วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รวมสารพัดขจัดฆาตกาม แนะวิธีรอด บำบัดจิต เอาผิดคดีข่มขืน

ฆ่าข่มขืน...ฆ่าข่มขืน...ฆ่าข่มขืน...เหตุการณ์วนลูปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่ปรากฏอยู่เนืองๆ ชนิดไม่รู้ว่ามันจะหายไปได้อย่างไรในสังคมไทย...

ในเมื่อหญิงไทย ต้องตกอยู่ในภาวะความเสี่ยงเช่นนี้อยู่ อะไรบ้างที่ สาวเอย...เจ้าควรรู้ไว้ เพื่อป้องกันตัว? และหากเกิดพลาดพลั้งต้องตกเป็นเหยื่อ ควรจะทำอย่างไร? ทางออกทางแก้ในแง่กฎหมายของเรื่องนี้ ควรเป็นอย่างไร? ทำไมกรมราชทัณฑ์ ไม่บำบัดจอมหื่นทั้งหลาย ให้เป็นคนดีก่อนปล่อยตัวสู่สังคม? ทุกคำตอบเหล่านี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ สรรหามาให้แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ แล้วในวันนี้  

สาวๆ ต้องฟัง มือปราบอินดี้ แนะวิธีเอาตัวรอดจากเงื้อมมือไอ้บ้ากาม!

ดาบตำรวจยุทธพล ศรีสมพงษ์ ผบ.หมู่ กก.ปพ.บก.ป. หรือ มือปราบจอนนี่ ผู้มากฝีมือ ขอระบายความรู้สึกถึงคดีข่มขืนให้ทีมข่าวฯ ฟังก่อนว่า...

"ความรู้สึกพี่นะ บอกตรงๆ พี่รับไม่ได้เลยกับเรื่องคดีแบบนี้ สังคมไทยเราเป็นสังคมเมืองพุทธ เหตุการณ์แบบนี้ ไม่จำเป็นต้องถึงขนาดมาเกิดขึ้นกับญาติพี่น้องของเราหรอก คนร่วมโลกที่ยืนอยู่บนพื้นแผ่นดินเดียวกัน ก็ไม่มีใครที่เขาจะรับกันได้

คำว่า ข่มขืน มันก็บอกความหมายในตัวแล้วว่า ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเขาไม่ได้ยินยอม แล้วยิ่งเป็นประเภท ข่มขืนแล้วฆ่านี่ บอกตรงๆ เลยว่า มันทุเรศ!" ตำรวจสายปราบโจร เน้นคำสุดๆ ในประโยคสุดท้าย

9 เดือนไม่ยั่น ไล่ล่า 8 เดนทรชน รุมโทรมหญิง

สำหรับการออกล่าอาชญากร ในคดีทารุณกรรมทางเพศ ที่ผ่านมา คดีที่รู้สึกว่า มันสุดกลั้นในฐานะผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มากที่สุดก็คือ คดีที่เดนทรชนจำนวนถึง 8 คน ไปก่อเหตุทำร้ายชายหนุ่ม ก่อนฉุดลากแฟนสาวไปรุมโทรมที่ริมถนนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร คดีนี้แม้จะต้องใช้ระยะเวลานานถึง 9 เดือน ในการติดตามไล่ล่า เพื่อคืนความยุติธรรมให้เหยื่อ แต่ในที่สุดก็สามารถลากคอเดนมนุษย์เหล่านี้ไปรับผิดตามกฎหมายได้

"คดีนี้พี่ไม่ยอม พี่ทำทุกอย่างเพื่อไล่ล่าตัวพวกมันมารับผิดให้ได้ เพราะพวกมันใจคอโหดร้ายมากเกินไป" มือปราบชื่อดัง กล่าวแบบมีอารมณ์ 

พี่จอนนี่ สอนสาวๆ จำให้ขึ้นใจ วิธีเอาตัวรอด จากฆาตกาม

"จากประสบการณ์ทำคดีข่มขืนมาเป็นหมื่นๆ ราย พี่จอนนี่ ขอฝากเตือนผู้หญิงทุกคนไว้ตรงนี้เลยนะครับ หากต้องตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน ถูกทรชนลากไปทำมิดีมิร้าย สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ต้องตั้งสติให้ได้ และอย่าไปขัดขืนพวกมันในช่วงที่มีการใช้อาวุธจี้บังคับเราอย่างเด็ดขาด เพราะเป็นการเสี่ยงมากที่จะถูกพวกมันทำร้ายเอาจนถึงแก่ชีวิตได้ ต้องรักษาชีวิตเราไว้ก่อน เพราะธรรมชาติไอ้พวกนี้ เวลามันจะไปก่อเหตุ มักจะเกิดจากมีอารมณ์ทางเพศพลุ่งพล่านเป็นสำคัญ ฉะนั้น เวลามันเข้าจี้บังคับเหยื่อได้ มันจะไม่ยอมปล่อยเหยื่อให้ดิ้นหนีไปได้แน่

ณ​ เวลานั้น อะไรปล่อยได้ น้องๆ อาจจำเป็นต้องปล่อย ยอมมันไปก่อน จากนั้น จึงค่อยๆ ทำเป็นว่า เรายอมมัน โดยอาจใช้คำพูดเกลี้ยกล่อมมันให้มันตายใจ พอมันมีจังหวะเผลอเมื่อไหร่ ค่อยลงมือไปที่จุดยุทธศาสตร์ของพวกมัน จากนั้นค่อยวิ่งหนีออกไปให้ไกลที่สุด โดยเป้าหมายสำคัญคือแหล่งชุมชนต่างๆ ซึ่งวิธีนี้เหยื่อหลายรายสามารถรอดพ้นเงื้อมมือเดนสังคมเหล่านี้มาได้มากต่อมากแล้ว

ต้องจำ ห้ามลืม ตำหนิรูปพรรณคนร้าย

สิ่งสำคัญอีกอย่าง สำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ คือ ต้องพยายามจดจำตำหนิรูปพรรณที่เด่นชัดของคนร้ายให้ได้ เช่น รอยสัก ลักษณะน้ำเสียงการพูดของผู้ต้องหา เป็นสำเนียงภาษาภาคใด และสำหรับในกรณีที่ถูกพาตัวไปสถานที่ต่างๆ หากไม่ถูกปิดตา ต้องพยายามจดจำสถานที่ลักษณะพิเศษ ตามริมถนนในเส้นทางที่คนร้ายพาไป

ต้องรู้ไว้! ขับรถยามค่ำคืน สัญลักษณ์ติดรถแสดงความเป็นหญิง ตัวเรียกคนร้าย

ปัจจุบันต้องยอมรับว่า วิวัฒนาการในการก่อเหตุของคนร้ายเปลี่ยนแปลงไปมาก ฉะนั้น ผู้หญิงทุกคน พี่จอนนี่ อยากฝากเตือนว่า ต้องตั้งตนให้อยู่ในความไม่ประมาท เวลาไหนที่เสี่ยงต่อการที่จะทำให้ตัวเองต้องตกเป็นเหยื่อ หลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยง ใช้ความระมัดระวังให้มาก โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องขับรถในเวลากลางคืนบ่อยๆ พี่จอนนี่ อยากฝากเตือนไว้เลยว่า สัญลักษณ์อะไรที่ติดอยู่กับรถ ซึ่งแสดงถึงความเป็นผู้หญิง เอาออกได้ควรเอาออก เพราะจุดนี้ คือจุดเสี่ยงที่สาวๆ อาจไม่รู้ว่า เป็นเป้าหมายสำคัญที่บรรดาอาชญากรใช้เล็งเป้าเวลาลงมือ เพราะพวกมันจะรู้ได้ทันทีว่า ผู้ที่ขับรถคันนั้นอยู่ คือ ผู้หญิง!

ฟังวิธีเอาตัวรอดกันไปแล้ว...

แต่อนาคตย่อมไม่มีอะไรแน่นอน วันใดเกิดพลาดพลั้ง ต้องตกเป็นเหยื่อเดนมนุษย์เหล่านี้ สาวๆ ควรทำอย่างไร? เพื่อเอาไอ้คนพวกนี้มาชดใช้กรรมตามกฎหมาย เราไปฟัง พล.ต.ต.วิสุทธิ์ วานิชบุตร อดีตนายตำรวจมือปราบ มาให้คำแนะนำกันดีกว่า... 

มีสิทธิขอได้ พนักงานสอบสวนผู้หญิง จำเป็นและสำคัญยิ่ง!

คดีข่มขืน สำคัญที่สุดคือ เหยื่อมักเกิดความอับอาย หากต้องไปขึ้นโรงพัก เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับคนชั่วช้าเหล่านั้น พี่เข้าใจดี! พล.ต.ต.วิสุทธิ์ เริ่มต้นการสนทนากับทีมข่าว

"แต่ที่สาวๆ ควรรู้ไว้ คือ สิทธิของเราในการขอพนักงานสอบสวนที่เป็นผู้หญิง มาสอบปากคำเราได้!" ผู้การวิสุทธิ์ เน้นคำ

และถึงแม้โรงพักที่เราไปแจ้งความ อาจจะไม่มีพนักงานสอบสวนที่เป็นผู้หญิงประจำอยู่ แต่หากเราแจ้งความประสงค์ไป ทางโรงพักก็มีหน้าที่จะประสานไปยังโรงพักใกล้เคียง เพื่อส่งพนักงานสอบสวนที่เป็นผู้หญิงมาให้ได้ สำคัญนะรู้ไหมเรื่องนี้! เพราะหัวอกลูกผู้หญิงด้วยกัน ย่อมเข้าใจกันดี จริงไหม?

ทำไมพนักงานสอบสวนหญิงจึงสำคัญ?

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ ให้คำตอบในคำถามนี้ กับทีมข่าวฯ ​ว่า พนักงานสอบสวนที่ดีที่สุดในคดีข่มขืน ก็คือ ตำรวจหญิง! เพราะอะไรน่ะหรือ? ก็เพราะคดีข่มขืนต้องมีการสอบปากคำ ซักไซ้ไล่เลียงแบบลงลึกถึงใต้สะดือ เพื่อเสาะหารายละเอียดพฤติการณ์ของคนร้ายที่กระทำต่อเหยื่อสาว นึกภาพดูสิ การซักถามแบบนี้ ระหว่างผู้ชาย ถามผู้หญิง กับผู้หญิง ถามผู้หญิงด้วยกัน ผู้เสียหายจะกล้าพูดกับใครมากกว่า...

โดนทนายฝ่ายตรงข้าม แกล้งถามให้อาย มีวิธีแก้! 

รองฯ วิสุทธิ์ กล่าวต่อไปว่า การต่อสู้ในชั้นศาล กลวิธีที่ทนายฝ่ายตรงข้ามมักใช้ในคดีนี้ คือ การซักถามให้ผู้เสียหายเกิดความอับอาย เพื่อจะได้ไม่กล้ามาขึ้นศาลอีก หากเจอแบบนี้ น้องๆ สาวๆ ไม่ต้องไปกลัว! เพราะเราสามารถหลีกเลี่ยง โดยใช้สิทธิที่จะไม่ตอบได้!...เพราะอะไร น่ะหรือ! เพราะเราสามารถยกคำให้การที่เราให้ไว้กับพนักงานสอบสวนไปใช้แทนได้เลย ฉะนั้นไม่ต้องไปกลัว

ตำรวจต้องรักษาความลับ เหยื่อกล้าแจ้ง ไม่อับอาย เชื่อคดีข่มขืนลดได้

พล.ต.ต.วิสุทธิ์ กล่าวทิ้งท้ายกับทีมข่าวฯ ว่า สิ่งสำคัญอีกเรื่อง คือ การรักษาความลับให้กับผู้เสียหาย ทนาย พนักงานสอบ ต้องมีสำนึกที่ดีในการเก็บความลับของเหยื่อสาวทุกคน เพื่อที่จะทำให้เหยื่อมีความกล้า มาเอาผิดกับคนพวกนี้ เมื่อมีคนกล้าแจ้งมากขึ้น แจ้งแล้วก็ได้ผล และไม่อับอาย ไม่เสื่อมเสียชื่อเสียง ส่วนตัวเชื่อว่า ปัญหาการข่มขืน ก็จะลดน้อยถอยลงได้

ทำไม กรมราชทัณฑ์ไม่บำบัดนักโทษข่มขืน ก่อนปล่อยตัวกลับสู่สังคม? คำถามที่ดังระงมอยู่ในสังคมเวลานี้ พอๆ กับ ข่มขืน = ประหาร

อะไรคือปัญหา เราจะพาไปฟังทุกคำตอบจากผู้เกี่ยวข้อง และผู้ที่คลุกคลีตีโมงกับนักโทษ โดยเฉพาะนักโทษคดีข่มขืน ที่ถูกส่งตัวเข้าไปในเรือนจำ แถมหนึ่งในสองท่านนี้ จะเชื่อหรือไม่ว่า ท่านเป็น...

                                           "ผู้หญิง!"

ท่านแรกคือ นายนัทธี จิตสว่าง ที่ปรึกษาสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย รักษาการรองผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรม แห่งประเทศไทย ส่วนอีกท่าน คือ น.ส.พรพรรณ ศิลปวัฒนาพร นักจิตวิทยาคลินิกชำนาญการ หัวหน้าศูนย์สุขภาพจิต กองบริการทางการแพทย์ กรมราชทัณฑ์ หญิงแกร่งที่ทีมข่าวฯ กล่าวถึง

โดย นายนัทธี เริ่มต้นเลกเชอร์ให้ทีมข่าวฯ ฟังก่อนว่า ผู้กระทำความผิดคดีความรุนแรงทางเพศ แยกคร่าวๆ ได้ 3 ประเภท ดังนี้...

ประเภทที่ 1 กลุ่มคนที่มีความผิดปกติทางด้านเพศ แก้ยากที่สุด บรรเทา บำบัดให้ดีขึ้นนั้น ใช้วิธีทางด้านแพทย์ เช่น การปรับฮอร์โมน กินยา พฤติกรรมข่มขืนซ้ำ  

ประเภทที่ 2 คือ กลุ่มคนปกติ แต่ลงมือทำไป เพราะมีโอกาส

ประเภทที่ 3 คือ กลุ่มที่ถูกกระตุ้น และขาดภูมิคุ้มกันที่จะยับยั้งชั่งใจ

โดยใน 3 กลุ่มนี้ กลุ่มที่มีจำนวนผู้กระทำผิดมากที่สุด คือ กลุ่มคนประเภทที่ 2 แต่คนกลุ่มนี้ มักไม่ค่อยถูกส่งตัวเพื่อเข้าไปรับโทษเรือนจำ เนื่องจากมักจะเลือกเหยื่อที่เป็นคนใกล้ตัว และสามารถเคลียร์ปัญหาได้ในที่สุด

ในขณะที่ ประเภทที่ 1 และ ประเภทที่ 3 จำนวนผู้ก่อเหตุแม้จะมีไม่มากนัก แต่ด้วยความที่มักจะเลือกลงมือ กับคนที่ไม่รู้จัก และส่วนใหญ่ลงท้ายมักจบลงด้วยความรุนแรงเมื่อเหยื่อขัดขืน จึงทำให้ปรากฏเป็นข่าวดังอยู่เนืองๆ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้คนในสังคมรู้สึกว่า มีคนเหล่านี้อยู่จำนวนมากในสังคม!

ทั้งนี้ นักโทษในคดีข่มขืน เมื่อถูกส่งมาที่เรือนจำ จะต้องเข้าสู่โปรแกรมการแก้ไขผู้ต้องขังที่กระทำผิดทางเพศ ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของสำนักพัฒนาพฤตินิสัย 

โดยขั้นตอนแรก เมื่อผู้ต้องขังคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ เข้าเรือนจำ จะมีการคัดกรองภาวะสุขภาพจิตด้วยแบบประเมินภาวะสุขภาพจิต สำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำ รวมถึงการซักถามประวัติความเจ็บป่วยทางด้านสุขภาพจิต/จิตเวช ซึ่งหากพบว่าเข้าข่ายมีปัญหาเรื่องสุขภาพจิต/จิตเวช ที่อาจก่อให้เกิดภาวะอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น ก็จะถูกส่งตัวเข้ากระบวนการในการบำบัดต่อไป เช่น การส่งตัวไปให้ นักจิตวิทยาเรือนจำดูแล หรือส่งไปบำบัดที่โรงพยาบาลจิตเวชภายนอก ตาม พ.ร.บ.สุขภาพจิต 2551 นอกจากนี้ กรมราชทัณฑ์ยังมีโปรแกรมการแก้ไขเฉพาะด้านสำหรับผู้ต้องขังที่กระทำผิดทางเพศ ซึ่งอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบ ของ สำนักพัฒนาพฤตินิสัย โปรแกรมนี้ มีชื่อว่าโปรแกรมแก้ไขผู้ต้องขังคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ

ส่วนที่เหลือจะเข้าสู่การปรับทัศนคติที่มีต่อเพศหญิง เช่น การนำเหยื่อมาเล่าให้ฟังถึงประสบการณ์อันแสนเลวร้ายจากการถูกข่มขืน เพื่อให้คนเหล่านี้ ระลึกถึงสิ่งที่ได้กระทำลงไป โดยการสร้างตราบาปให้กับเพศแม่

คำถามจากนักสิทธิมนุษยชน…ทำไมกรมราชทัณฑ์ไม่บำบัดนักโทษให้กลับมาเป็นคนดีของสังคมได้ ?

ที่ปรึกษาสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ทอดถอนใจก่อนตอบว่า เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์แต่ละคนทุกวันนี้ ต้องยอมรับว่า ทำงานหนักมาก ฉะนั้น จะให้ปลายทางคือกรมราชทัณฑ์ รับภาระไปดูแลปรับเปลี่ยนให้ผู้ต้องขังกลับไปเป็นสุจริตชนแต่เพียงอย่างเดียว มันก็ดูหนักหนามากเกินไป เพราะการจะไปทำแบบนั้นได้ ต้องอาศัยหลายๆ ปัจจัยประกอบกัน เช่นเริ่มตั้งแต่ สถาบันครอบครัว

และที่สำคัญกว่านั้น คือ เรือนจำทั่วประเทศ ขาดแคลน นักจิตวิทยา! ปัจจุบัน มีนักจิตวิทยาประจำเรือนจำ เพียง 29 คน จากเรือนจำทั่วประเทศ 143 แห่ง!

ทั้งนี้ กระบวนการบำบัดหากจะทำให้จริงจังเข้มข้นและได้ผล นอกจากจะต้องทำต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ปี แล้ว แต่ละเรือนจำ จะต้องมีนักจิตวิทยาประจำอยู่ อย่างน้อยที่สุด 1 คน ต่อเรือนจำ ซึ่งแม้จะเป็นอัตราที่น่าเป็นห่วงคือ นักจิตวิทยา 1 คน ต่อ นักโทษ 1,000 คน แต่มันก็ยังดีกว่า บางเรือนจำไม่มีเลยเช่นในปัจจุบัน 

ด้วยเหตุนี้ กระบวนการบำบัด คงทำได้เพียงลดความเสี่ยงสำหรับที่จะไปกระทำผิดซ้ำลงได้บ้าง...เพราะการบำบัด หากจะให้หายขาดต้องใช้ปัจจัยหลายอย่างประกอบ เช่น คนใกล้ตัวโดยเฉพาะครอบครัวดูแลด้วย เพราะหากเขากลับไปเข้าสังคมแล้วต้องไปเจอสภาพแวดล้อมเสี่ยงๆ เหมือนเดิม ก็มีโอกาสสูงที่จะไปกระทำผิดซ้ำได้อีก

สถิตินักโทษคดีข่มขืน กลับไปก่อเหตุซ้ำ มีแค่ 2-3%

แต่อย่างไรก็ดี ตามสถิติของกรมราชทัณฑ์ พบว่า ปัจจุบันมีนักโทษเด็ดขาดในคดีความรุนแรงทางเพศ ประมาณ 4,391 คน จากจำนวนนักโทษ 261,687 คน หรือคิดเป็น 1.68% และในจำนวน 4 พันกว่าคนนี้ มีเพียง 3-4% หรือ 200 คนเท่านั้น ที่มีพฤติกรรมกลับไปก่อเหตุซ้ำ จนต้องกลับเข้ามารับโทษในเรือนจำใหม่

ผู้ต้องหาคดีข่มขืน เป็นโรคจิต? … สามารถบำบัดให้กลับมาเป็นคนปกติได้ไหม?

จะมีใครตอบคำถามนี้ ได้ดีไปกว่า หญิงแกร่ง แบบ คุณพรพรรณ ซึ่งทำงานบำบัดผู้ต้องขังในคดีข่มขืน รวมถึงให้การบำบัดนักโทษคดีความรุนแรงทางเพศมาแล้วอย่างโชกโชน เป็นเวลากว่าสิบปี

นักโทษคดีข่มขืน ป่วยทางจิตหรือไม่?

ประเด็นนี้ ตอบยาก ต้องพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป เพราะบางรายจะไม่แสดงอาการว่ามีอาการทางจิต ภายนอกจะเหมือนคนปกติธรรมดาทั่วไปทุกอย่าง แต่จะเกิดอาการเมื่อมีสิ่งเร้ากระตุ้น เช่น เมื่อมีการดื่มสุรา แล้วจะเกิดอารมณ์ทางเพศ แล้วไปกระทำกับเหยื่อ ซึ่งในกรณีแบบนี้ น่ากลัวมาก นั่นเพราะเมื่อตัวเขาเองไม่ยอมรับว่าผิดปกติ ก็มักจะไม่ค่อยยอมรับการบำบัด

จริงไหม! นักจิตวิทยาเรือนจำ ส่วนใหญ่เป็นหญิงมากกว่าชาย

จริงค่ะ! หัวหน้าศูนย์สุขภาพจิต กองอำนวยการทางการแพทย์ กรมราชทัณฑ์ กล่าวอย่างหนักแน่น

เผชิญหน้า นักโทษชายคดีข่มขืน กลัวไหม?

นักจิตวิทยาสาวผู้คร่ำหวอดกับนักโทษ หัวเราะก่อนตอบว่า ไปมาหมดแล้วทุกคดีแล้วค่ะ ทั้งคดีฆ่าข่มขืน ฆาตกรต่อเนื่อง หรือคดีอะไรที่รุนแรง จะมากน้อยแค่ไหนก็ตาม!

หากแต่...เมื่อก่อน ตอนเข้ามาทำงานแรกๆ บอกเลยว่าไม่กลัว แต่ผ่านมาถึงปัจจุบันนี้ ยอมรับเลยว่าเริ่มเกิดความรู้สึกกลัวแล้ว เพราะรู้สึกว่าผู้ต้องขังหลังๆ มานี่ เริ่มมีกลไกความสลับซับซ้อนในการกระทำผิด เพิ่มมากขึ้น

นักจิตวิทยาหญิง กับ ความเสี่ยงถูกนักโทษคุกคาม?

มันอยู่ที่การวางตัวของเรา เรื่องบางเรื่องหากจำเป็นต้องถาม ก็ต้องถาม...เพราะมันเป็นงานของเรา เท่าที่ผ่านมา ยังไม่เคยถูกคุกคามจากผู้ต้องขังคดีความรุนแรงทางเพศ เวลาต้องไปบำบัดแต่อย่างใด เพราะจะมีผู้คุมคอยดูแลอยู่ตลอดเวลาในช่วงของการทำงาน เพราะฉะนั้น จึงมั่นใจได้ในความปลอดภัย

และในประเด็นสุดท้าย ท้ายที่สุดของสกู๊ป ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ วันนี้ เราไปฟังทางออกในเชิงกฎหมาย จะแก้อย่างไรดี จึงเหมาะที่สุดสำหรับโทษในคดีข่มขืน จาก อ.กฤษฎา แสงเจริญทรัพย์ อาจารย์สาขาวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ซึ่งขันอาสา มาแลกเปลี่ยนความเห็นในอีกมุมมองให้แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ได้ลองพิจารณากัน

โดยก่อนเริ่มการสนทนา อ.กฤษฎา ได้กล่าวกับทีมข่าวฯ ว่า

ก่อนอื่น ต้องแยกประเด็นให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้สังคมเกิดความสับสนแบบนี้ ว่า…

คดีข่มขืนแล้วฆ่า อัตราโทษปัจจุบัน คือ ประหารชีวิตอยู่แล้ว ส่วนอีกกรณี ที่กำลังมีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ก็คือ คดีข่มขืน ที่ปัจจุบันอัตราโทษคือ จำคุก 4-20 ปี แต่ล่าสุด ความเคลื่อนไหวของสังคม อยากให้เปลี่ยนโทษจำคุก ไปเป็นการประหารชีวิต

ป้องปรามอาชญากรรมให้ยั่งยืน ไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มโทษ แต่อยู่ที่ การบังคับโทษให้จริงจัง!

จะเป็นการประหาร หรือจำคุก แม้มีบัญญัติไว้ในกฎหมาย แต่หากไม่ได้บังคับโทษอย่างจริงจังตามนั้น ก็ไร้ความหมาย... ส่วนตัวผมเชื่อมั่นว่า หากมีการบังคับโทษในคดีข่มขืนธรรมดา ที่ไม่ใช่เป็นการข่มขืนแล้วฆ่า ด้วยวิธีการจำคุกสูงสุด 20 หรือ 50 ปี (หากว่าจะมีการแก้กฎหมายอาญามาตรา 276 เพื่อเพิ่มโทษ) อย่างจริงจังโดยไม่มีการลดโทษ ผมเชื่อมั่นว่า คดีข่มขืน จะลดลงได้!

เพราะเท่าที่ได้ศึกษาด้านอาชญาวิทยามา อยากตั้งข้อสังเกตแบบนี้ว่า ในคดีอื่นเช่น ลักทรัพย์ หรือฆ่าคนตาย อาจจะเกิดจากสาเหตุเป็นแรงผลัก เช่น จำเป็นต้องไปลักทรัพย์ เพราะไม่มีเงินซื้อข้าวให้ลูกกิน หรืออย่าง คดีฆ่าคนตาย ก็อาจจะเกิดจาก ต้องยิงเพราะป้องกันตัว ซึ่งถือว่าพอจะมีข้อยกเว้นทางกฎหมายได้ แต่ในคดีความผิดฐานข่มขืน ไม่มีเหตุผลอะไรเลย...ที่จะไปลดโทษให้คนร้ายได้!

ส่วนตัวมองว่าปัญหาที่ผ่านมา ในคดีข่มขืนของประเทศไทย คือ คนร้ายมักจะถูกจำคุกจริงเพียงไม่กี่ปีเพราะได้รับการลดโทษ เมื่อพ้นโทษออกมา ก็มักจะไปก่อเหตุซ้ำ เพราะอาจจะไม่รู้สึกเข็ดหลาบ บางรายถึงขนาดหาญไปเยาะเย้ยเหยื่อก็มี แต่หากเราเปลี่ยนไปใช้วิธีว่า ไม่ให้มีการลดโทษในคดีข่มขืน ให้ติดคุกไปเลยตามกฎหมายสัก 20 หรือ 50 ปี แบบนี้ น่าจะทำให้คนร้ายได้รับผลกรรมที่ทำไว้อย่างสาสมและให้ผลยั่งยืนในเชิงของการแก้ไขปัญหาได้มากกว่า

เพราะทฤษฎีทางอาชญาวิทยาดั้งเดิม บอกไว้ว่า คนที่คิดจะกระทำผิด มักจะมีการชั่งใจ 2 ประการ คือ ความพึงพอใจส่วนตัว กับผลเสียที่จะได้รับ เพราะฉะนั้น หากมีการบังคับโทษให้จริงจัง น่าจะเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ผู้ที่คิดจะลงมือ ได้ชั่งผลดี-ผลเสียที่จะเกิดกับตัวเอง ก่อนจะไปกระทำความผิดได้

ข่มขืน = ประหาร ไม่ยั่งยืน ที่สำคัญ หากโอละพ่อ เป็นแบล็กเมล์...?

และเท่าที่ได้ศึกษา จากหลายๆ กรณีในต่างประเทศมา พบว่า เมื่อมีการแก้ไขกฎหมาย เพื่อเพิ่มบทลงโทษให้รุนแรงขึ้นในคดีอาชญากรรมใดๆ ก็ตาม มักจะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมทางสังคม และมีผลให้การก่ออาชญากรรม นั้นๆ จะลดลงในระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น แต่เมื่อใดก็ตาม ที่มีการบังคับใช้กฎหมายไม่จริงจัง มันก็จะย้อนกลับมาใหม่ แถมอาจจะมีความรุนแรงมากขึ้นด้วยเพื่อหวังหลีกเลี่ยงบทลงโทษที่ตัวเองจะได้รับ

ในอีกแง่มุมหนึ่งที่อยากจะให้สังคมไทย ได้ลองทบทวนคือ เราจะมั่นใจได้มากน้อยแค่ไหน กับกระบวนการยุติธรรมแบบไทยๆ ว่า จะสามารถระบุถึงตัวคนร้ายได้อย่างแน่ชัด พูดง่ายๆ คือ เรามั่นใจมากน้อยแค่ไหนว่า เราจะลงโทษไม่ผิดตัว? หากเราตัดสินใจเพิ่มโทษในคดีข่มขืน เป็นการประหารชีวิต หรือเอาแบบเกาหลีใต้ คือ การฉีดยาเพื่อให้อวัยวะเพศฝ่อตัวลง

และอีกแง่หนึ่งที่ต้องคำนึงคือ หากเป็นการโอละพ่อ ท้ายที่สุดคดีที่คิดว่าเป็นคดีข่มขืน กลับกลายเป็นการแบล็กเมล์ล่ะ? เราจะทำอย่างไร...อ.กฤษฎา กล่าวทิ้งท้าย อย่างน่าสนใจ

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่

 reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

ฆ่าข่มขืน...ฆ่าข่มขืน...ฆ่าข่มขืน...เหตุการณ์วนลูปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่ปรากฏอยู่เนืองๆ ชนิดไม่รู้ว่ามันจะหายไปได้อย่างไรในสังคมไทย... 7 ก.ค. 2559 15:48 9 ก.ค. 2559 10:18 ไทยรัฐ