วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สอบท่อน้ำเลี้ยง พวกต้านรธน. บิ๊กตู่สั่งคุ้ย เชื่อหาเจอ! มีคนให้ทุน

“บิ๊กตู่” สั่งสอบท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มต้านถามทำเอกสารร่าง รธน.ปลอมเองได้หรือ ต้องมีคนให้ทุน ลั่นมีติดคุกอีกเยอะอย่ามาโอดครวญ คสช.เด้งรับตรวจเส้นทางการเงิน “มีชัย” สวดเอ็นดีเอ็มจ้องบิดเบือน โฆษก กรธ.โยน ตร.ดำเนินคดี “สมชัย” สวนทางไม่ใช่ รธน.ปลอม ตรวจสอบไม่พบคำหยาบคาย-ปลุกระดม “ปึ้ง” เหน็บหยุดป้ายสี รีบให้ความรู้ดีกว่า “นิพิฏฐ์” เตือน “มีชัย” อย่าขยายปม ยกเอกสาร กรธ.เองก็ยังไม่เคลียร์ ปชป.ยุจับตาสัญญาณวันเบิร์ธเดย์ สอบประวัติ “เรวัต” นั่งผู้ตรวจฯส่อวุ่น 2 กมธ.ชิงลาออก “ทินพันธุ์” สั่งเบรกจัดซีน ดราม่า ศาลทหารปล่อยตัว “หฤษฎ์-ณัฏฐิกา” จัดบายศรีรับขวัญ 7 นศ.กลับบ้าน เอ็นดีเอ็มบ่ยั่นขอลุยต่อ นายกฯย้ำตั้งสังฆราชฯต้องไร้ปัญหา “สุวพันธุ์” ให้รอลุ้นแถลงมติกฤษฎีกา 11 ก.ค.

ตามที่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ระบุว่ามีขบวนการบิดเบือนสอดไส้เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญอันเป็นเท็จ พร้อมประสานให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการ ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. รับลูกสั่งตรวจสอบผู้อยู่เบื้องหลังแล้ว

“บิ๊กตู่” สั่งสอบท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มต้าน

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 8 ก.ค. ที่กระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง ครั้งที่ 4/2559 ถึงกระแสข่าวมีการแจกร่างรัฐธรรมนูญปลอมในพื้นที่ภาคเหนือ ว่า คนที่บอกว่าเจอให้มาบอกจะได้สืบเร็วขึ้น ต้องสอบและพิจารณาดูว่าข้างในมันผิดตรงไหน ที่แน่ๆถ้าไม่ใช่ของจริงก็ผิดอยู่แล้ว จะปลอมแปลงเอกสารรัฐไม่ได้ ต้องสืบต่อว่าผิดจากที่ไหน ใครคนทำ เอาเงินจากที่ไหน เดี๋ยวก็หาเจอจนได้ เมื่อถามว่ากลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (เอ็นดีเอ็ม) มีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นชี้แจงข้อแตกต่างจากร่างของกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ถ้าผิดกฎหมายก็ผิด อย่าหมอความกันมากนัก กฎหมายไม่เขียนยากหรอก ก็แปลง่ายๆตามกฎหมาย

ถามทำเองได้หรือต้องมีคนให้ทุน

เมื่อถามว่าศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยทั่วประเทศสนับสนุนการจัดทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พบความเคลื่อนไหวที่ผิดปกติหรือยัง นายกฯตอบว่า พบแต่กลุ่มเดิมที่เคลื่อนไหวต่อต้าน นักศึกษาบ้างอะไรบ้าง ใส่เสื้อโนไม่โน ผิดหรือไม่ ตามตัวบทกฎหมายผิดไหม เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตถึงทุนทรัพย์ที่นำมาจัดทำเอกสาร อาจมีผู้สนับสนุนเบื้องหลังหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า มันต้องมีสิ ประชาชนทำเองได้เหรอ ต้องมีคนให้ทุน เดี๋ยวมันจะชัดเจนขึ้นทุกเรื่อง กำลังสอบสวนทุกเรื่องทุกคดี เมื่อถามว่ามั่นใจว่าจะจับผู้บงการได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า มั่นใจในเจ้าหน้าที่ และนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ไม่เห็นติดต่อมา แล้วแม่น้ำ 5 สายจะต้องมาคุยอะไร เป็นเรื่องที่ดำเนินการตามขั้นตอน ตนไม่ยุ่ง แม่น้ำ 5 สายมันจบไปแล้ว เขียนไปแล้วก็จบ การทำประชามติเป็นเรื่องของ กกต. ลงมติแล้วว่าทำประชามติก็เดินต่อไป มีปัญหาก็แก้กันวันหน้า ซึ่งอยู่ที่พวกเราทุกคน

ลั่นมีติดคุกอีกเยอะอย่ามาโอด

เมื่อถามว่าคิดว่า กกต.จะรับมือกับวิชามารขวางประชามติได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า แล้ววิชามารใครทำ มารใช่ไหม มารเป็นคนทำวิชามาร ตนไม่รู้เพราะไม่ใช่มาร ต้องไปถามมาร และตนต้องคิดหวังถ้าไม่หวังกับเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว จะหวังกับใครได้ และตนมีหน้าที่ให้กำลังใจทำหน้าที่ตามกฎหมาย “เดี๋ยวติดคุกกันเยอะอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวหรอก แทบไม่ต้องสั่งเลย เปิดโอกาสให้เขามา สอบสวนทุกเรื่อง มันก็จบหลายคดี วันหน้าก็หาว่าผมรังแกอีก” เมื่อถามว่าต้องจับตาเป็นพิเศษกับการเคลื่อนไหวของนักการเมืองในวันที่ 26 ก.ค. ซึ่งเป็นวันเกิดนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ใครจะเกิดก็เกิดไป เวลาตนเกิดยังไม่ให้ใครมาสนใจ แล้วจะไปสนใจทำไม วันเกิดก็เป็นเรื่องของตนและครอบครัว ไม่เกี่ยวกับคนอื่น ส่วนนักการเมืองที่จะเดินทางไปก็ดูว่าผิดกฎหมายหรือเปล่า ถ้าผิดกฎหมายก็ไปสู้คดีในศาล แล้วจะกังวลทำไม อะไรเกิดก็แก้ ถ้ามันไม่เกิดก็ดี

ย้ำตั้งศูนย์ประชามติป้องปราม

ต่อมาเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการคืนความสุขให้คนในชาติ ถึงการตั้งศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย ว่า บ้านเมืองกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นประชาธิปไตย ต้องรักษาความสงบเรียบร้อยให้มากที่สุด ไปจนเรามีรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ศูนย์ดังกล่าวเป็นกลไกบูรณาการความร่วมมือ 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายรัฐบาลและกระทรวงมหาดไทย ฝ่าย คสช. และฝ่าย กกต.เพื่อดูแลการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญให้เรียบร้อย ปลอดภัย เป็นมาตรการเชิงป้องกัน เพื่อให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและสุจริต ทั้ง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ โดยเจ้าหน้าที่ทหารของคสช.ดูแลความสงบเรียบร้อยทั่วไป ไม่เข้าพื้นที่ไปชี้นำ อย่างที่บางฝ่ายหวาดระแวง

ติ จนท.รัฐปัดสวะทำคนด่า คสช.

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ทั้งหมดมีหน้าที่นำข้อมูลการกระทำความผิดตามกฎหมาย ตามคำสั่งคสช. ส่งให้กระบวนการยุติธรรมพิจารณา ไม่อยากให้เกิดภาพความไม่สงบเรียบร้อยอย่างการเลือกตั้งในอดีต จนเป็นโมฆะ ประชาชนบาดเจ็บล้มตาย สิ้นเปลืองงบประมาณ เจ้าหน้าที่ถูกลงโทษ แล้วใครรับผิดชอบบ้าง อย่าไปหลงเชื่อคำบิดเบือน ไม่บังคับใครขอให้อยู่ในความสงบ ร่วมกันเป็นหูเป็นตา ส่วนการบังคับใช้กฎหมายจัดระเบียบสังคมและบ้านเมือง ที่ใช้คำสั่ง คสช.เพื่อแก้ปัญหาได้เร็วขึ้น ขอให้เจ้าหน้าที่รัฐอธิบายให้ประชาชนเข้าใจความจำเป็น ไม่ใช่ก้มหน้า ก้มตาจัดระเบียบใครเดือดร้อน ใครมีปัญหาอะไรก็ไม่ฟัง ไม่ชี้แจง ประชาชนถามก็ตอบเหมือนเดิม คสช.สั่งมา ไม่พอใจไปต่อว่า คสช.เอาเอง เป็นคำพูดที่ไม่เหมาะสม ไม่ได้กลัวว่าใครจะว่า คสช. อดทนอยู่แล้ว

ปั่นเรตติ้ง “ขันเป็นข่าว” ให้ “ไก่อู”

นายกฯกล่าวอีกว่า ตามที่ได้สั่งการให้ปรับผังรายการสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) ให้น่าติดตาม จะมีรายการ “ขันเป็นข่าว” ของ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดตัววันแรกวันที่ 10 ก.ค. ขอให้ติดตามชมโฆษกรัฐบาลลงไปพบประชาชนตามถนนหนทาง ร้านค้า ตรอกซอกซอย มีคำถามอะไรฝากถามรัฐบาล ตอบเรื่องที่เป็นประโยชน์ ไม่เป็นประโยชน์ไม่ตอบ แต่ถ้าเราปรับรายการไปแล้วไม่มีคนดูมันก็เหมือนเดิม ไม่ว่ารัฐบาลจะทำอะไรก็ไม่รู้ไม่ทราบ แล้วก็บอกว่าไม่ได้ทำอะไร ไม่มีช่องทางเข้าหา กองทุนอะไรต่างๆมันมีหมด ใครเข้ามาเขาก็ได้เว้นแต่ไม่สนใจเอง ดูละครแล้วก็ปรับมาดูเรื่องที่สำคัญบ้าง

“มีชัย” สวดเอ็นดีเอ็มจ้องบิดเบือน

ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะให้ กรธ.ช่วยพิจารณากลุ่มที่บิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ถ้ามอบให้เราทำก็จะทำ แต่ กกต.ต้องช่วยดูในเรื่องกฎหมายเพราะเป็นหน้าที่โดยตรง หากประเด็นไหนที่ กกต.ไม่แน่ใจ ถามเรามาได้จะช่วยดู ส่วนเรื่องที่กลุ่มประชาธิปไตยใหม่เคยให้ 7 เหตุผลที่ไม่ควรรับร่างรัฐธรรมนูญนั้น กรธ.กำลังพิจารณาเรื่องนี้ บางทีก็ฟังเหมือนไม่มีเหตุผล ไม่ใช้ข้อมูล แต่มุ่งมั่นพูดให้ไม่ตรงกับความจริง ฟังดูเหมือนบิดเบือน เหตุผลชอบกล เมื่อถามว่าถ้าตรวจสอบพบว่าบิดเบือนหรือเป็นเท็จจะดำเนินคดีหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า ต้องดูเป็นเรื่องๆ ถ้าเรื่องไหนไม่บิดเบือนก็ปล่อยไป ถือเป็นการใช้สิทธิแสดงความคิดเห็น แต่หากพบว่าบิดเบือนความจริงให้เป็นเท็จ ต้องดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ถ้าเห็นว่ามีการโน้มน้าวใจเข้าข่ายผิดกฎหมาย จะบอกไปยัง กกต. ขณะนี้ความไม่เข้าใจไม่ได้เกิดแค่กับประชาชน แต่นักวิชาการหลายคนก็ให้ความเห็นในลักษณะที่ไม่เข้าใจ ก็ไม่ว่าอะไร

ช่วงโค้งสุดท้ายสับรางแจงไม่ทัน

เมื่อถามว่า จะทำเอกสารชี้แจงถึงประชาชนหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า ต้องปรึกษาดูว่าจะทำอย่างไร แบบไหน ตอนนี้เราไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรให้มากกว่านี้ ได้ประสานไปยังสถาบันการศึกษา หากที่ไหนพร้อมเราก็พร้อมไปชี้แจง ตอนนี้ กรธ.วุ่นไปหมด หน่วยงานต่างๆกระตือรือร้นติดต่อขอให้ กรธ.ไปชี้แจงจำนวนมาก เราก็แบ่งหน้าที่กันไป ส่วนการเปิดเวทีใหญ่ของ กรธ.ก่อนวันประชามติจะมีหรือไม่ คิดว่าคงทำได้เฉพาะจุด และหวังว่ารายการโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจของ กกต.จะช่วยได้มากขึ้น ไม่ได้กังวลผลตอบรับ แต่กังวลการทำหน้าที่ของ กรธ. ว่าจะทำอย่างไรให้ครบถ้วน แต่ถ้าเราทำสุดความสามารถ ทุกอย่างก็ถือว่าเต็มที่แล้ว

ชี้เอกสารเข้าข่ายบิดเบือน–จูงใจ

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษก กรธ. กล่าวถึงเอกสารความเห็นแย้งร่างรัฐธรรมนูญว่า ที่ประชุมกรธ.ได้หารือกัน และมอบหมายให้คณะอนุกรรมการจัดทำเนื้อหาในการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีนายศุภชัย ยาวะประภาษ เป็นประธาน ไปดูเนื้อหาในเอกสารดังกล่าว เพื่อส่งให้ กกต.นำไปพิจารณาต่อไป ส่วนตัวมองว่า เนื้อหาบางหน้าเข้าข่ายบิดเบือน มีการเลือกบางมาตรามาอธิบาย และเข้าข่ายโน้มน้าวจูงใจ เพราะนำเอกสารดังกล่าวมาแจกจ่ายต่อสาธารณะ ทั้งหมดเป็นเรื่องที่ตำรวจจะพิจารณาดำเนินคดี

คสช.เด้งรับตรวจเส้นทางการเงิน

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก คสช.ว่า ตามที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ระบุพบมีการจัดทำและเผยแพร่เอกสารเห็นแย้งร่างรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ เป็นหน้าที่ของ กรธ. และ กกต.ที่จะดูแล ส่วน คสช.จะดูแลรักษาความสงบในภาพรวม ขณะนี้ กรธ. และ กกต. กำลังตรวจสอบว่ามีเนื้อหาจงใจบิดเบือนไปจากข้อเท็จจริงหรือไม่ ใครเป็นคนพิมพ์ มีการพิมพ์ไปเท่าไหร่และแจกจ่ายไปยังจังหวัดใดบ้าง รวมถึงใครเป็นคนเอามาเผยแพร่ คสช.จะตรวจสอบดูว่ากลุ่มเอ็นดีเอ็ม โดยเฉพาะนักศึกษามีเงินมีกำลังสามารถทำได้หรือไม่ ดูว่าใครเป็นผู้สนับสนุน สถานที่จัดพิมพ์ จำนวนพิมพ์ รวมทั้งใช้งบประมาณเท่าไหร่ โดย คสช.กำลังจับตาดูเส้นทางการเงินของกลุ่มเอ็นดีเอ็มอยู่ ถ้าพบว่าเอกสารชิ้นนั้นมีลักษณะนำไปสู่ความขัดแย้ง จะดำเนินการระงับการเผยแพร่ทันที

กกต.พอใจยอดขอใช้สิทธินอกเขต

ที่สำนักงาน กกต. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง แถลงว่า ยอดผู้ขอลงทะเบียนใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตจังหวัด มีทั้งสิ้น 325,229 คน ถือว่าเพิ่มขึ้นจากการออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญปี 2550 จำนวน 82,767 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 35 ส่วนการขอเข้ามาสังเกตการณ์ในวันออกเสียงขององค์กรต่างประเทศ ขณะนี้ติดต่อเข้ามา 3 ประเทศ 2 องค์กร รวม 28 คน หากประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศใด ต้องการเข้าร่วมสังเกตการณ์ ขอให้ติดต่อมายัง กกต.อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนวันออกเสียงประชามติ

เอกสารเห็นแย้งไม่ใช่ รธน.ปลอม

นายสมชัยยังกล่าวถึงการเผยแพร่เอกสารความเห็นแย้งสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญ ว่า เป็นเพียงเอกสารความเห็นแย้งที่นักศึกษากลุ่มหนึ่งทำขึ้นมา ไม่ถือว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญปลอม หากใช้คำนี้อาจทำให้เข้าใจผิด ไม่ได้มีรัฐธรรมนูญปลอมแต่อย่างใด เท่าที่ตรวจสอบในเบื้องต้นเห็นว่าไม่มีคำหยาบคาย หรือปลุกระดม ส่วนจะมีข้อความใดที่เป็นเท็จหรือไม่ ต้องให้ กรธ.พิจารณาชี้ประเด็นว่าหน้าไหน บรรทัดใดเป็นเท็จ หาก กรธ.ทำหนังสือมายัง กกต.ก็จะดำเนินการต่อไปได้ ตนอ่านแล้วก็วิตกเหมือนกัน เพราะเห็นมีบางข้อความที่อาจเข้าข่ายหมิ่นประมาทบุคคล หรือหน่วยงานของรัฐบางหน่วย หากเห็นว่าหมิ่นประมาทก็ไปแจ้งความดำเนินคดีเอง

ส่งฝ่ายกฎหมายแจงศาลปกครอง

นายสมชัยกล่าวอีกว่า นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. มอบหมายให้ผู้บริหารด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ และผู้บริหารสำนักกฎหมาย ไปชี้แจงต่อศาลปกครอง ในวันที่ 11 ก.ค. กรณีที่กลุ่มโครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์) ยื่นขอให้เพิกถอนประกาศ กกต. เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการแสดงความคิดเห็นในการออกเสียงประชามติ 2559 รวมทั้งขอให้ระงับการออกอากาศของรายการ 7 สิงหาประชามติร่วมใจ ซึ่งศาลปกครองยังไม่ได้รับไว้พิจารณา แต่เรียกไปไต่สวนเพื่อพิจารณาว่ารับจะหรือไม่รับ จึงยังไม่จำเป็นที่ กกต.ต้องไปชี้แจงด้วยตัวเอง ไม่ว่าผลออกมาแนวทางใด กกต.พร้อมน้อมรับคำตัดสินของศาลปกครอง หากเห็นว่าผิด กกต.ยินดีที่จะยกเลิกประกาศและรายการดังกล่าว แต่ถามว่ากลุ่มไอลอว์จะน้อมรับคำตัดสินหรือไม่

“วินธัย” ซัดกลุ่มการเมืองชักใย นศ.

พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษก คสช. กล่าวถึงกรณีมีข้อสังเกตต่อกลุ่มเห็นต่างที่เริ่มหันมาสนับสนุน กลุ่มนักศึกษาว่า เป็นไปได้ว่าต้องการแสวงหาพื้นที่ข่าว และแสดงบทบาทในทางสังคม เพราะกลุ่มนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวโดยใช้ชื่อว่านักศึกษาเพื่อให้ดูน่าสนใจ ทำให้คิดว่าเป็นการแสดงออกด้วยเจตนาบริสุทธิ์ แต่ช่วงหลังๆสิ่งที่ปรากฏนำมาซึ่งความสับสน เพราะพบว่ามีความเชื่อมโยงกับทางการเมือง และเป็นกลุ่มเดิมๆที่ชอบออกมาเคลื่อนไหวในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมาย มีนัยแอบแฝง ส่วนเรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่าทุกคนสามารถให้ความเห็นได้ภายใต้กรอบกฎหมาย ขอให้รับฟังข่าวสารด้วยการใช้วิจารณญาณอย่างเหมาะสม เพราะที่ผ่านมายังมีการบิดเบือนให้ข้อมูลไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะการอ้างว่าไม่เป็นประชาธิปไตย

“ปึ้ง” เหน็บรีบชี้แจงแล้วหยุดป้ายสี

อีกด้านนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรมว.ต่างประเทศและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เหลือเวลาอีก 1 เดือนจะถึงวันทำประชามติ แต่ประชาชนเข้าใจเนื้อหาสาระในร่างรัฐธรรมนูญกันดีแล้วหรือยัง การให้ความรู้ประชาชนของ กรธ. ทำได้ดีเพียงใด และ กกต.ให้ความรู้ในการกาบัตรได้ดีแล้วหรือยัง มีแต่ออกมากล่าวหาว่ามีความพยายามบิดเบือนเนื้อหาสาระร่างรัฐธรรมนูญ อยากขอให้หยุดพูดกันได้แล้ว ควรรีบเดินหน้าให้ความรู้เพื่อให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิกันมากๆ เพราะประชาชนอาจงงเป็นไก่ตาแตกเมื่อเดินเข้าไปในคูหา แล้วพบว่าไม่มีช่องให้กาว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ กกต.ต้องบอกให้ประชาชนเข้าใจว่า ถ้ากาหรือทำบัตรเสีย ผลคะแนนจะไม่นำไปนับรวมว่าเป็นไม่รับหรือรับ ประชาชนจะได้ใช้สิทธิของตนเองอย่างถูกต้องและเต็มที่ ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ขบวนการประชามติของไทยเราก็จะดูสง่างามในเวทีโลก

พท.วอนเปิดพื้นที่สร้างบรรยากาศ

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เหลือเวลาอีกเพียง 1 เดือนจะถึงวันลงประชามติแล้ว แต่การประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิยังไม่ทั่วถึง ในต่างจังหวัดประชาชนยังไม่รู้สึกถึงความมีส่วนร่วมว่าต้องไปลงคะแนน ที่สำคัญการเผยแพร่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญยังขาดประสิทธิภาพ เอกสารยังไม่ถึงมือประชาชน การทำงานของ ครู ก. ครู ข. ครู ค. ผลงานยังไม่น่าพอใจ แต่พอนักวิชาการหรือนักศึกษาออกมาพูดถึงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญกลับถูกปิดกั้น ทั้งที่พวกเขาควรได้แสดงความคิดเห็นของตัวเอง เพื่อสร้างบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตย ที่สำคัญการแสดงความคิดเห็นของฝ่ายต่างๆ นอกจะเป็นประโยชน์สำหรับการตัดสินใจของประชาชนแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนรู้สึกมีส่วนร่วมอีกทางด้วย

“นิพิฏฐ์” เตือน “มีชัย” อย่าขยายปม

ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เตรียมหารือ กกต. เพื่อหาต้นตอการพิมพ์เอกสารบิดเบือนนั้น อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความชัดเจน เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมาย และกฎหมายสามารถมองต่างมุม หรือมีความเห็นต่างกันได้ แม้แต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา ยังตีความกฎหมายต่างกัน สิ่งที่ศาลสูงวินิจฉัยต่างออกไป ไม่ได้หมายความว่าศาลชั้นต้นจะผิด ดังนั้นคำว่าเห็นต่าง กับบิดเบือน มีเพียงเส้นบางๆขีดกั้นเอาไว้ จึงต้องระวังการขยายปมความเห็นต่างให้กลายเป็นความขัดแย้ง เราเป็นสังคมประชาธิปไตย ไม่ควรสร้างบรรยากาศความกลัว และหวาดระแวงขึ้นในช่วงการทำประชามติ แทนที่จะมาร่วมกันชี้แจงสาระสำคัญให้ประชาชนเข้าใจให้มากขึ้น

ยกเอกสาร กรธ.เองก็ยังไม่ชัดเจน

นายนิพิฏฐ์กล่าวต่อว่า แต่หากมีการจัดพิมพ์เอกสารระบุเลขมาตราโดยอ้างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่สาระเนื้อหาต่างจากของจริง อย่างนี้ถือว่าเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงและมีโทษ ตาม พ.ร.บ.การทำประชามติมาตรา 61 (2) แน่นอน มีตัวอย่างของการประชาสัมพันธ์ตามเอกสาร คำอธิบายสาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ 10 เรื่องน่ารู้ของ กรธ. อธิบายว่า ทุกคน สามารถเป็น ส.ว.ได้ แต่ในร่างรัฐธรรมนูญกลับจำกัดคุณสมบัติ เช่น ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นไม่ได้ ต้องลาออกก่อนโดยเว้นวรรคเป็นเวลา 10 ปี เท่ากับว่าทุกคนไม่สามารถเป็น ส.ว.ได้ตามที่ชี้แจง นี่เป็นหนึ่งตัวอย่างของความเห็นต่างที่มีความไม่ชัดเจน

สวน กกต.มีคนเข้าไปถึงเน็ตเพียบ

นายนิพิฏฐ์ยังกล่าวถึงกรณีนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. ระบุว่า ไม่ใช่อำนาจของ กกต. ในการจัดส่งร่างรัฐธรรมนูญและสรุปสาระสำคัญให้ครบทุกครัวเรือน ว่า กฎหมายไม่กำหนดถือว่าไม่ผิด แต่เหมาะสมหรือไม่เป็นอีกเรื่อง ในทางปฏิบัติควรส่งร่างรัฐธรรมนูญให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ชาวบ้านจะได้อ่านและพิจารณาว่าจะรับหรือไม่ ถ้าเขาไม่มีร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในมืออาจถูกชักจูงได้ และง่ายต่อการถูกชี้นำ ส่วนการดาวน์โหลดจากสื่อออนไลน์ใช้ได้ในเมือง แต่มีปัญหาที่คนอยู่ต่างจังหวัดเข้าไม่ถึงอินเตอร์เน็ต

ปชป.ยุจับตาสัญญาณวันเบิร์ธเดย์

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขณะนี้น่าจะมีการแบ่งหน้าที่ชัดเจน อาศัยเครือข่ายนักวิชาการในมหาวิทยาลัยออกมาบิดเบือน นักการเมืองระดับสูงออกมาโกหก เช่น ประเด็นโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคจะหายไป เบี้ยผู้สูงอายุต้องยกเลิก หรือทหารจะเป็นนายกฯไปตลอด บางส่วนอาจถึงขนาดปลอมร่างฯ หวังทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้ผ่านประชามติ กระทรวงไอซีทีต้องหามือดีมาสกัด กกต.ต้องเปิดเกมรุก รีบลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับประชาชนแบบถึงตัว กกต.มีอำนาจตามมาตรา 61 วรรคสอง ต้องรีบดำเนินการ ไม่ใช่รอให้ลุกลามจนแก้ไขไม่ได้ ฝ่ายปกครอง นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ต้องคอยสอดส่อง คสช.ต้องใช้สื่อรัฐที่มีอยู่ในมือชี้แจงให้ถี่ขึ้น เหลือเวลาอีกไม่กี่วันแล้ว ขอเตือน คสช.ด้วยความหวังดี ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนถึง 7 ส.ค. ต้องไปดูว่ามีวันคล้ายวันเกิดใครบางคน จะมีใครไปชุมนุม หรือมอบหมายสั่งการให้ล้มล้าง หรือทำอย่างไรให้ประชามติไม่ผ่านหรือไม่ ต้องจับตาดูเป็นกรณีพิเศษ ทั้งเส้นทางการเงิน การใช้โทรศัพท์ การใช้เครือข่ายโลกโซเชียล

“เทพ” ฟุ้งรัฐธรรมาภิบาลเห็นรำไร

วันเดียวกัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ว่า ในมาตรา 76 ระบุให้รัฐพัฒนาระบบการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ยึดหลักคุณธรรม ป้องกันมิให้ผู้ใดใช้อำนาจก้าวก่าย แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ กระบวนการแต่งตั้ง ส่วนมาตรา 164 ระบุว่าให้คณะรัฐมนตรีต้องทำตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่แถลงไว้ต่อรัฐสภา ใครฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม ป.ป.ช.สามารถเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัย สรุปร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้มีธรรมาภิบาลในประเทศไทย

กมธ.สอบประวัติ “เรวัต” ชิงลาออก

ช่วงเช้าที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช. เป็นประธาน โดยนายสมชาย แสวงการ เลขานุการวิป สนช. แจ้งต่อที่ประชุมว่า นายศักดิ์ชัย ธนบุญชัย สนช. ตัวแทนจากคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สารสนเทศ และการ สื่อสาร-มวลชน ขอลาออกจากการเป็น กมธ.สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดิน (นายเรวัต วิศรุตเวช) โดยระบุว่าติดภารกิจ ไม่สามารถร่วมประชุมเพื่อทำหน้าที่ได้ จึงขอเปลี่ยนเป็น พล.อ.เลิศฤทธิ์ เวชสวรรค์ จาก กมธ.เดียวกันแทน ซึ่งที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบ

ปูดมีโทร.ล็อบบี้ล้มเลือก ปธ.กมธ.

จากนั้นนางนิพัทธา อมรรัตนเมธา กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ในสัดส่วน กมธ.การบริหารราชการแผ่นดิน ได้ลุกขึ้นขอลาออกเช่นกัน โดยให้เหตุผลว่าในการประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 7 ก.ค. เพื่อแต่งตั้งประธาน กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ ตนต้องรอนานถึงหนึ่งชั่วโมงก็ยังไม่สามารถประชุมได้ เพราะสมาชิกมาไม่ครบองค์ประชุม ทราบมาว่ามีการโทรศัพท์ สั่งกันไม่ให้มาประชุม จึงรู้สึกไม่สบายใจจึงขอลาออก ที่ผ่านมาเคยทำหน้าที่ตรวจสอบประวัตินายเรวัตมาแล้ว ขณะที่นายสุรชัยแจ้งให้ กมธ.บริหารราชการแผ่นดิน ส่งชื่อผู้ที่จะมาเป็น กมธ.แทนนางนิพัทธา

“ทินพันธุ์” สั่งเบรกจัดซีนดราม่า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน สมาชิก สปท. ส่งข้อความผ่านไลน์กลุ่มสปท. นัดหมายสมาชิกตบเท้าให้กำลังใจทีมประธานสปท.ในวันที่ 11 ก.ค.นั้น ล่าสุดนัดหมายดังกล่าวถูก ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท. สั่งเบรกยกเลิกไม่ให้ดำเนินการแล้ว เพราะจากกรณีการโต้คารมของ สปท.ที่ผ่านมา ทำให้ประธาน สปท.บอกว่าได้รู้ข้อบกพร่องที่ต้องปรับปรุง ไม่เสียกำลังใจ จึงขอร้องไม่ต้องมีใครมาให้กำลังใจ ขอมุ่งหน้าขับเคลื่อนไปข้างหน้าเท่านั้น และอยากให้เรื่องนี้จบลงเสียที

ศาลทหารปล่อย “หฤษฎ์–ณัฏฐิกา”

ที่ศาลทหารกรุงเทพ กรมพระธรรมนูญ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความนายหฤษฎ์ มหาทน และ น.ส.ณัฏฐิกา วรธัยวิชญ์ สองผู้ต้องหาคดีกระทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 กล่าวว่า พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ยื่นคำร้องขอฝากขังนายหฤษฎ์ และ น.ส.ณัฏฐิกา เป็นผัดที่ 6 ทางทนายความไม่ได้ยื่นคัดค้านการฝากขัง แต่ยื่นขอประกันตัวทั้งสองคน ต่อมาคณะตุลาการศาลทหาร ได้พิจารณาอนุญาตให้ฝากขังผัดที่ 6 แต่ได้อนุญาตให้ประกันตัวทั้งสองคนในวงเงินคนละ 5 แสนบาทโดยไม่มีเงื่อนไข แต่เมื่อครบกำหนดฝากขังในวันที่ 21 ก.ค. ทั้งสองคนต้องมารายงานตัวต่อศาลทหารโดยเจ้าหน้าที่จะปล่อย ตัวนายหฤษฎ์ และ น.ส.ณัฏฐิกา ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ และทัณฑสถานหญิงกลาง โดยครอบครัวของทั้งคู่จะมารอรับ ส่วนนายบุรินทร์ อินติน ผู้ต้องหาคดีกระทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 อีกราย ครบกำหนดฝากขังผัด 5 เช่นกัน แต่ศาลทหารฯ พิจารณาแล้วเห็นควรให้อนุญาตฝากขังผัดที่ 6 ตามคำร้องพนักงานสอบสวนฯ โดยไม่อนุญาตให้ประกันตัว

จัดบายศรีรับขวัญ 7 นศ.กลับบ้าน

ที่ลานกิจกรรมนักศึกษา ตึกกองการกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.) ภาคีนักกิจกรรมเพื่อสังคม มร. จัดพิธี “บายศรีสู่ขวัญในวันเพื่อนเรากลับบ้าน” ให้กับ 7 แกนนำนักศึกษาและนักกิจกรรมกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ 7 คน ที่ออกจากเรือนจำ นำโดยนายรังสิมันต์ โรม นายนันทพงษ์ ปานมาศ นายกรกช แสงเย็นพันธ์ มีคณะศิษย์เก่า มร. กลุ่มเพื่อนฝูง มาร่วมผูกสายสิญจน์ และมอบดอกกุหลาบแดงให้กำลังใจ อาทิ นายนิติรัตน์ ทรัพย์สมบูรณ์ อดีตแกนนำพันธมิตร โดยมี พ.ต.อ.พัฒนา เพศยนาวิน รอง ผกก.บกน.4 พ.ต.อ.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผกก.สน.หัวหมาก นำกำลังตำรวจชุดควบคุมฝูงชน บก.น.4 จำนวน 1 กองร้อย พร้อมชุดสืบสวน เข้าตรึงกำลังรอบพื้นที่ ขณะที่แกนนำเอ็นดีเอ็มประกาศยังคงเคลื่อนไหวรณรงค์โหวตโนต่อไป

เอ็นดีเอ็มบ่ยั่นขอลุยรณรงค์ต่อ

นายรังสิมันต์กล่าวว่า การจับกุมคนเห็นต่างยังคงมีเหมือนเดิม พวกตนเคลื่อนไหวรณรงค์ประชามติ แต่กลับนำประกาศหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 มาจับกุม จนถึงขณะนี้ยังสงสัยว่าทำอะไรผิด เอ็นดีเอ็มยังยืนยันรณรงค์ประชามติต่อ เพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลตัดสินใจรอบด้าน ส่วนที่ระบุว่าเอกสารที่เอ็นดีเอ็มแจกเป็นข้อความเท็จนั้น เอกสารที่ทำขึ้นมาเป็นเอกสารแย้งกรธ. เป็นข้อมูลทางวิชาการ ทำไมไม่เปิดให้ประชาชนรับฟังข้อมูลอีกด้าน ถ้าคิดว่าข้อมูลที่เอ็นดีเอ็มแจกเป็นของปลอม ก็มาดีเบตกันแล้วให้ประชาชนฟังท้าไปก็ไม่รับ แล้วมาสรุปแบบนี้ไม่แฟร์

ขณะที่นายปกรณ์ อารีกุล แกนนำกลุ่มเอ็นดีเอ็ม กล่าวว่า เอกสารชุดดังกล่าวเป็นชุดเดียวกับที่เคยนำไปยื่นให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รับเองกับมือ ถ้าเป็นความเท็จนายมีชัยน่าจะดำเนินคดีกับพวกเราไปตั้งนานแล้ว ขอความเมตตานายมีชัยท่านเองเป็นผู้ใหญ่ เราเป็นนักศึกษา ถ้าความเห็นไม่ตรงกับ กรธ. เป็นความเท็จ แล้วจะมีช่องรับ ไม่รับ ให้กาไปทำไม

เมียบอก “ขวัญชัย” ปรับสภาพได้

อีกด้านหนึ่งที่เรือนจำกลางอุดรธานี นางอาภรณ์ สาราคำ ภรรยานายขวัญชัย สาราคำ หรือไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร ที่ถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 2 ปีไม่รอลงอาญา คดีนำคนเสื้อแดงบุกทำร้ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนได้รับบาดเจ็บ ที่สวนสาธารณะหนองประจักษ์ศิลปาคม พร้อมสมาชิกชมรมคนรักอุดรประมาณ 10 คน เข้าเยี่ยมนายขวัญชัยที่เรือนจำโดยใช้เวลาประมาณ 10 นาที นางอาภรณ์กล่าวว่า สามีเริ่มยอมรับและปรับสภาพได้แล้ว ส่วนนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ไม่ได้โทร.มาสอบถามเพราะไม่ได้ติดต่อกับท่านมานาน ส่วนอนาคตคงจะออกมาเล่นการเมืองเหมือนเดิม เพราะเป็นคนมีอุดมการณ์ และยังฝากให้ดูแลกัน ดูแลสถานีให้ดีเจหยุดวิพากษ์วิจารณ์การเมือง ให้รักษามวลชนเอาไว้แค่นั้น เมื่อวานรับประทานอาหารไม่ได้ ดื่มน้ำได้เล็กน้อย เพราะยังกังวลว่าจะไม่ปลอดภัย กลัวติดเชื้อในกระแสโลหิต แต่วันนี้รับประทานข้าวได้ ดื่มน้ำไปมากไม่กังวลแล้วเพราะทำใจได้แล้ว ส่วนเรื่องหลบหนีนั้น จริงๆแล้วไม่เคยคิดหนีเพราะเป็นนักต่อสู้ เพียงแต่ไปตั้งหลักเท่านั้น

นายกฯลั่นตั้งสังฆราชฯต้องสุจริต

อีกเรื่อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความมาตรา 7 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ว่า ยังไม่เห็นรายละเอียด หากมีความชัดเจนว่าอำนาจอยู่ที่ใคร ถ้าไม่มีปัญหาก็ถือเป็นหน้าที่พร้อมปฏิบัติตามอยู่แล้ว แต่ถ้ามีปัญหาในเรื่องของความสุจริตก็ต้องแก้เพื่อให้เกิดความชัดเจน สังคมจะได้รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เป็นการรังแกกันหรือเปล่า เราต้องให้ความเป็นธรรมหรือว่ามีหลักฐานชัดเจนหรือไม่ ถ้ามันมีการเชื่อมโยงกันก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ อย่าลืมว่าวันนี้กระแสสังคมขัดแย้งกันสูง พุทธศาสนิกชนมีหลายฝ่ายจึงต้องดูที่เจตนา อะไรที่เป็นอำนาจทางกฎหมาย รัฐบาลต้องทำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการยอมรับและเชื่อมั่น

ชี้ ก.ม.ไม่ได้บังคับตั้ง ไม่ได้ก็ไม่ตั้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่าถ้ามีการชี้ชัดเจนว่าอำนาจเป็นของนายกฯหรือเป็นของมหาเถรสมาคม จะต้องพิจารณาถึงสถานการณ์ด้วยใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไม่ใช่เรื่องของสถานการณ์ แต่ต้องพิจารณาในเรื่องของความถูก ผิดความเชื่อมโยงทางกฎหมาย ทั้งหมดต้องวิเคราะห์ วันนี้มีการตรวจสอบทั้งในเรื่องของการเงินและองค์ประกอบต่างๆ เพราะถ้ามันยังมีปัญหาอยู่ ถ้ายังไม่สามารถตั้งได้ก็ตั้งไม่ได้ ต้องดูตรงนั้นด้วย กฎหมายว่าอย่างไร ต้องเป็นไปตามนั้น แต่กฎหมายไม่ได้เขียนว่าอย่างไรก็ต้องตั้ง จะผิดหรือถูกก็ต้องตั้ง ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของตนว่าควรจะทำหรือไม่ในสถานการณ์เช่นนี้

ไม่ได้รังเกียจพระรูปใดเป็นพิเศษ

“ผมเคารพพระสงฆ์ทุกรูปที่เป็นพระสงฆ์อย่างแท้จริง ศาสนาพุทธผมเคารพนับถืออยู่แล้ว แต่ปัญหาทั้งหมดอยู่ที่คน ต้องแก้และต้องยอมรับกันให้ได้ ถ้าอีกฝ่ายบอกว่าให้ออกมาร่วมกันแก้ไขปัญหา ออกมาเคลียร์กันก็ต้องแก้ด้วยกฎหมาย สร้างความชัดเจนให้เกิดขึ้น วันนี้ด้านของกฎหมายก็เดินไป ทุกส่วนต้องสอบทุกเรื่อง มันพันกันไปหมด หากมีการตั้งสมเด็จพระสังฆราชในวันนี้แล้วเกิดปัญหา จะให้ผมรับผิดชอบไหวหรือ ยืนยันผมไม่ได้รังเกียจใครหรือพระสงฆ์รูปใด เพราะไม่ได้เกี่ยวอะไรทั้งสิ้น แต่เกี่ยวข้องกับคนไทยทั้งประเทศโดยเฉพาะศาสนาพุทธ เราต้องยุติเรื่องนี้ให้ได้ เข้าข้างใครไม่ได้ต้องว่ากันตรงกลาง ไม่ใช่ผมจะตัดสินใจคนเดียวถ้าเป็นเรื่องอำนาจอย่างเดียวนั้นถือว่าใช่ แต่ข้อเท็จจริงต้องฟังหลายส่วนไปพร้อมกัน ไม่เช่นนั้นจะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไว้จำนวนมากทำไมก็เป็นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นมาอีก” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

“วิษณุ” แจงไม่มีแนวคิดแก้ ม.7

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ขอชี้แจงประเด็นที่ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความในครั้งนี้คือ มาตรา 7 ของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ วรรคสอง คือ การริเริ่มแต่งตั้งพระสังฆราชขึ้นมา มส.สามารถริเริ่มเองหรือต้องรอให้รัฐบาลขอไปก่อน ไม่ได้มีเรื่องให้แก้มาตรา 7 แต่อย่างใด จึงรู้สึกประหลาดใจกับผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านการแก้ไขมาตรา 7 เพราะรัฐบาลไม่คิดที่จะแก้ รัฐบาลมีอำนาจดูให้ถูกต้องเรียบร้อย คำถามดังกล่าวมาจากการที่นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สปช. ยื่นเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินวินิจฉัย แล้วผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งเรื่องมาที่รัฐบาล แต่ขณะนี้ชื่อผู้ถูกเสนอแต่งตั้งมาอยู่ที่รัฐบาล รัฐบาลรู้จังหวะเวลา เมื่อผู้ตรวจการแผ่นดินเกิดความสงสัยก็ต้องตอบก่อน

“สุวพันธุ์” ขออุบไว้เฉลย 11 ก.ค.

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ได้รับบันทึกมติการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกากรณีที่มีผู้ร้องเรียนให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตีความกฎหมายในมาตรา 7 พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2535 ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่แล้ว เมื่อเย็นวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา หลังจากนี้จะนำเข้าหารือกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ก่อนที่จะนำเรียนนายกฯ โดยในวันที่ 11 ก.ค.นี้จะแถลงต่อสื่อมวลชน

“ไพบูลย์” มั่นใจนายกฯมีอำนาจเต็ม

นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สปช. กล่าวว่า มหาเถรสมาคม (มส.) ไม่ถือเป็นผู้มีอำนาจเต็มหรือมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างที่พยายามชี้แจงสังคม โดยที่เข้าใจว่านายกฯทำหน้าที่เป็นเพียงบุรุษไปรษณีย์เท่านั้น ต้องดูจารีตประเพณี ธรรมเนียมปฏิบัติ และการแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.สงฆ์ปี 2535 ยังถือว่านายกฯมีอำนาจที่จะพิจารณาความเหมาะสมของผู้ที่จะเข้ามาเป็นสมเด็จพระสังฆราช โดยมีหน้าที่และมีอำนาจในการพิจารณาความเหมาะสมจะนำขึ้นทูลเกล้าฯไม่ใช่เป็นแค่บุรุษไปรษณีย์อย่างที่พระเมธีธรรมาจารย์ขยายผล สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ยังมีคดีค้างคา นายกฯย่อมมีอำนาจไม่ดำเนินการสถาปนา ถือว่าชอบธรรมทั้งกฎหมายและโบราณราชประเพณี

“เจ้าคุณประสาร” จี้นายกฯอย่ายื้อ

ด้านพระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) หรือ “เจ้าคุณประสาร” เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธ ศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มีกระแสข่าวออกมาว่าผลการตีความมาตรา 7 กระบวนการเสนอนามสามารถเริ่มจาก มส.หรือนายกฯก็ได้นั้นเป็นความจริงหรือไม่ ซึ่งคณะสงฆ์คงต้องรอคำยืนยันจากรัฐบาลอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม หากผลตีความออกมาเช่นนี้จริง ในมาตรา 7 ยังมีระบุไว้อีกว่า การเสนอนามสมเด็จพระราชาคณะเพื่อทูลเกล้าฯสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ต้องเสนอสมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ดังนั้นไม่ว่ากระบวนการจะเริ่มที่ฝ่ายไหน สมเด็จพระราชาคณะที่อาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ ก็ยังคงเป็นสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ จึงขอให้รัฐบาลเดินหน้าสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชไม่ควรประวิงเวลาอีกแล้ว

“พุทธะอิสระ” ร้อนฟ้องกองปราบฯ

ที่กองบังคับการปราบปราม พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือหลวงปู่พุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม เดินทางเข้าร้องทุกข์กับ พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รอง ผบก.ป. และ พ.ต.ต.วิทวัส สายอ๋อง สารวัตร (สอบสวน) กก.2 บก.ป. เพื่อเอาผิดกับพระเมธีธรรมาจารย์ (ประสาร จนฺทสาโร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร และเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ความผิดฐาน “ปลุกปั่นให้เกิดความสับสน ปั่นป่วน กระด้างกระเดื่องในหมู่คณะสงฆ์ และประชาชน ด้วยการเผยแพร่ข่าวสารทางอินเตอร์เน็ต ต่อต้านรัฐบาลขณะนี้ยังไม่มีการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ในการยุยง ส่งเสริม ชักชวนให้พระภิกษุสงฆ์ รวมถึงประชาชนเกิดความสับสนวุ่นวาย ฝ่าฝืนประกาศ คสช.ฉบับที่ 18/2557 และนำข้อความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

“อรรถวิชช์” สู้ถึงฎีการิบทรัพย์แม่

อีกเรื่อง นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ และที่ปรึกษาผู้ว่าฯ กทม. กล่าวถึงกรณีศาลแพ่งอ่านคำพิพากษาศาล อุทธรณ์ มีคำสั่งให้ริบทรัพย์ของนางภคินี สุวรรณภักดี มารดาของตน รวมมูลค่า 6.7 ล้านบาทเศษ ว่า เคารพในคำตัดสินของศาล แต่ยังขอใช้สิทธิในการฎีกาคดีต่อ เนื่องจากยังมีการสู้คดีที่มีความเกี่ยวพันกัน คือ ตนได้ดำเนินคดีฟ้องร้องกับเจ้าหน้าที่ของ ปปง.บางคน ที่ได้ปลอมแปลงเอกสารสำคัญในการขายหุ้นของมารดาเมื่อ 20 ปีก่อน ที่ทางครอบครัวส่งเป็นหลักฐานชี้แจงที่มาของทรัพย์ ตนมีหลักฐานยืนยันว่ามีการขายหุ้นและรับโอนเงินเข้าบัญชีจริง ซึ่งเป็นที่มาของที่ดินและทรัพย์ต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีการพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาลยุติธรรมในกรณีนี้ก่อน

“บิ๊กตู่” สั่งสอบท่อน้ำเลี้ยงกลุ่มต้านถามทำเอกสารร่าง รธน.ปลอมเองได้หรือ ต้องมีคนให้ทุน ลั่นมีติดคุกอีกเยอะอย่ามาโอดครวญ คสช.เด้งรับตรวจเส้นทางการเงิน “มีชัย” สวดเอ็นดีเอ็มจ้องบิดเบือน 9 ก.ค. 2559 07:49 ไทยรัฐ