วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ในหลวงผู้ทรงงานหนักตลอดการครองราชย์ 70 ปี

สงครามเอเชียมหาบูรพาที่บานปลาย กลายไปเป็นสงครามโลกครั้งที่ 2 ในช่วง ระหว่างปี พ.ศ.2482–2488 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงเกินกว่าใครจะคาดคิด โดย เฉพาะกับประเทศไทย ซึ่งถูกกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้ายึดพื้นที่ชายฝั่งภาคใต้ เพื่อ ใช้เป็นฐานทัพและทาง ผ่านไปสู่การ โจมตี อังกฤษ ยุโรป และสหรัฐอเมริกา ก่อนจะบีบบังคับให้ไทยต้องเข้าร่วมทำสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรด้วยนั้น

มีผลทำให้ประชาชนไทยจำนวนมากต้องทิ้งถิ่นที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกินเพื่อหนีภัยสงคราม ที่ดินหลายผืนถูกทิ้งร้าง ไม่มีการเพาะปลูก ทำให้ข้าวปลาอาหารขาดแคลน

นอกจากนี้ กรุงเทพฯและปริมณฑล ยังถูก ซ้ำเติม จากน้ำท่วมใหญ่ในปี พ.ศ.2485 สร้างความเสียหายซ้ำเติมมากขึ้น ไปอีก ทั้งกับสถานที่ราชการ บ้านเรือนประชาชน และพื้นที่ทำการเกษตรสำคัญๆ ของประเทศเกิดความเสียหายอย่างหนัก

วันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 หนึ่งปีหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ ในขณะที่ประชาชนคนไทยยังคงอยู่ในภาวะทุกข์เข็ญ ประเทศทั้งประเทศตกอยู่ในสภาพที่บอบช้ำและอ่อนแอ

 

ครั้นเมื่อทรงสำเร็จการศึกษา และเสด็จนิวัตกลับประเทศไทยเป็นการถาวรในปลายปี พ.ศ.2494 หรือ 5 ปีหลังสงครามสิ้นสุดลง แต่ประเทศชาติ และประชาชนคนไทยยังคงยากจนอดอยาก ต้องเข้าคิวขอปันอาหาร ทั้งยังเกิดโรคระบาดร้ายแรงไปทุกหย่อมหญ้า เนื่องจากรัฐบาลไม่มีเงินเพราะถูกศาลโลกพิพากษาให้ต้องชดใช้หนี้พันธกรณีของสงครามด้วยการยึดเงินทุนสำรองของประเทศ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงต้องทรงงานหนักนานัปการ เพื่อเร่งบรรเทาความทุกข์ยากของประชาชนอย่างต่อเนื่องยาวนาน นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา...

ศึกษาปัญหาประชาชนก่อนทรงงาน

การฟื้นฟูประเทศหลังสงครามโลกเป็นไปอย่างยากลำบาก การพัฒนาด้านต่างๆจำต้องพึ่งพิงเงินกู้ และเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก เกษตรกร และประชาชนผู้ยากไร้ได้รับความยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง แม้การส่งออกข้าวจะพอมีส่วนช่วยได้บ้าง แต่ท้ายสุดทุกประเทศก็ต้องประสบกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทั่วโลก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ ได้เสด็จเยี่ยมราษฎรทั่วทุกภาคเพื่อทรงรับฟัง และเรียนรู้ปัญหาที่แท้จริงของประชาชน

จากนั้นมา จึงได้พระราชทานโครงการพระราชดำริต่างๆจำนวนมากออกมาเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากแก่ประชาชน โดยในระยะเริ่มแรก ทรงมุ่งเน้นการสาธารณสุข และโภชนาการ เพื่อเป็นการช่วยแก้ไขปัญหาพื้นฐานที่ประเทศไทยประสบอยู่ในขณะนั้น เช่น ปัญหาปากท้อง และความอดอยากยากแค้นเมื่อทรงทดลองทำด้วยพระองค์เองจนสำเร็จแล้ว จึงจะพระราชทานพันธุ์ปลาหมอ (2496) ฟาร์มโคนมจิตรลดา (2504) และพันธุ์ปลานิล (2509) ฯลฯ ให้แก่ราษฎรของพระองค์

จากญี่ปุ่นมาไทย... ในน้ำมีปลาเสมอ

วันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2508 สมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโตะ ขณะดำรงพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร ทรงน้อมเกล้าฯถวายปลาน้ำจืด ในตระกูลทิลาเปียจำนวน 50 ตัว แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และทรงนำไปเลี้ยงไว้ที่บ่อปลาสวนจิตรลดา โดยมีกรมประมงดูแลในเรื่องการเพาะขยายพันธุ์ ซึ่งปรากฏได้ผลเป็นอย่างดี

เมื่อทรงเห็นว่า ปลานิลขยายพันธุ์แต่ละครั้งได้เป็นจำนวนมาก และใช้เวลาประมาณเพียงปีเศษในวันที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2509 จึงพระราชทานลูกปลานิลขนาด 3-5 เซนติเมตร จำนวน 10,000 ตัวให้แก่กรมประมงนำไปเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ที่แผนกทดลอง และเพาะเลี้ยงในบริเวณเกษตรกลางบางเขน จนถึงสถานีประมงต่างๆอีกจำนวน 15 แห่งทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยนำไปเพาะพันธุ์ต่อ กระทั่งถึงการปล่อยพันธุ์ปลาลงในแหล่งน้ำทั่วประเทศ

พระราชทานชื่อปลาชนิดนี้ว่า “ปลานิลจิตรลดา” ซึ่งสอดคล้องกับชื่อเดิม Nile Tilapia ลักษณะสีของปลามีสีดำ มีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ ย่อยง่าย และสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้แก่ประชาชนด้วย

สร้างงาน เงิน และเศรษฐกิจที่แท้จริง

เมื่อกรมประมงนำ “ปลานิล” พระราชทานไปแจกจ่ายแก่ราษฎร ปลานิลจึงถูกขยายพันธุ์ไปอย่างแพร่หลายทั่วประเทศ แม้เมื่อเสด็จพระราชดำเนินท้องถิ่นต่างๆ ก็จะทรงปล่อยพันธุ์ปลาน้ำจืดต่างๆ รวมถึงปลานิลในแหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อให้ประชาชนสามารถนำปลาเหล่านั้นไปทำเป็นอาหาร ในครัวเรือนได้ ไม่เกิดการอดอยากอีก

การเพาะพันธุ์ปลานิลเริ่มมีการบันทึกสถิติในปี พ.ศ.2517 นับจากนั้นมา ปลานิลหน้าฟาร์มได้สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรไม่น้อยกว่า 107,000 ล้านบาท

จนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีการผลิตปลานิลไม่น้อยกว่า 220,000 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่าหน้าฟาร์ม 12,000 ล้านบาท ปลานิลยังเป็นปลาน้ำจืดเพื่อการส่งออกที่มีศักยภาพสูงกว่าปลาชนิดอื่นๆด้วย

นอกจาก ปลานิล จะเป็นปลาที่ชาวไทยบริโภคกันมากที่สุดแล้ว ยังทำให้เกิดการมีงานทำแก่ประชาชนมากกว่าล้านคนในฟาร์มปลานิลที่มีอยู่ไม่ต่ำกว่า 300,000 แห่งทั่วประเทศ

“ปลานิล” สัญลักษณ์ครองราชย์ 70 ปี

แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะพระราชทานพันธุ์ปลานิลครั้งแรกเมื่อ 50 ปีมาแล้ว แต่ยังทรงสนพระราชหฤทัยพัฒนาคุณภาพของปลาที่ประชาชนจะเลี้ยง และบริโภคให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องตามลำดับ

เมื่อปลานิลขยายพันธุ์รวดเร็ว และออกไข่จำนวนมาก ทำให้ปลานิลในแหล่งธรรมชาติมีตัวที่เล็กเกินไป ในปี พ.ศ.2531 จึงทรงโปรดเกล้าฯให้กรมประมงพัฒนาสายพันธุ์ปลานิลใหม่ให้มีขนาดใหญ่ และแข็งแรงมากขึ้น

ปลานิลพันธุ์จิตรลดา 1 ได้รับการพัฒนาขึ้นในปี พ.ศ.2536 มีขนาดใหญ่กว่าปลานิลทั่วไปที่ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นกว่า 22% และอัตราการรอด 10%

ต่อมายังได้พัฒนา ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 2 ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 3 และ ปลานิลสายพันธุ์จิตรลดา 4 ในช่วงระหว่างปี 2540-2541 สายพันธุ์ปลานิลจิตรลดารุ่นใหม่นี้ ให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 40-45% และมีอัตรารอดเพิ่มมากขึ้นเฉลี่ย 24-35% ทั้งหมดนี้ทำให้สำนักพระราชวัง และรัฐบาลกำหนดให้ “ปลานิล” เป็นสัญลักษณ์แห่งการครองราชย์ 70 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ปลานิล ปลานิลแดง ปลาทับทิม

ปลานิลแดง สายพันธุ์ไทย เป็นลูกผสมระหว่างปลาหมอเทศ และปลานิล พบครั้งแรกในปี พ.ศ.2511 ณ สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดอุบลราชธานี ต่อมามีการคัดมาเพาะ และขยายพันธุ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงปล่อยพันธุ์ปลานิล สีแดงเพื่อเพาะขยายพันธุ์ในสวนจิตรลดา และได้พระราชทานชื่อปลาชนิดนี้ว่า “ปลานิลแดง”

การพัฒนาพันธุ์ปลานิลตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ใน พ.ศ.2531 กรมประมงร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือ AIT พัฒนาการใช้ฮอร์โมนธรรมชาติแปลงเพศปลาเพื่อลดการขยายพันธุ์ ให้มีตัวใหญ่ขึ้น ตรงกับความต้องการของตลาด ในปี พ.ศ.2532 ภาคเอกชน ยังริเริ่มการนำปลานิลจิตรลดาผสมข้ามพันธุ์กับปลานิลสายพันธุ์อื่นๆเพื่อให้ได้ลักษณะเด่นจนได้สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งเมื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายในปี 2541 ก็ได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า “ปลาทับทิม”

พระราชา “ประชารัฐ”

ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ผ่านมา การทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เป็นแรงบันดาลใจให้ทุกภาคส่วนของสังคม ทั้งส่วนราชการ ภาคเอกชนและประชาชนให้ดำเนินการตามรอยเบื้องพระยุคลบาทไปสู่เป้าหมายเดียวกัน นั่นคือ สร้างความมั่นคงของประเทศชาติ และความผาสุกให้แก่ประชาชน เกิดความร่วมมือในการสร้างสรรค์ สร้างพลังในการทำความดีเพื่อชาติ และเพื่อประชาชนทุกคนของประเทศ

งานที่เกิดขึ้นตามแนวพระราชดำริริเริ่มในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวางกับประเทศชาติ และประชาชน ดังเช่น “ปลานิลจิตรลดา” ที่เริ่มต้นด้วยการพระราชทานสู่ปวงชนชาวไทย และขยายผลโดยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ และประชาชน

“ปลานิลจิตรลดา” จึงนับเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แห่ง “พระราชาประชารัฐ” โดยแท้จริง

พระราชดำริเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับคนไทย เกิดขึ้นโดยพระราชประสงค์เบื้องต้น เพื่อให้ประชาชนได้บริโภคอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสำหรับพัฒนาร่างกาย และสติปัญญา เพื่อให้เป็นกำลังสำคัญในการสร้างชาติ โดยเฉพาะอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน เช่นเดียวกับปลาพันธุ์ต่างๆอย่างปลาหมอเทศ ปลานวลจันทร์ ฯลฯ

อาหารพระราชทานเหล่านั้น นอกจากจะทำให้เกิดการพัฒนาทางกายภาพตามพระราชดำริแล้ว ในเวลาต่อมา ยังกลายเป็นสินค้าที่เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ และเป็นต้นทางที่นำมาสู่อุตสาหกรรมหลักของประเทศที่เกี่ยวข้องกับด้านโภชนาการ เช่น อุตสาหกรรมต่อเนื่องจากโคนม ผักผลไม้เมืองหนาว และสินค้าแปรรูปต่างๆ เป็นต้นด้วย

“ปลานิล” เติบโตสู่อนาคต

ปัจจุบัน กรมประมงยังมีการแจกจ่ายลูกพันธุ์ปลานิลให้แก่เกษตรกรปีละกว่า 300 ล้านตัว ไม่รวม ฟาร์มเอกชนที่เพาะฟัก และอนุบาลเพื่อจำหน่ายอีกรวมกว่า 743 ฟาร์ม โดยมีกำลังการผลิตลูกพันธุ์ปลานิลรวมอยู่ที่ 8,713,415,832 ตัว (ข้อมูลรวม ณ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 : สำนักวิจัย และพัฒนาประมงน้ำจืด กรมประมง)

กรมประมงยังมีการแปรรูป “ปลานิล” ไปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ นอกเหนือจากการจำหน่ายปลาทั้งตัว อาทิ ปลานิลแช่แข็ง, เนื้อปลานิลแล่แบบฟิลเล่, เนื้อปลานิลบด, ตับและไข่,ปลานิลแห้ง และปลารมควันด้วย

ขณะที่หนังปลา มีการนำมาทำเป็นเครื่องหนัง ผลิตเป็นรองเท้า เข็มขัด กระเป๋า ถุงมือ ฯลฯ ซึ่งคุณสมบัติไม่ต่างจากหนังสัตว์ชนิดอื่นๆ ส่วนเกล็ดปลานิล นำมาทำเป็นของประดับตกแต่ง ได้แก่ ดอกไม้ ช่อดอกไม้ ดอกไม้ติดเสื้อ เป็นต้น ตัวอย่างเช่น ที่กลุ่มสตรี ตำบลบางกรูด อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา มีการจัดทำและออกจำหน่ายแก่ผู้ที่สนใจ

ในยุทธศาสตร์การพัฒนาปลานิลปี พ.ศ.2553-2557 ของกรมประมง ระบุว่า ผลผลิตปลานิลส่วนใหญ่บริโภคในประเทศในแบบปลาสด 89% แปรรูปทำเค็มตากแห้ง 5% ย่าง 3% และที่เหลือในรูปอื่นๆ สําหรับปลานิลทั้งตัว และในรูปแช่แข็ง ก็มีจำหน่ายในประเทศทั้งจากโรงงานผู้ผลิต และจำหน่ายให้แก่ภัตตาคาร หรือร้านอาหารทั่วไป

อาหารเพื่อเศรษฐกิจปากท้อง

ประเทศไทยยังส่งออกปลานิลไปยังตลาดต่างประเทศทั้งในยุโรป ตะวันออกกลาง สหรัฐฯ ออสเตรเลีย และเอเชีย ในปี พ.ศ.2551 ตลาดสหภาพยุโรปกลายเป็นตลาดอันดับ 1 ของปลานิล คิดเป็นปริมาณส่งออก 7,758.98 ตัน รองลงมาคือ ประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง มีปริมาณการส่งออก 5,583.91 ตัน ส่วนตลาดสหรัฐฯอยู่ในลำดับที่ 3 มีปริมาณ 4,786.27 ตัน

คิดเป็นสัดส่วนการส่งออกปลานิลไทยไปยังประเทศต่างๆในสหภาพยุโรปมากที่สุดถึง 40% รองลงมาคือ สหรัฐฯ 37% ส่วนประเทศในแถบตะวันออกกลางมีสัดส่วนราว 15% ของการส่งออกรวม การส่งออกส่วนใหญ่จะอยู่ในหลายรูปแบบ ปลานิลแช่เย็นจนแข็ง, เนื้อปลาแบบฟิลเล่ ตับและไข่, ปลานิลมีชีวิต และปลานิลแห้ง ไม่รมควัน

FAO หรือสำนักงานอนามัยโลกรายงานว่า ประเทศไทยสามารถผลิตปลานิลได้เป็นอันดับที่ 4 ของภูมิภาคเอเชียในปี พ.ศ.2549 รองลงมาจากประเทศจีน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

คำกล่าวหนึ่งที่เราๆท่านๆมักได้ยินเสมอว่า ประเทศไทยอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารการกินถึงจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจทั้งโลก หรือแม้แต่ที่ประเทศไทยเองหลายครั้ง แต่คนไทยเราก็ยังอยู่ได้ เพราะ...ในน้ำมีปลา...ในนามีข้าว นั่นเอง

แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า ผู้ที่คอยเติมข้าวให้กับนา เติมปลาให้กับน้ำนั้น ก็คือ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเป็นดวงใจของคนไทยทั้งชาตินี่เอง!

ทีมเศรษฐกิจ

10 ก.ค. 2559 11:00 10 ก.ค. 2559 11:03 ไทยรัฐ