วันอาทิตย์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ล้มไม่เป็นท่า จาก..ภาวะกระดูกพรุน

กระดูกพรุน...ฟังดูเหมือนจะเป็นเรื่องเก่า แต่เชื่อหรือไม่ว่า โรคธรรมดาๆที่หลายคนมองข้าม อาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ หากไม่ได้รับการป้องกันหรือดูแลรักษาอย่างดีพอ

จากการศึกษาพบว่า มีผู้หญิงราว 200 ล้านคน ทั่วโลก ป่วยเป็นโรค “กระดูกพรุน” ในจำนวนนี้ 8.9 ล้านคนประสบกับภาวะกระดูกหักจากสาเหตุกระดูกพรุน และยังพบว่าประชากรหญิงและชายที่มีอายุมากกว่า 50 ปี มีความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนมากถึง 1 ใน 3 และ 1 ใน 5 ตามลำดับ

มีการคาดการณ์ว่าสถานการณ์กระดูกสะโพกหักในทวีปเอเชียจะเพิ่มเป็น 37% ในปี พ.ศ.2568 และ 45% ในปี พ.ศ.2593

นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวระหว่างเปิดการประชุมวิชาการโรงพยาบาลเลิดสิน ครั้งที่ 19 ว่า วิวัฒนาการทางการแพทย์ปัจจุบันส่งผลให้ประชาชนมีอายุยืนยาวขึ้น กลุ่มคนเหล่านี้มักประสบปัญหาด้านความเสื่อมถอยของร่างกายตามมา โดยเฉพาะกระดูกที่เป็นโครงสร้างยึดเกาะกล้ามเนื้อ ซึ่งหากเนื้อกระดูกมีความหนาแน่นลดลงจากการสูญเสียมวลกระดูก จะส่งผลให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้

ทั้งนี้ ภาวะกระดูกพรุนมักเกิดกับผู้สูงอายุ โดยเฉพาะ สตรีที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ส่วนผู้หญิงวัยหมด ประจำเดือนจะสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็วใน 5 ปีแรก ทำให้กระดูกหักได้ง่าย โดย เฉพาะบริเวณกระดูกสันหลัง สะโพก และข้อมือ ทำให้เกิดปัญหาการเดินและการเคลื่อนไหวร่างกาย อาการของภาวะกระดูกพรุนจะไม่จำเพาะจนกว่าจะมีกระดูกหักเกิดขึ้น อาการที่อาจพบ คือปวดหลัง ตำแหน่งที่ปวดไม่ชัดเจนและอาจปวดร้าวไปข้างใดข้างหนึ่ง กระดูกหลังยุบตัว หลังค่อม ความสูงลดลงซึ่งหากพบความผิดปกติดังกล่าวควรรีบพบแพทย์ทันที

“เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับภาวะกระดูกพรุนและปัญหาการหกล้มกระดูกหักที่มีผลมาจากโรคนี้ โดยเฉพาะเมื่อก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ” นพ.สุพรรณ บอก

อธิบดีกรมการแพทย์ ยังบอกด้วยว่า จากรายงานในปี พ.ศ.2555 พบว่าสตรีไทยที่มีอายุระหว่าง 40-80 ปี มีภาวะโรคกระดูกพรุนถึงร้อยละ 20.4 และจากการศึกษาในประชากรเชียงใหม่ ปี 2556 พบว่าสถานการณ์กระดูกสะโพกหักในผู้สูงอายุมากกว่า 50 ปี มีอุบัติการณ์สูงถึง 181 ต่อ 100,000 คน อายุเฉลี่ยของการหกล้มสะโพกหัก คือ 76.7 ปี เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ทั้งนี้ตัวเลขอุบัติการณ์เหล่านี้มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยคาดว่าในปี พ.ศ.2568 จะมีจำนวนผู้ป่วยกระดูกสะโพกหักถึง 34,246 คน และเพิ่มเป็น 56,443 คนในปี พ.ศ.2593

คุณหมอสุพรรณ ยังบอกอีกว่า ไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทยเท่านั้นที่มีปัญหาในลักษณะนี้ การศึกษาในญี่ปุ่นพบว่า ผู้หญิงที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ซึ่งมีกระดูกสะโพกหักแล้วข้างหนึ่ง จะมีโอกาสกระดูกหักอีกข้างถึง 4 เท่าตัว โดย 80% เกิดจากการล้ม ในระดับที่ยืนหรือเดิน ไม่ได้เกิดจากอุบัติเหตุรุนแรงใดๆเลย

การป้องกันหรือลดปัจจัยเสี่ยงของการล้มในผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนเป็นอีกทางหนึ่งในการป้องกันกระดูกหักซ้ำซ้อน ซึ่ง อธิบดีกรมการแพทย์ บอกว่า ทั่วโลกยังคงประสบปัญหาการเกิดกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนอย่างไม่มีทีท่าจะลดลงรวมทั้งประเทศไทยด้วย โรงพยาบาลเลิดสิน ในสังกัดกรมการแพทย์ ตระหนักถึงความสำคัญและภัยที่กำลังคุกคามประชากรของประเทศนี้อยู่ จึงได้ริเริ่มโครงการ “บูรณาการในการป้องกันและรักษากระดูกหักซ้ำซ้อนจากโรคกระดูกพรุน” ขึ้น โดยเล็งเห็นประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นที่ตั้ง

“มีกระบวนการที่พัฒนาขึ้นในสหราชอาณาจักร เรียกว่า Fracture liaison service (FLS) ที่พบว่าทำให้ผู้ป่วยโรคกระดูกพรุนสามารถเข้าถึงการรักษาได้ดีขึ้น ลดการหักซ้ำซ้อนได้ โดยการประสานของทีมแพทย์และสหวิชาชีพ มีผู้ประสานงานที่จะทำให้ผู้ป่วย สามารถเข้าถึงการวินิจฉัย การตรวจรักษาโรคกระดูกพรุน การลดความเสี่ยงต่อ การหกล้ม การเสริมมวลกระดูก การให้ความรู้แก่ผู้ป่วยเอง และผู้ดูแลผู้ป่วย ตลอดจนประเมินถึงสิ่งแวดล้อมที่พักของผู้ป่วยเพื่อวางแผนในการรักษาและป้องกันการเกิดภาวะกระดูกหักซ้ำซ้อน” นพ.สุพรรณ อธิบาย พร้อมกับบอกว่า อันตรายของภาวะกระดูกพรุนนอกจากจะต้องระวังการแตกหักของกระดูกบริเวณอวัยวะต่างๆแล้ว สิ่งที่อาจเกิดขึ้น ตามมาคือภาวะกระดูกหักซ้ำ เช่น บริเวณสะโพก ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดเรื้อรังและรุนแรงถึงขั้นพิการได้

การป้องกันทั้งโรคกระดูกพรุนและการหกล้มในผู้ป่วยโรคนี้ คือการเสริมสร้างเนื้อกระดูกให้แข็งแรงตั้งแต่ในวัยเด็ก ด้วยการกินอาหารให้ครบหมู่ มีแคลเซียมสูง ได้แก่ ผลิตภัณฑ์จาก นม กุ้งแห้ง ปลาตัวเล็กที่กินได้ทั้งกระดูก ถั่วต่างๆ เต้าหู้ งาดำ ผักใบเขียว เช่น ผักโขม ผักคะน้า ใบชะพลู ใบยอ เป็นต้น ควรลดอาหารที่มีไขมันมาก เพราะไขมันจะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม ออกกำลังกายชนิดที่มีการลงน้ำหนัก เช่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และบุหรี่ ที่สำคัญ ควรสำรวจตนเองหากมีอาการเดินเซเป็นประจำหรือรับประทานยามากกว่า 4 ชนิดควรพบแพทย์เพื่อปรับลดยาที่อาจทำให้วิงเวียนศีรษะ หน้ามืดได้ ห้ามผู้ป่วยซื้อยามารับประทานเอง เพราะตัวยาอาจมีส่วนประกอบของสารสเตียรอยด์ทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนมากยิ่งขึ้น

สุดท้ายควรปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้เหมาะสม มีแสงสว่างเพียงพอ ป้องกันการลื่นล้มที่อาจส่งผลให้ผู้ที่มีภาวะกระดูกพรุนเกิดความพิการหรือเสียชีวิตได้.