วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กสม. เห็นแย้ง ข่มขืน=ประหาร ยันไม่ช่วยแก้ปัญหา แนะปรับช่องโหว่ ก.ม.

นางอังคณา นีละไพจิตร เผย ไม่เห็นด้วยกับการลงโทษคดีข่มขืนด้วยการประหาร เผยคดีฆ่าข่มขืนมีโทษหนักอยู่แล้ว สังคมควรใส่ใจเหยื่อเคราะห์ร้ายมากกว่านี้ ให้กำลังใจผู้ถูกกระทำ ลดช่องโหว่ทาง ก.ม.ไม่ควรมีการประนีประนอมในคดีดังกล่าว...

จากกรณีเหตุการณ์ฆ่าข่มขืน ที่เป็นข่าวโด่งดังไปเมื่อเร็วๆ นี้ หลายฝ่ายจึงออกมาเรียกร้องให้คดีข่มขืน ผู้ต้องหาต้องได้รับโทษประหารชีวิตเท่านั้น

เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 59 นางอังคณา นีละไพจิตร คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและนักเคลื่อนไหวสตรี ให้สัมภาษณ์กับทางทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ว่า ในสังคมไทยทุกวันนี้มีเหยื่อที่ถูกข่มขืนจำนวนมาก แต่สังคมให้ความสนใจกลับข่าวข่มขื่นฆ่ามากกว่า หากตรวจสอบจำนวนเหยื่อที่ถูกข่มขืนจากสถานีตำรวจ จะพบน้อยกว่าที่โรงพยาบาล เนื่องจากเหยื่อที่เป็นผู้หญิงจะไม่กล้าไปแจ้งความ เพราะกระบวนการดำเนินคดี การให้ปากคำ การสอบสวน รวมถึงวิธีการสอบถามที่ฟังดูเหมือนเหยื่อเป็นผู้ผิด เสมือนการกระทำซ้ำต่อความรู้สึกเหยื่อ จึงกลายเป็นความยากลำบากที่พวกเขาจะเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ถ้าเหยื่อเป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ก็จะมีสหวิชาชีพที่ช่วยในการสอบสวน แต่หากเป็นบุคคลที่อายุมากกว่า 18 ปี พนักงานสอบสวนจะเป็นผู้สอบปากคำเอง เหยื่อจะรู้สึกอับอายที่ต้องมาเล่าเรื่องที่ประสบมาให้กับบุคคลอื่นฟัง จึงทำให้ผู้หญิงไม่กล้าสู้คดีจนถึงที่สุด จึงเป็นเหตุให้ผู้กระทำความผิดยังลอยนวลเป็นจำนวนมาก

ขณะเดียวกัน ยังมีผู้กระทำความผิดจำนวนมากที่ไม่ได้รับความผิด นั้นคือ กรณีการข่มขืนภายในบ้าน หรือแม้กระทั่งกรณีหญิงพิการทางสมอง ครอบครัวจะใช้วิธีการทำหมัน แต่วิธีการป้องกันที่แท้จริงครอบครัวก็ยังไม่สามารถทำได้ สังคมก็ยังไม่ให้ความสำคัญตรงนี้ ฉะนั้นเหยื่อเหล่านี้จึงเสมือนตายทั้งเป็น หลายคนต้องหลบหนีไปอยู่ที่อื่น เพื่อเจอสภาพแวดล้อมใหม่ ฉะนั้นสังคมต้องแยกแยะให้ดีว่าเราจะป้องกันหรือยุติการข่มขืนอย่างไร ซึ่งสังคมต้องมองภาพให้กว้างกว่านี้ จึงจะไม่มีการข่มขืนเกิดขึ้น ทั้งนี้ สังคมควรเคารพและป้องกันเหยื่อ ให้กำลังใจกับผู้ที่ถูกกระทำ ที่สำคัญคือ ช่วยกันเอาคนผิดมาลงโทษ

นางอังคณา กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามการประหารชีวิต ไม่ใช่การทำให้ปัญหาหมดไป กรณีที่เป็นคดีข่มขืนและฆ่านั้น โทษก็หนักอยู่แล้ว หากเรามองถึงนโยบายกฎหมายเรื่องการข่มขืน มีการเปิดช่องให้ประนีประนอม คือ สามารถให้แต่งงานกันได้ ซึ่งตรงนี้ทำให้ผู้ที่กระทำความผิดไม่ต้องรับโทษ ส่วนใหญ่ของผู้หญิงที่ถูกข่มขืนแล้วต้องแต่งงาน จะถูกผู้ชายทิ้งไป และไปก่อเหตุกับผู้หญิงคนอื่น ฉะนั้นวิธีการประนีประนอมเป็นการทำให้คนผิดลอยนวล ซึ่งหากมองในหลักมนุษยชนแล้วนั้น คดีข่มขืนไม่สามารถประนีประนอมได้ แต่ในสังคมไทยยังคงมีอยู่ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รับที่คอยไกล่เกลี่ย จนผู้ถูกกระทำรู้สึกกดดัน

"นอกจากนี้ การประหารชีวิต ยังเสมือนการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้อื่น และมีหลายครั้งที่เกิดความผิดพลาดทางกระบวนการยุติธรรม โดยพบว่าไม่ใช่ผู้ต้องหาที่แท้จริง อีกทั้งหากโทษของการข่มขืนคือ ประหารชีวิต ผู้กระทำความผิดอาจทำร้ายเหยื่อจนถึงแก่ชีวิต เพื่อป้องกันการจดจำหน้า" นางอังคณา กล่าว