วงเงินเท่าไหร่ ในเมื่อ กรธ.ยืนยันว่ามีหลักฐานจริงก็ควรเอาไปแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงมากกว่าการกล่าวอ้างกันลอยๆ แต่หากไม่ดำเนินการตามกฎหมาย จะทำให้สังคมเคลือบแคลงสงสัยได้ว่า กรธ.ปูดประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญปลอมขึ้นมา มีเจตนาแอบแฝงหวังผลอย่างหนึ่งอย่างใดที่ไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือไม่”

“มาร์ค” เผยคนไม่รับเยอะแต่ไม่พูด

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่อาคารบางกอกทาวเวอร์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บรรยายพิเศษหัวข้อ “ประชามติเปลี่ยนไทย เปลี่ยนโลก” ในโอกาสครบรอบ 5 ปี ของสถานีโทรทัศน์ฟ้าวันใหม่ ตอนหนึ่งว่า การออกเสียงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. มีการถกเถียงกันมากว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านหรือไม่ผ่านจะเกิดอะไรขึ้น ตนไม่เคยเชื่อว่าจะกำหนดอนาคตล่วงหน้าได้ แต่อยู่ที่ประชาชนทุกคนจะกำหนดว่าหลังประชามติแล้วประเทศไทย หรือโลกจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร ขณะเดียวกันไม่เชื่อว่าเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญจะแก้ปัญหาต่างๆได้ แต่ขึ้นอยู่กับคนในสังคมที่ต้องเป็นผู้แก้ไข วันนี้พบว่าคนจำนวนมากที่จะไม่รับร่างรัฐธรรมนูญแต่ไม่พูด แต่เชื่อว่าแม้รัฐธรรมนูญไม่ผ่าน บ้านเมืองก็ยังคงเดินหน้าได้ และถ้าไม่ผ่านนายกฯและคณะต้องบอกสังคมว่าจะทำอย่างไร

ชง 3 ทางพลิกเปลี่ยนประเทศ

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ขอเสนอ 3 แนวทางในการเปลี่ยนประเทศไทย คือ 1.การเมืองที่แก้ปัญหาประเทศ ตอบโจทย์คนไทยทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง และการเมืองที่ดีขึ้น 2.คนที่เข้ามาแก้ปัญหาต้องซื่อสัตย์สุจริต 3.การเมืองที่ไม่มีการยุยง ปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้ง ทั้งนี้ เห็นว่ารัฐบาล คสช.มีผู้ที่มีความสามารถ และตั้งใจดี แต่ยังแก้ปัญหาไม่ตรงจุด เช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจ เงินถึงแค่ผู้นำชุมชนกับผู้รับเหมาไม่ถึงประชาชน เป็นบทเรียนว่า นอกจากมีคนเก่งและตั้งใจดีแล้ว ต้องเอาคนที่เข้าถึงประชาชนมาร่วมแก้ปัญหา พร้อมพิจารณาความล้มเหลวในอดีต และต้องทำให้สังคมไทยร่วมกันผลักดันว่า คนที่เข้ามาบริหารประเทศแม้จะมีคนเห็นต่าง แต่ต้องไม่สร้างความรุนแรง ความเกลียดชัง แตกแยก

ตั้งโจทย์พิชิตจน จับมือข้ามพรรค

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ใครที่บอกว่าพรรคการ เมืองอยู่เฉยๆ ให้รอการเลือกตั้งเป็นการตอกย้ำความล้มเหลวการเมืองไทยในอดีต นักการเมืองต้องคิดนโยบายเปลี่ยนประเทศรับมือกับปัญหา เป็นสิ่งที่พวกเราพยายามทำอยู่ตอนนี้ ตั้งใจว่าจะออกชุดนโยบายที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าและนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนเป็นภารกิจพิชิตจน จับมือส่วนท้องถิ่น สื่อมวลชน ภาคประชาชน รวมถึงนักการเมืองข้ามพรรคเพื่อแก้ปัญหาประชาชนจึงจะเปลี่ยนแปลงประเทศได้

จี้พวกหนีคดีต่างแดนกลับมารับโทษ

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ รวมถึงแกนนำคนเสื้อแดงอีกกว่า 40 คนที่หลบหนีคดีต่างๆในต่างประเทศให้เดินทางกลับประเทศไทยเพื่อรับโทษตามกฎหมาย ส่วนตัวขอชื่นชมนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำ นปช. ที่กล้าหาญเข้ามอบตัวรับโทษตามที่ศาลตัดสิน ไม่ใช้การลบล้างความผิดหรือออกกฎหมายนิรโทษกรรม ส่วนบรรดา นปช. และเครือข่ายที่หนีคดี นายทักษิณไม่ได้ให้ความสำคัญ หากไม่กลับประเทศไทย คงต้องหนีตลอดชีวิต และเมื่อหมดทุนก็ไม่มีคนดูแลเช่นเดียวกับนายขวัญชัย เข้าภาษิตเสร็จนาฆ่าโคถึก ดังนั้น การกลับมารับโทษจะเป็นทางเดินเข้าสู่ความปรองดองเพราะทุกคนต้องอยู่ใต้กฎหมายเดียวกัน

กกต.เร่งรณรงค์ช่วงโค้งสุดท้าย

นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. เปิดเผยว่า ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึงวันออกเสียงประชามติ กกต.จะเร่งการประชาสัมพันธ์และรณรงค์ผ่านทุกช่องทางเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเกิดความตื่นตัว ส่วนยอดผู้มาใช้สิทธิออกเสียงครั้งนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ กกต.ตั้งไว้หรือไม่ ยังไม่รู้ แต่จะพยายามรณรงค์อย่างเต็มที่ จากการลงพื้นที่ตรวจความพร้อมตามจังหวัด ต่างๆ ได้รับการยืนยันจากประชาชนว่าจะออกมาใช้สิทธิในวันที่ 7 ส.ค.อย่างแน่นอน หลังจากนี้ กกต.จะเร่งทยอยจัดส่งจุลสารการออกเสียงประชามติหรือบุ๊กเล็ต ไปตามครัวเรือนต่างๆ เพื่อจะได้เป็นข้อมูลต่อการตัดสินใจลงประชามติ ส่วนประชาชนจะออกเสียงทิศทางใดขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแต่ละคน

ไม่กังวลปมไอลอว์ยื่นศาล ปค.

นายศุภชัยกล่าวถึงกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดเตรียมนัดไต่สวนกรณีที่กลุ่มโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ ยื่นฟ้องศาลปกครอง สูงสุดเพื่อขอให้เพิกถอนประกาศ กกต.เรื่องหลักเกณฑ์วิธีการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2559 ว่า ส่วนตัวไม่มีความกังวล เพราะคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญผูกพันทุกองค์กรอยู่แล้ว และประการสำคัญประกาศฉบับนี้เขียนขึ้นโดยล้อมาจาก พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559 เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามาตรา 61 วรรคสองไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) มาตรา 4 จึงไม่จำเป็นต้องมีความกังวลแต่อย่างใด

หารือ กรธ.13 ก.ค. เร่งสปีดพีอาร์

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง เผยว่าวันที่ 13 ก.ค. กกต.จะหารือร่วมกับกรธ. ส่วนตัวมีข้อเสนอสองประเด็นคือ 1.แนวทางในการที่จะส่งเสริมให้ประชาชนรับรู้เนื้อหาอย่างกว้างขวางทั่วถึงในเวลาที่เหลืออยู่ 2.แนวทางสร้างบรรยากาศส่งเสริมประชาชนตื่นตัวแสดงความเห็นต่อสาธารณะภายใต้หลักการที่ว่าไม่เท็จ ไม่หยาบคายและไม่ ปลุกระดม สำหรับประเด็นเกี่ยวกับเอกสารเห็นแย้งที่จัดทำโดยกลุ่มนักศึกษานั้น ได้มีความเห็นเบื้องต้นไปแล้วว่าไม่หยาบคาย ไม่ปลุกระดม แต่จะมีข้อความเท็จหรือไม่ กรธ.ต้องเป็นฝ่ายชี้ว่าหน้าไหนบรรทัดไหนเป็นเท็จ หากแจ้งเป็นทางการต่อ กกต.ก็พร้อมที่จะดำเนินคดีทันที แต่ถ้าล่าช้าตนอาจจะดำเนินคดีส่วนตัวก็ได้

แนะร้อง กกต.หากพบทหารชี้นำ

นายสมชัยยังกล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่ามีทหารออกไปชี้นำให้ประชาชนภาคเหนือและภาคอีสานรับร่างรัฐธรรมนูญว่า ยังไม่ทราบรายละเอียด แต่หากประชาชนหรือผู้ใดพบเห็นการกระทำลักษณะดังกล่าวก็สามารถแจ้งเรื่องมาที่ กกต.หรือแจ้งผ่านแอพพลิเคชั่นตาสับปะรดได้ กกต.จะได้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิด กฎหมายได้

11 ก.ค. กรธ.–กกต.ถกปมบิดเบือน

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ. กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบการเผยแพร่เอกสารที่มีการบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ว่า วันที่ 11 ก.ค. คณะอนุกรรมการจัดทำเนื้อหาในการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายศุภชัย ยาวะประภาษ เป็นประธาน จะพิจารณาว่าสิ่งที่ได้รับมาเป็นหลักฐาน อาทิ เอกสารและสิ่งพิมพ์ รวมทั้งคลิปวีดิโอ มีเนื้อหาความเห็นแย้งที่เป็นเหตุเป็นผล สามารถนำเสนอได้ หรือเป็นการนำเสนอข้อความอันเป็นเท็จ ไม่ครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ ขณะเดียวกัน จะเชิญตัวแทนจาก กกต.มาหารือ เพื่อหาแนวทางว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะหากปล่อยไว้อาจจะมีผลเสียต่อประชาชนได้ โดยเฉพาะคนทั่วไปที่ไม่รู้เรื่อง อาจฟังข้อมูลที่ไม่ตรง ทำให้แยกไม่ถูกว่าสิ่งใดเป็นความเห็นแย้งที่น่ารับฟังแบบสุจริต หรือสิ่งใดเป็นการบิดเบือนและปลุกระดม

มท.1 ยังไม่พบเคลื่อนไหวป่วน

ที่ศูนย์เยาวชนกรุงเทพ ไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการรายงานการเคลื่อนไหวทางการเมือง หลังจากที่มีการตั้งศูนย์รักษาความสงบประชามติ ว่า ยังไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรที่เป็นนัยสำคัญ เมื่อถามถึงกรณีการเผยแพร่เอกสารบิดเบือนเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.อนุพงษ์ ตอบว่า อยากให้สังคม และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องช่วยกันดู อีกทั้งเรามีครู ก ครู ข และครู ค รวมถึงเอกสารที่ติดไว้ในสถานที่ราชการให้ศึกษา หากจะบิดเบือนจริงก็ช่วยประชาสัมพันธ์กัน หากปล่อยไว้ก็ไม่รู้ว่าประเทศชาติจะเป็นอย่างไร ทั้งนี้ หากกระทำความผิดต้องดำเนินการตามกฎหมาย เมื่อถามถึงผลโพลที่ออกมาว่าประชาชนยังไม่เข้าใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ ควรต้องเน้นย้ำครู ค ลงพื้นที่เพื่อชี้แจงประชาชนหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่าเรายังมีเวลาเหลือ จะต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชน

คนในกังวลไปเองต่างชาติเข้าใจดี

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงการทำประชามติของประเทศไทยในสายตานานาประเทศว่า การทำประชามติถือเป็นเรื่องภายในประเทศ แต่ละประเทศก็ทำกันอยู่เป็นเรื่องปกติ ดังนั้น จึงไม่มีประเทศใดแสดงความกังวลในการทำประชามติของไทย เพราะเป็นเรื่องที่ต่างชาติเข้าใจดีอยู่แล้ว สำหรับการทำประชามติในไทยเป็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ มีเป้าหมายให้ประชาชนตัดสินใจด้วยตัวเอง จึงขึ้นอยู่กับข้อวินิจฉัยของแต่ละบุคคล ส่วนที่เลขาธิการสหประชาชาติ (ยูเอ็น) แสดงความเป็นห่วงเรื่องการแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญก่อนทำประชามตินั้น ตนเพิ่งกลับมาจากการประชุมยูเอ็น ซึ่งยูเอ็นไม่ได้สนใจและสอบถามถึงประเด็นนี้ มีแต่คนในประเทศเรากังวลกันไปเอง และมีการบิดเบือนกันมาก ผู้แทนหลายคนที่เคยมาไทย ชื่นชมไทย ไม่พบว่ามีความวุ่นวาย จึงสงสัยว่าเหตุใดจึงมีข่าวไม่สงบในประเทศไทยอยู่เนืองๆ ทั้งที่ความจริงคนก็ใช้ชีวิตอย่างปกติสุข

คสช.ขู่ไปพบ “ทักษิณ” อาจไม่ได้กลับ

ผู้สื่อรายงานว่า หลังมีกระแสข่าวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมจัดงานวันเกิดครั้งใหญ่ อายุครบ 67 ปี ในวันที่ 26 ก.ค. ที่ฮ่องกง ทำให้แกนนำและสมาชิกพรรคเพื่อไทย รวมถึงแกนนำ นปช.บางส่วน รวมหลายร้อยคน เตรียมเดินทางไปร่วมงานวันเกิดของอดีตนายกฯ เพราะคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 25/2559 ได้ยกเลิกการห้ามบุคคลเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ทำให้นักการเมืองสามารถเดินทางออกนอกประเทศไทยได้อิสระ หลังถูกจำกัดสิทธิร่วม 2 ปี โดยเตรียมโรงแรมขนาดใหญ่ไว้รองรับนั้น ล่าสุดเมื่อหน่วยข่าว คสช.ทราบเรื่องจึงได้แจ้งเตือนคนที่จะไปร่วมงานว่าไม่อยากให้เดินทางกันไปเป็นจำนวนมาก เพราะจะทำให้เกิดกระแสทางการเมือง โดยเฉพาะช่วงใกล้ถึงวันลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. และหากเดินทางออกไปกันเป็นจำนวนมากอาจจะไม่สามารถเดินทางกลับเข้ามาประเทศไทยได้ ทำให้บรรดานักการเมืองไม่กล้าเสี่ยงเดินทางไปในครั้งนี้ นายทักษิณจึงตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการยกเลิกการจัดงานวันเกิดที่ฮ่องกง และไปจัดงานวันเกิดเฉพาะครอบครัวที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีนแทน เพื่อลด
แรงเสียดทานทางการเมือง

โพลชี้คนยังไม่ตัดสินใจประชามติ

ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เผยผลการสำรวจความคิดเห็นประชาชน อายุ 18 ปีขึ้นไปทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 5-6 ก.ค. จำนวน 1,500 หน่วยตัวอย่าง ถึงการตัดสินใจลงประชามติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ 2559 พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 64.94 ยังไม่ตัดสินใจ ขณะที่มีผู้ระบุจะไปลงมติรับร่าง รธน. ร้อยละ 26.33 และไม่รับร่าง รธน.ร้อยละ 6.20 ส่วนอีกร้อยละ 2.53 ระบุจะไปใช้สิทธิ์ แต่ไม่มีมติไปทางใดทางหนึ่งอย่างชัดเจน เมื่อถามถึงการตัดสินใจเกี่ยวกับข้อเสนอการให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) สรรหา ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี มีสิทธิร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) โหวตเลือกนายกรัฐมนตรี พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 56.73 ยังไม่ตัดสินใจ ร้อยละ 24.87 จะลงมติเห็นด้วย และร้อยละ 17.60 จะไปลงมติไม่เห็นด้วย

ชาวบ้านยังหนักใจปัญหาการเมือง

ด้านสวนดุสิตโพล สำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง การเมืองไทย ณ วันนี้ ระหว่างวันที่ 4-9 ก.ค. จำนวน 1,295 ตัวอย่าง โดยอันดับ 1 ร้อยละ 79.69 เห็นว่า นักการเมืองขาดความสามัคคี อันดับ 2 ร้อยละ 75.52 ปัญหาการเมืองส่งผลกระทบในทุกด้าน โดยเฉพาะเศรษฐกิจ อันดับ 3 ร้อยละ 68.73 ยังมีการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการต่างๆ อันดับ 4 ร้อยละ 64.40 กำลังจะมีการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ อันดับ 5 ร้อยละ 57.61 การเมืองวันนี้ดีกว่าที่ผ่านมา เมื่อถามว่าเปรียบเทียบการเมืองไทยก่อนที่จะมีรัฐประหารกับการเมืองไทย ณ วันนี้ เป็นอย่างไร? อันดับ 1 ร้อยละ 46.87 ดีขึ้น เพราะไม่มีการชุมนุมประท้วง อันดับ 2 ร้อยละ 29.58 เหมือนเดิม เพราะยังมีปัญหาความขัดแย้ง อันดับ 3 ร้อยละ 23.55 แย่ลง เพราะยังไม่มีการเลือกตั้ง

เซ็งความขัดแย้งแตกแยกยังอยู่

สำหรับสิ่งที่การเมืองไทยวันนี้ดีขึ้น คือ อันดับ 1 ร้อยละ 81.62 บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไม่มีการเคลื่อนไหวชุมนุมประท้วง อันดับ 2 ร้อยละ 80.93 รัฐบาลควบคุมดูแลเข้มงวด อันดับ 3 ร้อยละ 74.59 กำลังเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น มีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ กำลังจะมีการเลือกตั้ง ส่วนคำถามที่ว่า สิ่งที่การเมืองไทยวันนี้แย่ลงคือ อันดับ 1 ร้อยละ 78.74 อยู่ภายใต้รัฐบาลทหารไม่สามารถแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้เท่าที่ควร อันดับ 2 ร้อยละ 62.70 เป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง กระทบต่อภาพลักษณ์ในสายตาต่างชาติ อันดับ 3 ร้อยละ 60.12 ไม่มีการคานอำนาจ และสิ่งที่การเมืองไทยวันนี้ยังเหมือนเดิม อันดับ 1 ร้อยละ 87.34 ยังคงมีความขัดแย้งแตกแยก อันดับ 2 ร้อยละ 78.38 เห็นแก่พวกพ้อง อำนาจและผลประโยชน์ส่วนตน อันดับ 3 ร้อยละ 72.59 พฤติกรรมนักการเมืองยังเหมือนเดิม วิพากษ์วิจารณ์ ไม่รับฟังความคิดเห็น

ยังอุบมติ ม. 7 พ.ร.บ.คณะสงฆ์

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 11 ก.ค. เวลา 11.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังประชุมคณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เสร็จสิ้นแล้ว ตนจะชี้แจงต่อสื่อมวลชนถึงมติคณะกรรมการกฤษฎีกา หลังได้รับบันทึกมติการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา กรณีที่มีผู้ร้องเรียนให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ตีความกฎหมายในมาตรา 7 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่แล้ว เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา

“วิลาศ” จับพิรุธ กทม.ซื้อรถดับเพลิง

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร แถลงถึงปัญหาการทุจริตในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ว่า ล่าสุด กทม.ได้จัดซื้อรถกู้ภัยขนาดเล็กจำนวน 20 คัน ราคาคันละเกือบ 8 ล้านบาท แบ่งเป็นตัวรถ 2.5 ล้านบาท นอกนั้นเป็นค่าอุปกรณ์ดับเพลิง รวมวงเงิน 160 ล้านบาท มีสิ่งผิดปกติคือ 1.ซื้อผ่านบริษัททีเจ เอ็นจิเนียริ่ง ซึ่งเป็นบริษัทลูกในเครือของบริษัทริเวอร์ เอ็นจิเนียริ่ง เจ้าประจำขาใหญ่ใน กทม. โดยทั้งสองบริษัทนี้ร่วมยื่นประมูลซอง ตนกำลังตรวจสอบความเกี่ยวข้องของสองบริษัทนี้ 2.ส่วนสเปกรถมีปัญหามากคือ เป็นรถพวงมาลัยซ้าย เหมือนดัดแปลงจากเอทีวี มาต่อใส่กระจกติดตั้งเครื่องดับเพลิง ห้องโดยสารไม่มีแอร์ ตัวถังรถเป็นไฟเบอร์ ไม่ใช่เหล็กหรือวัสดุกันไฟ ส่วนประตูเป็นพลาสติก ขนาดเท่ารถกะป๊อวิ่งในซอย

ยื่น สตง.–ป.ป.ช.สอบโครงการบาป

นายวิลาศกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังพบว่าชุดระบบดับเพลิงที่ติดตั้งในรถมีอุปกรณ์แต่ละอย่างมาจากประเทศที่ต่างกัน 10 ประเทศ และมีราคาแพงเกินจริง ขณะนี้มีการส่งมอบรถไปแล้ว 20 สถานีดับเพลิงจากทั้งหมด 35 แห่ง และจะมีการสั่งการจัดซื้อเพิ่มอีก 15 คันโดยใช้เงินจากงบฯปี 2560 จึงขอให้ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. และผู้เกี่ยวข้องทบทวน โดยตนจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเพื่อยื่นต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภายในสัปดาห์หน้า รถอย่างนี้ขายตน 3 แสนยังไม่ซื้อเลย ถือเป็นโครงการบาปเนื่องจากเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประชาชน

ปลดออก “คุณวุฒิ” สร้างสภาฯอืด

ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า หลังจากนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงนามคำสั่งให้ออกและไล่ออกข้าราชการระดับสูงของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร 2 ราย เนื่องจากละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนสร้างความเสียหายแก่ราชการนั้น ล่าสุดมีการเผยแพร่คำสั่งการลงโทษข้าราชการทั้งสองรายดังนี้ 1.คำสั่งสนช.ที่ 106/2559 เรื่องลงโทษปลดออกนายคุณวุฒิ ตันตระกูล รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานกรรมการบริหารจัดการดินการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ กรณีการขนย้ายมูลดินออกจากพื้นที่ก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ล่าช้า โดยมีพฤติการณ์ไม่เอาใจใส่และปล่อยปะละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ส่งผลกระทบต่อการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ ทำให้ต้องขยายอายุสัญญาให้ผู้รับจ้างก่อสร้างอีก 387 วัน และยังทำให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทน ราษฎรต้องเช่าอาคารของเอกชน เพื่อใช้เป็นที่ทำการ เพื่อรอการก่อสร้างอาคารรัฐสภาใหม่ให้แล้วเสร็จ ซึ่งเป็นผลมาจากการกระทำของนายคุณวุฒิ ทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อราชการ อันเป็นการทำผิดวินัยร้ายแรงฐานไม่รักษาผลประโยชน์ทางราชการทำให้เกิดความเสียหายร้ายแรงตามกฎ ก.ร.ว่าด้วยวินัยข้าราชการสามัญ พ.ศ.2555 ข้อ 2 (5) และข้อ 6 (7) สมควรได้รับโทษปลดออก มีผลตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค.นี้ โดยท้ายคำสั่ง สนช.ให้สิทธิผู้ถูกลงโทษมีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.ร. ภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับคำสั่งลงโทษ

ไล่ออก“สมชาติ” ให้ยืมเงินมิชอบ

2.คำสั่ง สนช.ที่ 107/2559 เรื่องลงโทษไล่ออก นายสมชาติ ธรรมศิริ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานกรรมการสโมสรรัฐสภา และรองประธานกรรมการจัดสร้างวัตถุมงคล (หลวงปู่ทวด) ทำผิดวินัยร้ายแรง กรณีใช้ตำแหน่งประธานกรรมการสโมสรรัฐสภาลงนามอนุมัติให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรยืมเงินสโมสรรัฐสภา 3,450,578 บาท ใช้จัดสร้างวัตถุมงคล โดยไม่มีอำนาจและกฎหมายรองรับ เนื่องจากการแต่งตั้งกรรมการสโมสรรัฐสภาดังกล่าวไม่ผ่านการดำเนินงานจากกองงานกิจการทั่วไปของสำนักงานฯ จากการให้ยืมเงินดังกล่าวทำให้สโมสรรัฐสภาไม่ได้รับดอกเบี้ยเงินฝากจากธนาคาร และสร้างภาระให้สำนักงานเลขาธิการสภาฯต้องหาเงินมาชดใช้ ล่าสุดสโมสรรัฐสภาได้รับเงินคืนเพียง 506,199 บาท มีเงินที่ไม่ได้คืน 2,944,379 บาท การกระทำของนายสมชาติถือว่าใช้อำนาจมิชอบ ทำให้สโมสรรัฐสภา และสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เสียหายร้ายแรง ฐานไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย เป็นการทำผิดวินัยร้ายแรงตามกฎ ก.ร.ว่าด้วยวินัยข้าราชการสามัญ พ.ศ.2555 ข้อ 2 (2) และ (3) และข้อ 6 (1) และ (7) สมควรได้รับโทษไล่ออก มีผลตั้งแต่วันที่ 8 ก.ค.เป็นต้นไป ในท้ายคำสั่ง สนช.ให้สิทธิผู้ถูกลงโทษมีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.ร. ภายใน 30 วันนับแต่ได้รับคำสั่งลงโทษ

เจ้าตัวยื่นอุทธรณ์ยันบริสุทธิ์ใจ

ด้านนายสมชาติ ธรรมศิริ ปรึกษาด้านกฎหมาย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า เตรียมใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อกรรมการ ก.ร.เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจในการทำหน้าที่ เพราะการให้สำนักงานเลขาธิการสภาฯยืมเงินสโมสรรัฐสภา 3.4 ล้านบาท ไม่ได้ทุจริตหรือมีเจตนาไม่ชอบ เพื่อหวังได้เงินสโมสรรัฐสภาเป็นของตนเอง เพราะตามระเบียบสำนักงานเลขาธิการสภาฯ สโมสรรัฐสภาถือเป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับของสำนักงานฯ ไม่ใช่นิติบุคคลภายนอก สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้สร้างความเสียหายแก่งบประมาณราชการ การทำสัญญายืมเงินดังกล่าว มีการระบุว่า รายได้จากการจำหน่ายวัตถุมงคลจะนำไปชดใช้คืนให้สโมสรรัฐสภาเท่ากับเงินต้นที่ได้ยืม ส่วนกำไรที่ได้จากการจำหน่ายจะนำเข้ากองทุนสวัสดิการข้าราชการ ช่วยเหลือข้าราชการในสังกัด การนำเงินสโมสรรัฐสภาให้สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ยืมนั้น เคยเกิดขึ้นมาแล้วสมัยที่นายพิทูร พุ่มหิรัญ และนายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย เป็นเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร

2 พรรคใหญ่รุมฉะ กรธ. ปมร่างรัฐธรรมนูญปลอม เพื่อไทยจวก “มีชัย” ไม่ละอายข่มขู่ประชาชน จี้แบหลักฐานออกมาให้ชัด รวมทั้งนายทุนเบื้องหลัง อย่าเอาแต่มโนหากพบทำผิดให้ไปแจ้งความ อย่าเล่นเกมดิสเครดิต 11 ก.ค. 2559 07:49 11 ก.ค. 2559 07:50 ไทยรัฐ