วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ลูกจ้างสาวให้การมัดตัว 'หญิงไก่'ส่งเด็กให้VIPบ่อน เจ้าตัวยันไม่หนี

“หญิงไก่” โผล่พิษณุโลก บอกมาไหว้พระพุทธชินราช ยันไม่หนีไปไหนพร้อมเข้าพบตำรวจตามหมายเรียก โอดสังคมตัดสินแล้ว เหลือที่พึ่งสุดท้ายคือศาล ด้านสภาทนายความส่งทีมช่วย “สงกานต์” หลังพา 3 ครอบครัวเหยื่อเข้าพบร้องขอช่วยเหลือเรื่องคดี ก่อนส่งทนายพาน้องก้อยพร้อมพ่อแม่ให้ปากคำกองปราบฯเพิ่มเติม เผยอีกพบเหยื่อเพิ่มอีก 6-7 ราย ถูกพาไปปรนนิบัติวีไอพีในบ่อนฮ่องกง ลาว พม่า เขมร เชื่อมีนักการเมือง บิ๊กตำรวจ-ทหารให้การช่วยเหลือ ขณะที่ รรท.ผบช.น. บอกถึงตอนนี้ยังไม่มีบิ๊กตำรวจติดต่อแทรกแซงคดี

ภายหลัง น.ส.ประภาวรรณ หรือก้อย ใจกล้า อายุ 19 ปี นิสิตปี 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เข้าร้องทุกข์กองบังคับการปราบปราม ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีถูกนางมณตา หรือไก่ หยกรัตนกาญ อายุ 56 ปี อดีตนายจ้าง แจ้งความกลั่นแกล้งดำเนินคดีพร้อมพ่อแม่ในข้อหาลักทรัพย์ เหตุเกิดเมื่อปี 58 ท้องที่ สน.ประชาชื่น หลังจากนั้นมีเหยื่อซึ่งถูกนายจ้างรายนี้แจ้งความดำเนินคดี ออกมาขอให้กองบังคับการปราบปรามช่วยเหลืออีกหลายคน มีทั้งถูกจำคุกไปแล้ว และยังอยู่ระหว่างดำเนินคดี ทำให้กองปราบปรามประสาน บช.น.ตรวจสอบ เพราะพบหลักฐานอาจเข้าข่ายความผิดค้ามนุษย์ ล่าสุด พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก.สั่งสอบประเด็นแอบอ้างเป็นคุณหญิงเข้าข่ายผิด ม.112 ส่วน “ทนายสงกานต์” คุ้ยแหลก แฉหญิงไก่มีคดีฉ้อโกงที่ประจวบฯและปากน้ำโพ ขณะที่นาง มณตายืนยันไม่หนี พร้อมเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก โดยยืนยันความบริสุทธิ์ทุกอย่าง

ความคืบหน้าในคดีชวนฉงนของอดีตนายจ้างหญิง เมื่อเวลา 08.30 น. ที่กองบังคับการปราบปราม พล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี รอง ผบช.ก.รรท.ผบก.ป. พล.ต.ต.เจริญ ศรีศศลักษณ์ ผบก.น.2 พ.ต.อ.ชาคริต สวัสดี รอง ผบก.ป. พ.ต.อ.สามารถ พรหมชาติ ผกก.สน.ประชาชื่น และพนักงานสอบสวน ร่วมประชุมใช้เวลานานกว่า 3 ชั่วโมง โดยมีรายงานว่า ที่ประชุมได้วางแนวทางสืบสวนสอบสวนร่วมกันระหว่าง บช.ก.และ บช.น. โดยให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงคดีความของหญิงไก่ทั้งหมดที่เกิดขึ้น โดย พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. มีคำสั่งให้เร่งรัดตรวจสอบกรณีที่นางมณตามีพฤติกรรมแอบอ้างเป็นคุณหญิง อีกทั้งให้ตรวจสอบว่าจะเข้าข่ายในความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูงด้วยหรือไม่ ทั้งนี้ พบว่าหญิงไก่มีพฤติกรรมดังกล่าวจริง มีผู้เสียหายหลายราย อยู่ระหว่างติดตามมาสอบปากคำเป็นพยาน

มีรายงานข่าวอีกว่า พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น.สั่งการให้ร่วมตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับกองปราบปราม มอบหมายให้ พล.ต.ต.เจริญ ศรีศศลักษณ์ ผบก.น.2 ตั้งทีมสืบสวนตรวจสอบคดีของหญิงไก่ เพื่อหาข้อเท็จจริง โดยไม่รวมคดีของน้องก้อย ขณะเดียวกันให้ประสานขอสอบปากคำผู้เสียหายที่มาร้องทุกข์กับกองปราบปราม เพื่อนำมาประกอบสำนวน อีกทั้งในส่วนของการรื้อคดีของหญิงไก่ในรายอื่นๆนั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าสามารถรื้อคดีได้หรือไม่ โดยให้ตรวจสอบข้อมูลกับศูนย์ปฏิบัติการคดีพิเศษภาคเหนือ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หลังพบว่ามีผู้เสียหายเข้าร้องเรียนพฤติกรรมของหญิงไก่ โดยให้ตรวจสอบอย่างละเอียดว่าเข้าข่ายมีพฤติกรรมการค้ามนุษย์หรือไม่

ต่อมาช่วงบ่าย นายกมลศักดิ์ ศรีประเสริฐ ทนายความ พร้อม น.ส.ประภาวรรณ ใจกล้า หรือน้องก้อย และพ่อแม่ เข้าพบพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติมถึงหน้าที่ในขณะที่ยังทำงานอยู่กับหญิงไก่ และหารือถึงแนวทางการดำเนินคดีในข้อหาอื่นๆ เช่น ข้อหาการค้ามนุษย์

นายกมลศักดิ์กล่าวว่า คดีนี้พบผู้เสียหายเพิ่มเติมอีก 6-7 ราย 1 ในนั้นถูกพาไปทำงานที่ประเทศลาว 2 ปี ขณะที่ยังมีอายุต่ำกว่า 18 ปี รวมถึงยังพบหลักฐานอีกว่า หญิงไก่ได้ชักชวนหญิงสาวไปทำงานที่ฮ่องกง เมียนมา กัมพูชา และ
ลาว ในลักษณะงานปรนนิบัติแขกระดับสูงของบ่อนการพนัน ขณะเดียวกัน น.ส.ประภาวรรณระบุด้วยว่า ขณะทำงานกับหญิงไก่ เคยเห็นหนังสือเดินทางของหญิงสาวประมาณ 20 เล่ม มีทั้งสีแดง สีน้ำเงิน และสีเขียว อยู่ในห้อง โดยหญิงไก่เล่าให้ฟังเป็นของหญิงสาวที่เคยทำงาน โดยพยานที่จะเอาผิดในข้อหาค้ามนุษย์ เป็นพยานบุคคล และเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่วนพยานหลักฐานเอกสารอื่นๆยังไม่สามารถเปิดเผยได้ อย่างไรก็ตาม พบข้อมูลหลักฐานที่ทำให้เชื่อว่า หญิงไก่ไม่ได้ทำงานเพียงคนเดียว อาจมีบุคคลระดับสูง อาทิ ส.ส. นักการเมืองท้องถิ่น นายตำรวจยศนายพล และนายทหาร เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือให้เกิดการกระทำผิดเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ ในวันที่ 7 ก.ค.ทีมทนายจะพาผู้เสียหายจาก จ.พะเยา เข้าแจ้งความดำเนินคดีกับหญิงไก่เพิ่มเติมที่กองบังคับการปราบปราม

ส่วน พ.ต.อ.สามารถ พรหมชาติ ผกก.สน.ประชาชื่น เปิดเผยว่า ได้นำข้อมูลรายละเอียดในคดีของหญิงไก่ ที่มีการแจ้งความไว้มอบให้กองปราบปรามหมดแล้ว ส่วนกรณีที่นางสุกัญญา ศิริม่วง อดีตลูกจ้างที่กล่าวอ้างว่ามีตำรวจ สน.ประชาชื่น เข้าพบหญิงไก่หลายครั้ง และมีพฤติกรรมข่มขู่ให้รับสารภาพคดีลักทรัพย์ ยืนยันว่าตำรวจดำเนินการตามขั้นตอน ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้ง

อีกด้านหนึ่งที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น.กล่าวว่า เชื่อว่า นางมณตา หยกรัตนกาญ จะเข้าพบพนักงานสอบสวนกองปราบปรามตามหมายเรียกคดีแจ้งความเท็จในวันที่ 11 ก.ค.นี้ โดยไม่หลบหนี เพราะผู้ถูกกล่าวหาระบุว่าพร้อมต่อสู้คดี ส่วนกรณีจะไปปฏิบัติธรรมที่ จ.เชียงราย จะมีชุดสืบสวนคอยประกบ แต่หากไม่เข้าพบจะออกหมายเรียกอีกครั้ง และขอศาลออกหมายจับตามไป สำหรับกรณีที่อ้างว่ารู้จักนายตำรวจระดับสูง ถึงขณะนี้ยังไม่มีนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ติดต่อเข้ามา ในสัปดาห์นี้คดีจะชัดเจนมากขึ้น จะดำเนินคดีทุกคดี หากเข้าข่ายความผิดกฎหมายอาญาใดจะ ดำเนินคดีโดยไม่ละเว้น เบื้องต้นจากพฤติกรรมนางมณตา เชื่อว่าไม่ได้ทำเพียงคนเดียว น่าจะมีคนอยู่เบื้องหลังคอยให้การช่วยเหลือ นอกจากนี้ยังให้ พล.ต.ต.เจริญ ศรีศศลักษณ์ ผบก.น. 2 ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบตำรวจ สน.ประชาชื่น เจ้าของคดีที่รับแจ้งความจากนางมณตาว่ามีข้อบกพร่องใด และยังจะพิจารณาอีกครั้งว่านอกจากเจ้าของสำนวนคดี ยังจะมีส่วนไหนที่ต้องมีส่วนรับผิดชอบในเรื่องนี้ด้วยหรือไม่

พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวด้วยว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างตรวจสอบนางมณตา มีประวัติอย่างไร ตั้งแต่เกิดจนถึงปัจจุบัน ต้องตรวจสอบอย่างละเอียด โดย บช.น.จะร่วมกับกองปราบปรามตรวจสอบข้อเท็จจริง ส่วนสำนวนคดีทั้งหมด 9 คดี ต้องตรวจสอบว่ามีสำนวนใดบ้างมีการแจ้งความเท็จ แล้วมีการกระทำความผิดในความผิดฐานอื่นอีกหรือไม่ จะต้องดำเนินการพร้อมสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ขอเวลาสักระยะในการตรวจสอบพยานหลักฐานข้อเท็จจริง และต้องดำเนินการให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ให้คนไม่ดีมีจุดยืนอยู่ในสังคม

ก่อนหน้านี้ที่สภาทนายความ นายสงกานต์ อัจฉริยทรัพย์ ประธานเครือข่ายต่อต้านการบ่อนทำลายชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ พา น.ส.ประภาวรรณ ใจกล้า หรือน้องก้อย อายุ 19 ปี พร้อมพ่อแม่ และนางสุกัลยา ศิริม่วง อายุ 54 ปี จำเลยคดีลักทรัพย์อดีตนายจ้างที่เพิ่งได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวจากเรือนจำ และ น.ส.วนิชยา บุ้นสุนเฮง หรือน้องมีน อายุ 21 ปี ลูกสาว เข้าพบนายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ เพื่อให้ช่วยเหลือทางกฎหมาย

หลังการพูดคุยนายเดชอุดมเปิดแถลงข่าวพร้อมกลุ่มเหยื่อว่า คดีนี้เริ่มต้นเป็นกรณีนายจ้างหญิงแจ้งดำเนินคดีลักทรัพย์นายจ้างกับลูกจ้าง และครอบครัว กับบุคคลอื่นๆกลายเป็นหลายคดี โดยการสอบข้อ เท็จจริงเบื้องต้นเห็นว่ามีความเคลือบแคลงสงสัยเกิดขึ้น บางคนอยู่ระหว่างการพิจารณาในชั้นศาล และรับสารภาพไปแล้ว ถูกขังระหว่างพิจารณา 7 เดือน เรื่องลักษณะนี้ได้เกิดขึ้นในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในประเทศไทยซ้ำซาก สภาทนายความเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ จะให้นายสงกานต์ทำงาน ตามลำพังไม่ได้ จึงจัดคณะไปร่วมทำงานทั้งในชั้น สอบสวน ชั้นอัยการ ชั้นศาล ทั้งในคดีอาญาและคดีค้ามนุษย์ หากข้อเท็จจริงไปถึงว่ามีการกลั่นแกล้งเป็นการละเมิดใคร จะดำเนินคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญาเพื่อเรียกค่าสินไหมทดแทนต่อไป

ด้านนายสุนทร พยัคฆ์ อุปนายกสภาทนายความ กล่าวว่า คดีนี้สภาทนายแบ่งเป็น 3 สำนวนคือคดีน้องก้อย คดีแม่น้องมีน และคดีหนูนา ที่ศาลพิพากษาลงโทษไปแล้ว โดยคดีน้องก้อยเป็นคดีที่ตนสอบข้อเท็จจริงเองแต่แรก ครอบครัวเขาร้องไห้ตลอด พยายามขอพบพนักงานสอบสวนเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ทั้งที่หากไปพบจะถูกจับโดยยังไม่มีความพร้อมเรื่องหลักทรัพย์ประกันตัว ได้ห้ามน้องก้อยอย่าไปทำงาน เพราะการปรากฏตัวจะถูกจับ ในที่สุดก็ถูกจับทั้งที่ไม่มีหลักทรัพย์ ทนายความจากสภาทนายความที่ไปดูแลเรื่องนี้แจ้งว่า พนักงานสอบสวนเรียกหลักทรัพย์สูงถึงคนละ 3 ล้านบาท ทั้งครอบครัว 3 คน 9 ล้านบาท เป็นที่ผิดสังเกตคือคดีนี้มีอัตราโทษไม่สูง แต่ทำไมถึงเรียกหลักทรัพย์สูง จนต้องหาทางแก้ด้วยเงินจากกองทุนยุติธรรม

ขณะที่นายสงกานต์แถลงเพิ่มเติมว่า คดีนี้ในส่วนแม่น้องมีนรับสารภาพไปแล้ว ศาลอยู่ระหว่างสืบพยานประกอบคำรับ ต้องยื่นขอถอนคำให้การรับสารภาพ และต้องขอให้สำนักงานอัยการสูงสุด สอบพยานเพิ่มเติมกับฝ่ายผู้ต้องหารายที่ยังไม่สั่งฟ้อง กับติดตามหาหญิงชาวเขาอีก 7 คนที่ถูกดำเนินคดีด้วย ในส่วนการเตรียมคดีต่อสู้ไม่อาจเปิดเผยได้ บอกได้เพียงว่า ต้องพิสูจน์ว่าการที่หญิงไก่บอกว่าลูกจ้างลักทรัพย์ตนเอง ที่แท้หญิงไก่ไม่ได้มีทรัพย์สินมาก เห็นได้จากการมีคดีความติดตัวในหลายท้องที่ และคดีล้มละลายที่ตนกำลังสืบมาให้ได้

บ่ายวันเดียวกัน ที่ จ.แม่ฮ่องสอน ด.ต.ประธาน สืบสุยะ ตำรวจ กก.4 บก.ป. เดินทางไปที่ สภ.แม่ลาน้อย เพื่อรับข้อมูลการสอบสวนจากนายศรีสุวรรณ สรศักดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์ประชาบดี จ.แม่ฮ่องสอน และ ร.ต.อ.วีระพงษ์ ทะลา รอง สว. (สอบสวน) สภ.แม่ลาน้อย เจ้าของคดีกรณีหญิงไก่หลอกเด็กชาวเขาไปทำงาน และจะพาไปต่างประเทศ เพื่อนำส่งให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการ

นายศรีสุวรรณกล่าวว่า เหยื่อเป็นเด็กหญิงในพื้นที่ อ.แม่ลาน้อย 6 ราย อายุระหว่าง 15-19 ปี มีต่ำกว่า 14 ปี 1 คน สอบปากคำผู้เสียหายไปแล้ว 5 คน ยังเหลืออีก 1 คน ยังตามตัวไม่พบ จากการสอบถามทราบว่า เด็กคนแรกที่ไปทำงานนั้น หญิงไก่ได้ให้กลับไปชวนเพื่อนมาทำงานด้วยกันอีก แต่พอเด็กทราบว่าจะต้องเดินทางไปต่างประเทศ จึงปรึกษากับครอบครัวเพราะไม่อยากไปก่อนหลบหนีออกมา นอกจากนี้ ยังทราบด้วยว่า เด็กสาวที่ไปทำงานยังมีเงินค้างอยู่กับนายจ้างคนละหลายหมื่นบาท บางคนทำงาน 2-3 ปี ยังไม่เคยได้รับเงินเดือน ส่วนตอนแรกที่มีแรงจูงใจให้ไปทำงาน เพราะหญิงไก่หลอกจะอุปการะส่งเรียนหนังสือ และเรียนพยาบาล และจะให้สร้อยทองคำแก่เด็กๆ แต่เมื่ออยู่ได้ระยะหนึ่ง จะถูกกดดันด้วยเรื่องการพาไปบ่อนพนันที่ลาวและพม่า ในที่สุดตัดสินใจหลบหนีกลับบ้าน ก่อนถูกข่มขู่และถูกแจ้งดำเนินคดีทุกคน ทั้งนี้ นอกจาก 6 เด็กสาววัยรุ่นใน อ.แม่ลาน้อยแล้ว ยังมีเด็กสาวจากจังหวัดอื่นอีกจำนวนหนึ่ง ที่ไปทำงานให้กับหญิงไก่ และอาจจะมาร่วมให้ข้อมูลเพื่อเป็นพยานในคดีนี้

ขณะที่นายพิพัฒน์ เอกภาพันธ์ ผวจ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า จังหวัดไม่ได้นิ่งนอนใจ ก่อนหน้านี้ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมีนายเทพประสิทธิ์ วงษ์ท่าเรือ ปลัดจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธาน ทราบว่าได้สอบปากคำผู้เสียหายแล้ว และเมื่อได้ข้อมูลมา จะประมวลดูว่ามีข้อกฎหมายอะไรที่จะดำเนินการทางคดีได้ เพราะหากเด็กมีอายุไม่เกิน 18 ปี ต้องได้รับความยินยอมจากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานก่อนถึงจะสามารถทำงานได้ นอกจากนี้ ยังจะดูเรื่องการคุ้มครองสิทธิของเด็กว่ามีการถูกฉ้อโกงหรือไม่ เพราะเด็กบางคนไม่ได้รับค่าแรง ส่วนมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุหลอกลวงเด็กชาวเขาไปทำงานได้อีก ได้กำชับเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลายได้ให้ความสำคัญสอดส่องดูการว่าจ้างแรงงานที่ไม่ผ่านทางการอย่างเข้มงวดต่อไป

ส่วนความเคลื่อนไหวของนางมณตา หยกรัตนกาญ หรือหญิงไก่ อดีตนายจ้างหญิง เมื่อเวลา 14.00 น. วันเดียวกัน นางมณตาเปิดเผยกับผู้สื่อข่าว ที่โรงแรมท็อปแลนด์ อ.เมืองพิษณุโลก หลังเดินทางไปกราบหลวงพ่อพระพุทธชินราชที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ วรมหาวิหาร ว่า เดินทางมาถึงตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา ตั้งใจจะมากราบหลวงพ่อพระพุทธชินราช ที่ได้กราบไหว้มาตลอดชีวิต มากราบว่าถ้าเกิดผู้ต้องหานำเงินหรือทรัพย์สินตนไป ขอให้เขามีอันเป็นไป แต่ถ้าเขาไม่ได้ลักขโมย ขอให้ตนมีอันเป็นไป ถ้าเราใส่ความเขา ขอให้เรามีแต่ภัยพิบัติเกิดขึ้นในชีวิต แต่ถ้าเขาเอาของเราไปจริง ขอให้เรามีแต่สิ่งดีๆเกิดขึ้นในชีวิต ได้บอกหลวงพ่ออย่างนี้ ส่วนหลังจากนี้ ไม่หนีไปไหน ตอนนี้กระแสสังคมตัดสินไปแล้ว สื่อบางสื่อตัดสินไปแล้ว ตอนนี้เหลือที่พึ่งสุดท้ายคือศาล เมื่อถามถึงที่มาที่ไปของหญิงไก่ นางมณตาตอบว่า ผู้สื่อข่าวที่พิษณุโลกนี่แหละพูดว่า หญิงไก่โชว์เครื่องเพชร หญิงไก่แจกทุนการศึกษา สร้างวัด เงินตัวเองทั้งนั้น ทุกคนก็เรียกว่าหญิงไก่ บางคนอื่นก็เติมว่า คุณหญิงไก่ ไม่ได้สนับสนุน แต่ห้ามไม่ได้ แล้วแต่คนที่ศรัทธา สำหรับกรณีไป จ.แม่ฮ่องสอน ยอมรับไปจริง ไม่ได้เอาเด็กมาเป็นคนรับใช้ แต่นำไปส่งเรียน สำหรับหมายเรียกจากกองปราบนั้น ยังไม่ได้รับอย่างเป็นทางการ แต่ทราบข่าวแล้วจากสื่อ และพร้อมที่จะไปพบ

ล่าสุดมีรายงานว่า ชุดสืบสวนกองปราบปรามได้เบาะแสสำคัญ เป็นภาพเหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 ก.ค.ที่ผ่านมา ขณะที่สื่อโทรทัศน์ไทยรัฐทีวี สัมภาษณ์นางมณตา ที่ห้องพักเลขที่ 3/551 คอนโดบ้านประชานิเวศน์ ถนนเทศบาลนิมิตเหนือ ประชานิเวศน์ 1 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร ผ่านทางเฟซบุ๊กไลฟ์ โดยขณะที่สัมภาษณ์ได้โพสต์ภาพไปยังบริเวณเตียงนอน พบหนังสือเดินทางจำนวนกว่า 20 เล่ม วางอยู่บนเตียงในลักษณะกระจัดกระจาย ทั้งนี้ ชุดสืบสวนอยู่ระหว่างหารือกับพนักงานสอบสวนเพื่อขออำนาจศาลออกหมายค้นเพื่อหาหลักฐานทางคดีเพิ่มเติม เชื่อว่าหนังสือเดินทางดังกล่าวจะเป็นกุญแจสำคัญที่อาจจะเชื่อมโยงไปถึงบุคคลอื่น อาจจะเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์หรือเชื่อมโยงไปถึงเหยื่อที่ถูกส่งไปต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ภาพเหตุการณ์นี้สอดคล้องกับคำให้การของ น.ส.ประภาวรรณหรือน้องก้อย ว่าขณะระหว่างทำงานเป็นลูกจ้างเคยพบเห็นหนังสือเดินทาง จำนวนมากอยู่ในห้องพักหญิงไก่ด้วย

ต่อมาเวลา 19.30 น. นางมณตา หยกรัตนกาญ เข้าพบ ร.ต.ท.นพดล หอมสมบัติ รอง สว. (สอบสวน) สน.ประชาชื่น หลังถูกกองปราบฯออกหมายเรียกในคดีแจ้งความเท็จ และแจ้งผู้อื่นให้รับโทษทางอาญา ก่อนเผยว่า สาเหตุที่เดินทางมาเพราะนิติบุคคลของคอนโด-มิเนียมที่ตนพัก โทร.แจ้งว่าตนถูกออกหมาย เรียก จึงเดินทางกลับจาก จ.พิษณุโลก เพื่อที่จะมาเซ็นรับทราบว่าได้รับหมายดังกล่าวแล้ว โดยวันที่ 11 ก.ค.นี้ จะเข้าไปพบพนักงานสอบสวนกองปราบฯตามนัด ยืนยันว่าไม่หนีแน่นอน ขณะเดียวกัน วันนี้ได้โทร.นัดคู่กรณี 1 ใน 9 คนที่ตนแจ้งความกล่าวหาในคดีฉ้อโกงไว้ให้มาที่ สน.ประชาชื่น โดยคู่กรณีได้ส่งตัวแทนมาพบพร้อมนำเงินจำนวนประมาณ 5 หลัก มาชดใช้ให้

ทั้งนี้ นางมณตาได้นำคลิปภาพจากกล้องวงจรปิดมาแสดงให้ผู้สื่อข่าวดู เป็นภาพหญิงสาว 1 คน ซึ่งนางมนณตาระบุว่าเป็นนางสุกัลยา ศิริม่วง แม่ของ น.ส.วนิชยา บุ้นสุนเฮง หรือน้องมีน เดินถือ กระเป๋าถือออกมา 1 ใบ โดยจะนำหลักฐานที่ว่านี้ไปให้พนักงานสอบสวนกองปราบฯ ในวันที่ 11 ก.ค.นี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม นางมณตาเผยด้วยว่า นอกจากมาเซ็นรับทราบหมายเรียกแล้ว ยังมาถอนแจ้งความคดีที่เคยมาแจ้งไว้อีก 3 คดี จากที่แจ้งไว้ 9 คดีโดยไม่ระบุว่าเป็นคดีอะไร

“หญิงไก่” โผล่พิษณุโลก บอกมาไหว้พระพุทธชินราช ยันไม่หนีไปไหนพร้อมเข้าพบตำรวจตามหมายเรียก โอดสังคมตัดสินแล้ว เหลือที่พึ่งสุดท้ายคือศาล ด้านสภาทนายความส่งทีมช่วย “สงกานต์” หลังพา 3 ครอบครัวเหยื่อเข้าพบร้องขอช่วยเหลือเรื่องคดี 7 ก.ค. 2559 07:39 ไทยรัฐ