วันอังคารที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตอบทุกคำถามคาใจ ทหารเรือไทย ก่อนใช้เรือดำน้ำจีน!

"หนึ่งพันห้าร้อยไมล์ทะเลไทยมีนาวีนี้เฝ้า ข้าศึกฮึกเข้าระดมโจมตีนาวีนี้รบรับอยู่ ใหญ่กี่ตันต้องสู้กัน ฟาดฟันให้รู้ ไม่ปล่อยให้ฝ่ายศัตรู ล้ำอธิปไตย"

ข้างต้นคือเพลง ราชนาวี ที่มีไว้เรียกขวัญทหารเรือให้ฮึกเหิม...ล่าสุด กองทัพเรือกำลังจะได้เสริมเขี้ยวเล็บ หลังได้รับคำยืนยัน จาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ว่าจะซื้อเรือดำน้ำจากจีน 1 ลำก่อน จากเดิมที่ตั้งใจว่าจะซื้อทีเดียว 3 ลำ ราคาลำละ 12,000 ล้านบาท 

“เรือดำน้ำที่ซื้อจากจีนเหมาะสมกับราคา เทคโนโลยีก็มีการพัฒนาขึ้นมาก อีกทั้งมีการรับประกันระยะเวลาการใช้งานและอุปกรณ์ มีการให้อาวุธต่างๆ ครบ ถ้าเราไปซื้อที่อื่นเราซื้อไม่ได้แบบนี้ เพราะ 1 ลำมีราคามากกว่าของจีนถึง 3 เท่าตัว ถ้าไปซื้อของประเทศอื่นได้ 1 ลำ แต่ของจีนได้ 3 ลำ และใช้งานได้นาน แต่ถ้าเรามีเงินมากเราก็ซื้อได้หมด ผมเองอยากได้เรือดำน้ำของยุโรป ส่วนที่มีการมองว่าเราจะเป็นหนูทดลอง เพราะรุ่นที่ซื้อจากจีนนั้นยังไม่มีประเทศใดใช้ ผมมองว่าจีนเขามีประกัน 10-15 ปี มีการรับประกันซ่อมแซม และมีท่าเรือพร้อม ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะนำมาใช้ ถ้าเราซื้อของจากต่างประเทศเราต้องซื้อของที่ดี” พล.อ.ประวิตร กล่าวเมื่อวันที่ 4 ก.ค.59

ก่อนหน้านี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้เคยสัมภาษณ์ พล.ร.อ.สุริยะ พรสุริยะ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือ ในฐานะอดีตผู้บัญชาการกองเรือดำน้ำคนแรกของสยามประเทศ ซึ่งปัจจุบัน ท่านเพิ่งเกษียณอายุราชการไปหมาด ๆ โดยให้ความเห็นที่น่าสนใจ และยังไม่สายเกินไปที่จะนำบทสัมภาษณ์ที่เคยคุยกันในครั้งนั้นออกเผยแพร่ ณ ตอนนี้ 

คำถามคาใจหลายคน ทำไมไทยต้องมีเรือดำน้ำ แล้วจะเอาไปรบกับใคร?

ผบ.กองเรือดำน้ำคนแรกของไทย เริ่มต้นกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดันว่า...“คำถามว่าเราจะไปรบกับใคร?” เป็นคำถามที่ตื้นมากๆ เพราะเวลาที่ทหารจะพัฒนากำลังรบ จะไม่ได้มองที่ภัยคุกคามอย่างเดียว ซึ่งภัยคุกคามนั้นก็เป็นเรื่องสลับซับซ้อน ที่สำคัญคือ ความสัมพันธ์เพื่อนบ้านที่บอกว่าดี มันเป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรแน่นอน แม้ภัยคุกคามจะไม่ชัด แต่ขีดความสามารถของอาวุธยุทโธปกรณ์มันทันสมัยมากขึ้น การพัฒนากองทัพจึงต้องใช้เวลาในการเรียนรู้

“การทหารสากล เขามอง 2 เรื่อง คือ เรื่องขีดความสามารถ ที่ต้องใช้เวลาเสริมสร้าง และ 2 คือ ความตั้งใจ ซึ่งมันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายในชั่วข้ามคืน การจะมองว่าเราไม่รบกับใคร เรารวมกันเป็น AEC แล้ว เป็นการมองที่ตื้นเขิน”

แค่เริ่มต้นสนทนา ก็นำพาบรรยากาศคุกรุ่นแล้ว ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ไม่รอช้า ยิงคำถามสำคัญทันที ว่าทำไมประเทศไทยต้องมีเรือดำน้ำ พล.ร.อ.สุริยะ กล่าวว่า “เรือดำน้ำ” เป็นอาวุธที่สำคัญมาก เพราะเป็นอาวุธที่รุนแรงใช้ในการป้องปราม เรือดำน้ำ 1 ลำ ใช้เวลา 4-5 ปี ในการต่อเรือ นอกจากนี้ ยังต้องฝึกให้ชำนาญ อีก 2-4 ปี รวมกันแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ปี ที่จะเสริมสร้างขีดความสามารถการใช้เรือดำน้ำ ฉะนั้น ถ้าเราบอกว่าเรามองไม่เห็นว่าเราจะรบกับใคร ก็หมายความว่า “เราอยู่ในความเสี่ยง” ขณะที่เพื่อนบ้านเขามีกันหมดแล้ว

เพื่อนบ้านมีเรือดำน้ำแล้ว ไทยทำไมต้องเดือดเนื้อร้อนใจ เพราะ อ่าวไทย เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ เป็นศูนย์กลางการขนส่งทางทะเล มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของชาติอย่างยิ่ง มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เขาวิจัยกันมา มีค่ามากกว่า 24 ล้านล้านบาทต่อปี อ่าวไทย มีลักษณะล่อแหลมต่อการถูก “ปิดอ่าว” เพราะปากอ่าวกว้างเพียง 200 ไมล์ทะเลเท่านั้น เราเองก็เคยถูกปิดอ่าวมาแล้วสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่พันธมิตรเอาเรือดำน้ำมาปิดอ่าว ทำให้เราเข้าออกไม่ได้ เรือขนน้ำมันเราก็ถูกเรือดำน้ำยิงจม

“ถ้าอ่าวไทยถูกปิด จะด้วยการถูกเรือมาปิด หรือประกาศปิดอ่าว ห้ามการเดินเรือโดยบอกว่าเป็นเขตปฏิบัติการทางทหาร เพียงเขามีเรือดำน้ำ เศรษฐกิจเราถึงกับเป็นอัมพาตเลย ประสบการณ์ตรงนี้ หลายๆ คนอาจจะลืมไปแล้วเพราะเกิดไม่ทัน”

ขีดความสามารถของเพื่อนบ้านสามารถปิดอ่าวเราได้มั้ย...อดีต ผบ.กองเรือดำน้ำ คนแรก กล่าวว่า ทำได้ เพราะสาเหตุนี้ทำให้เราเดือดเนื้อร้อนใจ ดังนั้น เราจึงจำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถขึ้นมาเพื่อมาถ่วงดุล และมีเพียง “เรือดำน้ำ” อย่างเดียว ที่สามารถแหวกวงล้อมไปปั่นป่วน ก่อกวน ป้องกันการปิดอ่าวได้

ครั้งหนึ่ง...สหรัฐฯ นำเรือดำน้ำมาฝึกกับเรา เขาบอก “ผมจะดำแล้วนะ” เรามีเรือฟริเกต เรือปราบเรือดำน้ำ เฮลิคอปเตอร์ ลอยอยู่เหนือเรือดำน้ำเขา แต่พอเขาเริ่มดำลงไปพ้นระยะแล้ว ก็ไม่สามารถหาเจอแล้ว เรือดำน้ำ จึงถือเป็นยุทโธปกรณ์ที่เป็นอันตราย และจำเป็นต้องหามาไว้ เพราะผลประโยชน์ของชาติ “ล้มเหลวไม่ได้!”

ประเมินศักยภาพเพื่อนบ้านล้วนมี เขี้ยวเล็บ เรือดำน้ำ ป้องน่านน้ำ

หลังจากปูเรื่องสร้างความเข้าใจแล้ว พล.ร.อ.สุริยะ ก็ร่ายต่อถึงศักยภาพของเพื่อนบ้านมิตรประเทศขณะนี้ว่า มาเลเซีย มีเรือดำน้ำ 2 ลำ เป็นเรือชั้นสกอร์เปียน ของฝรั่งเศส ไม่มีระบบ AIP มีขีดความสามารถในการยิงตอร์ปิโด อาวุธนำวิถี สามารถยิงทำลายเรือผิวน้ำระยะไกล กว่า 100 กม. โดยเขาฝึกเรือดำน้ำมาแล้วกว่า 10 ปี เรียกว่า “ล้ำหน้าเราไปไกล”

เวียดนาม มีเรือดำน้ำ 6 ลำ มีปล่อยนำวิถี ไม่มี AIP ตอนนี้ประจำการแล้ว 4 กำลังต่ออีก 2 ลำ เป็นเรือชั้นคิโล ของรัสเซีย เขาเริ่มโครงการนี้มาแล้ว 6-7 ปี

สิงคโปร์ มี ระบบ AIP แต่ไม่มีนำวิถี ทั้งนี้ เขามีเรือดำน้ำมาแล้ว 2 ชุด ชุดแรก เรือชาเลนเจอร์ ซื้อมือสองมาจากสวีเดน 4 ลำ ส่วนชุดที่ 2 คือเรืออาร์เชอร์ 2 ลำ เรือรุ่นนี้ มีระบบ AIP ด้วย นอกจากนี้ ยังได้สั่งต่อจากเยอรมนี อีก 2 ลำ คือ ชั้น 218SG

“ถามว่าทำไมประเทศเหล่านี้เขาถึงซื้อเรือดำน้ำ เพราะว่าหากมีไว้ในครอบครอง จะทำให้อำนาจทางทะเลเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด สามารถถ่วงดุลอำนาจกันได้ ประเทศเวียดนาม เขามีวิสัยทัศน์มาก ถามว่าเขาซื้อเรือดำน้ำทำไมทั้งที่ประเทศจนมาก แต่มาวันหนึ่ง เขามีเรื่องกับจีน ในทะเลจีนใต้ จีนเองมีกองเรือที่ยิ่งใหญ่ แต่เวียดนามมีกองเรือดำน้ำ ก็สามารถป้องปรามจีนได้”

พล.ร.อ.สุริยะ กล่าวต่อว่า อย่างประเทศพม่าเอง ตอนนี้เขาก็กำลังหาเรือดำน้ำอยู่ เรียกว่าในทุกประเทศอาเซียน มีเรือดำน้ำ และกำลังจะมี ความพิเศษของ “เรือดำน้ำ” มีขีดความสามารถป้องปรามเป็นหลัก เพราะเป็นอาวุธทางยุทธศาสตร์ อย่างที่ท่านนายกฯ (ประยุทธ์ จันทร์โอชา) พูดว่า “เราไม่ได้ไปรบกับใคร แต่เรามีไว้ให้คนเกรงใจ” อันนี้คือถูกเลย

ที่สำคัญ เรือดำน้ำ ไม่ได้ใช้ในยามสงครามอย่างเดียว ยามสงบ เราก็ใช้ เปรียบเหมือน “ดวงตา” ที่อยู่ใต้ผืนน้ำ ใครที่จะทำผิดในพื้นที่ทางทะเล คนพวกนี้จะไม่รู้ว่าเรามีตาลึกลับเฝ้ามองอยู่ ฉะนั้น “นาโต” เขาก็ใช้สุ่มสอดแนม หาข่าวของกลุ่มก่อการร้ายทั้งหลาย เรียกว่ามีประโยชน์ทั้งยามสงครามและสงบ

เรือดำน้ำ อาวุธป้องปราม คุกคาม จีนเคยแสดงศักยภาพกลางขบวนเรือสหรัฐฯ มาแล้ว

เมื่ออดีตผู้ทรงคุณวุฒิ กองทัพเรือไทย ได้กล่าวถึงตรงจุดนี้ ก็ได้ยกตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นว่า...แน่นอน เรือดำน้ำ มีไว้เป็นอาวุธป้องปราม ยกตัวอย่างใครมีหมาดุ เพื่อนบ้านก็เกรงใจ แต่ถามว่า “คุกคาม” ได้หรือไม่ “เขา” เองก็มี เพราะเขามี “เรา” ถึงรู้สึก หากเรามีไว้ มันก็บ่งบอกว่าเรามีศักยภาพแล้ว หากเรือดำน้ำ ไม่ได้อยู่ในท่าเรือ คนที่จะเข้ามาในพื้นที่เราหรือทำอะไรบางอย่างก็ต้องระแวงแล้ว เพราะอาวุธชนิดนี้เราสามารถนำมาแสดง หรือไม่แสดงก็ได้ เหมือนกับเรือดำน้ำจีน ที่เคยโผล่ขึ้นมากลางขบวนเรือของสหรัฐฯ เพื่อเตือนว่า มีศักยภาพพร้อมที่จะทำอะไรกับคุณก็ได้ ด้วยเหตุนี้ กองทัพเรือทั่วโลกต่างแสวงหาเรือดำน้ำมาไว้ใช้

แสนยานุภาพ อดีตกองเรือดำน้ำไทย

“เราเองเคยมีเรือดำน้ำ เรียกว่าเป็นชาติที่ 2 ของเอเชีย ที่มีเรือดำน้ำ ซึ่งชาติแรกคือญี่ปุ่น โดยเริ่มต้นจากดำริของ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ หรือ เสด็จเตี่ย ท่านคิดแต่แรกแล้วว่าประเทศไทยเรา มีการค้าทางทะเล โดยเฉพาะอ่าวไทย ซึ่งพร้อมจะถูกปิดอ่าว ท่านจึงมีดำริ เมื่อ 2458 กองเรือไทยต้องมีเรือดำน้ำ แต่เรื่องเรือดำน้ำ ก็เหมือนกับอาถรรพณ์ ท่านคิดเรื่องนี้ตั้งแต่ 2458 แต่กว่าจะมีได้คือ 2478 ซึ่งต่อโดยญี่ปุ่น 2 ลำแรกต่อเสร็จปี 2480 พอปี 2494 หลังจากญี่ปุ่นแพ้สงคราม การส่งอะไหล่ก็มีปัญหา จึงจำเป็นต้องปลดประจำการทั้ง 4 ลำ คือ ร.ล.มัจฉาณุ ร.ล.วิรุณ ร.ล.สินสมุทร และ ร.ล.พลายชุมพล”

“ไทย” พร้อมมีเรือดำน้ำ ค่าบำรุงรักษาถูกกว่าเรือผิวน้ำ

อดีตผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพเรือ ผู้ที่เคยเดินทางไปเหยียบเรือ Yuan Class S26T ถึงอู่ต่อเรือมาแล้ว กล่าวต่อไปว่า กองทัพเรือ ตั้งตน เป็น ผบ.กองเรือดำน้ำคนแรก เพราะคิดว่าเราจะได้เรือดำน้ำจากเยอรมนี ซึ่งเป็นเรือดำน้ำมือสอง รุ่น 206 ซึ่งเป็นเรือเล็กๆ จากนั้นก็เตรียมการ ฝึกคน ถามว่าพร้อมมั้ย “พร้อม” แต่ขาดเรือ ส่วนเรื่องการซ่อมบำรุงที่เป็นห่วงกันนั้น เรือดำน้ำ ใช้อุปกรณ์คล้ายเรือผิวน้ำ มีเพียงอุปกรณ์บางอย่างที่แตกต่าง แต่คิดว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรง ประเทศที่แย่กว่าเราเขายังใช้ได้

ค่าใช้จ่ายด้านการบำรุงรักษาเรือดำน้ำ ที่จริงแล้วใช้เงินน้อยกว่าเรือผิวน้ำอีก เพราะเรือดำน้ำ ใช้เพียงน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อที่ติดเครื่องชาร์จแบต กำลังพลที่ใช้ก็น้อยกว่า ส่วนเรื่องการซ่อมบำรุง ก็จะมีการซ่อมเป็นวงรอบ ค่าใช้จ่ายที่แพงที่สุดคือ การเปลี่ยนแบตเตอรี่

ผบ.กองเรือดำน้ำคนแรกของไทย ยังเล่าประสบการณ์ไปดูเรือดำน้ำจีน ชั้นซ่ง ซึ่งเป็นยุคแรกว่าไม่ถึงขั้นรับไม่ได้ แม้เราจะมีความรู้สึกไม่ดีกับอาวุธจีน แต่อาวุธชิ้นนั้นผ่านมา 20 ปีแล้ว ปัจจุบัน เทคโนโลยีจีนพัฒนาไปมาก การสร้างเรือดำน้ำ ก็แตกต่างจากเรือผิวน้ำมาก ความใส่ใจแตกต่างกันแน่นอน เท่าที่เห็นพูดกัน เราดูถูกดูแคลนจีนมาก ทั้งที่เราไม่เคยสร้างเรือดำน้ำ ขณะที่จีนเองเขาก็เป็นมหาอำนาจทางทหาร เขาเองก็พัฒนามาจากรัสเซีย ทั้งซื้อและต่อเอง เขามีสถาบันวิจัยเรือดำน้ำ เขามีสถาบันการฝึกทหารเรือดำน้ำ เรียนตั้งแต่เป็นนายเรือ ความรู้สึกแย่เกิดขึ้นได้ แต่ดูถูกดูแคลนเขา มันไม่ถูก เราชื่นชมตะวันตก แต่เราเองไม่ได้รู้จักจีน หรือรัสเซียดี ชาติเขาเองก็มีประสบการณ์ด้านการรบมาเยอะ

"ขณะที่เรือดำน้ำ ชั้นหยวน ดูแล้วรู้สึกดี ผมบอกน้องๆ ในกองเรือดำน้ำ ว่ามันไม่ได้แย่เหมือนกับที่เรารู้สึกหรอก หากได้มาจอดที่กองเรือของเรา บอกเลยว่าไม่อายใคร เพราะเรือสง่า น่าเกรงขาม เรื่องความน่าเชื่อถือ เป็นเรื่องที่คณะกรรมการพูดถึงอยู่ เราเองก็ไปดูมาแล้ว เรือรุ่นนี้เขามีใช้งานแล้ว 13 ลำ กำลังต่ออีก 7 ซึ่งก็พิสูจน์แล้วว่าใช้งานได้ ขณะที่ประเทศปากีสถานก็กำลังขอซื้ออีก 8 ลำ แต่สิ่งที่เขาเสนอให้เราจะแตกต่างกันเล็กน้อยตรงอุปกรณ์บางชิ้น จะเป็นอุปกรณ์ที่ทันสมัยกว่า แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือ การตรวจสอบสเปก จะต้องเป็นอย่างที่เสนอมาจริงๆ ซึ่งการซื้อครั้งนี้ คงต้องรอดูรายละเอียดกันอีกครั้ง เพราะการเสนอครั้งก่อน เป็นการตกลงว่าจะซื้อ 3 ลำ และมีอาวุธป้องปรามทางยุทธศาสตร์อย่างครบถ้วน แต่ครั้งนี้คาดว่าจะมีการซื้อทีละ 1 ลำ ลำละ 12,000 ล้านบาท หากได้อุปกรณ์ไม่ครบ ก็ถือว่าไม่ถูกจริง"

ซื้อเรือดำน้ำจีน จะมีปัญหากับการเชื่อมต่อกับเรือผิวน้ำหรือไม่ อดีต ผบ.เรือดำน้ำ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เรือดำน้ำ เป็นอาวุธลับ ไม่ค่อยเชื่อมต่อกับใครอยู่แล้ว แต่ถึงเวลานัดหมายก็โผล่ขึ้นมาส่งเสามารับข้อมูล การเชื่อมต่อ มองภาพรวมมันคือเรื่องดี แต่สำหรับเรือดำน้ำ ไม่ค่อยติดต่ออะไรกับใครมากอยู่แล้ว จะทำก็ต่อเมื่อรับมอบภารกิจ เราก็ดำเนินการไปปฏิบัติ ส่วนเรื่องระบบเชื่อมต่อนั้น คิดว่าสามารถทำได้อยู่แล้ว เพราะระบบนี้เป็นสิ่งที่เราต้องการที่สามารถเชื่อมต่อกับหน่วยงานอื่นได้ ส่วนการใช้งานในเชิงยุทธศาสตร์ จำเป็นต้องมี 3 ลำ เป็นอย่างน้อย

ขณะที่ การฝึกทหารเรือดำน้ำ พล.ร.อ.สุริยะ กล่าวว่า ที่ผ่านมายังไม่ได้ฝึกเต็มรูปแบบ แต่การคัดเลือก เราก็ต้องดูว่าต้องไม่เป็นโรคกลัวความแคบ ทนความกดอากาศได้ การฝึกเริ่มต้นตั้งแต่ความรู้พื้นฐาน รวมถึงความรู้ในการหนีออกจากเรือดำน้ำ โดยในเรือของจีน 1 ลำ จะใช้กำลังพลประจำเรือ 38 คน หาก 3 ลำ ก็ประมาณ 120 คน โดยทหารเรือชั้นสัญญาบัตรประมาณ 7-8 คน ส่วนกัปตัน น่าจะระดับ นาวาเอก เพราะถือเป็นเรือชั้น 1 เพราะมีกำลังขับ 2 พันกว่าตัน

ทั้งนี้ ในแต่ละตำแหน่ง จะมีการสอบคัดเลือก ข้อดีของการฝึกเรือจีน เพราะเขามีเรือในแบบที่เราใช้งานอยู่ หากเป็นเรือของที่อื่น ต้องรอให้เรือเสร็จก่อนถึงจะใช้ได้ เรือจีนเขาใช้ด้วยขายด้วย ที่สำคัญ การขายเรือดำน้ำ เขาจะไม่ขายสุ่มสี่สุ่มห้า เขาจะเลือกขายเฉพาะพันธมิตรที่เขาไว้ใจเท่านั้น

อ่าวไทย เหมาะไหมกับเรือดำน้ำ คำถามที่ต้องตอบ

กับคำถามที่ว่า เรือดำน้ำ เหมาะกับทะเล “อ่าวไทย” หรือไม่ อดีต ผบ.เรือดำน้ำ กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า อ่าวไทยความลึกเฉลี่ย 50 เมตร เมื่อเทียบกับทะเลบอลติก เท่ากัน ซึ่งตรงนั้นเป็นสมรภูมิเรือดำน้ำ ซึ่งเยอรมนี โซเวียต สวีเดน เขาใช้เป็นสังเวียน ความลึกเฉลี่ย 50 เมตร ไม่เป็นอุปสรรค แต่ถ้า 30 เมตร ต้องระมัดระวังหน่อย ซึ่งเรือดำน้ำสมัยใหม่ มีความปลอดภัยสูง รวมถึงเรือจีนด้วย เนื่องจากมีระบบการวัดความลึกก้นท้องทะเล ทั้งวัดเสียง ความดัน นอกจากนี้ โครงสร้างของเรือจีน ยังมี 2 ชั้น ชั้นในทนความดันสูง ชั้นนอก ชนอะไรเล็กๆ น้อยๆ จะไม่เป็นไร ส่วนลึกที่สุดของอ่าวไทย อยู่ที่ 70-80 เมตร จุดเหล่านี้เรือดำน้ำ ปฏิบัติการได้สบายๆ แม้เรือดำน้ำจะมีข้อจำกัดในพื้นที่น้ำตื้น แน่นอนเขาย่อมไม่ไปแถบนั้นอยู่แล้ว

ทะเลทุกแห่งมี shadow zone ไว้หลบซ่อน
ระดับความลึก 50 เมตร จะไม่ค้นหาได้ง่ายจริงหรือ ผบ.กองเรือดำน้ำคนแรก ยืนยันหนักแน่นว่า เรือดำน้ำ แค่ดำลง 16 เมตร ก็จะไม่เห็นอะไรแล้ว “ที่บอกว่าเครื่องบิน บินผ่านก็มองเห็น เรื่องแบบนี้ imagine ไปเอง” เรื่องจริงมีการพิสูจน์มาแล้ว มีการปฏิบัติการจริงมาแล้ว แค่ความลึกระดับ PERISCOPE เสาที่ใช้มอง 10 เมตร ขณะเดียวกันหากดำลึกอีกหน่อย สัก 16 เมตร ก็หาไม่เจอแล้ว สหรัฐฯ มาฝึก ดำน้ำให้เราเห็นๆ เลย เรามีเรือผิวน้ำ เฮลิคอปเตอร์ ก็หาไม่เจอแล้ว

การใช้โซนาร์หา ไม่เจอกันง่ายๆ เพราะโซนาร์ ไม่ได้เดินทางเส้นตรง แต่เดินทางไปตามความคดเคี้ยวของน้ำ ตามความลึก ความเค็ม ความดันของน้ำ ทั้งนี้ เรือดำน้ำ จะไปหยุดตรงมุมอับ ซึ่งตรงนั้นเขาเรียก shadow zone ทะเลทุกแห่งมีหมด เพราะเรือดำน้ำ จะมีการตรวจคลื่นเหล่านี้ และจะรู้ว่าตรงไหนคือมุมอับ

เรือผิวน้ำ มีระบบการตรวจที่หลากหลาย แต่ก็ยากที่จะเจอ เหมือนอยู่ในความมืด แต่คนที่อยู่ที่มืด จะเห็นเรือผิวน้ำก่อน เขาก็จะไปอยู่ตรงที่เรือผิวน้ำหาไม่เจอ ฉะนั้น ที่บอกว่าจะปราบเรือดำน้ำ ก็ให้ไปซื้ออาวุธปราบเรือดำน้ำสิ...การหาเรือดำน้ำ ใช่ว่าจะหาได้ง่าย เพราะการฝึกผู้การฯ เรือดำน้ำ ต้องฝึกหลบเรือฟริเกต 3-4 ลำให้ได้ ถ้าหลบไม่ได้ก็ไม่ผ่าน

หากเป็นเรือดำน้ำด้วยกันโอกาสเจอ 50/50 แต่ถ้าเป็นเรือผิวน้ำ เรือดำน้ำ เห็นได้ตั้งแต่อยู่ห่างเป็นร้อยกิโลเมตร ขณะที่โซนาร์ จะจับได้ก็ต่อเมื่อเข้าระยะ 50-60 กม. เรียกว่าถ้าเรือผิวน้ำจับสัญญาณเรือดำน้ำได้ ถือเป็นเรื่องบังเอิญอย่างยิ่ง

“การตรวจจับเรือดำน้ำ เป็นเรื่องยากมากๆ พนักงานโซนาร์ จะต้องมีความชำนาญจริงๆ พนักงานของเราไม่เคยฝึกกับเรือดำน้ำเลย เคยแต่ฟังจากในคอมพิวเตอร์ แบบนี้เทียบกันไม่ได้ นักเรือดำน้ำ เขาถึงเรียกพวกเรือผิวน้ำว่า Target ทั้งหมด เพราะเขาเห็นเรือผิวน้ำเป็นเป้ายิง แต่ถ้ายิงแล้วก็ต้องหนีให้ได้ด้วย เพราะการยิงก็คือการเผยตัว” ผบ.กองเรือดำน้ำคนแรกของไทย กล่าว

ปวดใจ คนไทยคิดว่า ทหารเรือ มีหน้าที่เป็นยามฝั่ง จับน้ำมันเถื่อน ดูแลเต่า...

“เดี๋ยวนี้ สังคมคิดว่าทหารเรือมีหน้าที่เหมือนยามฝั่ง จับน้ำมันเถื่อน จับผู้อพยพ ลักลอบขนยาเสพติด เลี้ยงเต่า หรือปลูกปะการัง แต่คนเขาลืมว่า ทหารเรือ มีหน้าที่สำคัญรักษาเส้นทางคมนาคมทางทะเล ป้องกันการปิดอ่าว จำเป็นต้องรักษาทรัพยากรทางทะเลซึ่งมีมูลค่ามหาศาล กองทัพเรือ ประเมินแล้วว่าเรือดำน้ำ คือ High Quality จึงจำเป็นต้องหาเรือดำน้ำ หากไม่ได้ตรงนี้ ก็จะนำเงินตรงนี้ไปซื้ออาวุธชนิดอื่น แต่กองทัพเรือ เขาต้องการเรือดำน้ำ เพราะเราไม่มีอาวุธเด็ด เวลาไปปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน เราก็จะสามารถเบ่งกล้าม หรือสบตาเขาได้ แต่ถ้าแบบนี้ เราสบตาเขาไม่ได้ สมัยก่อนมาเลเซีย หรือ สิงคโปร์ เขาต้องมาฝึกกับเรา แต่พอมาตอนนี้ เขาให้ทุนเราต้องไปเรียนกับเขา คิดดูว่าประเทศเราเป็นประเทศที่ใหญ่ แต่เราต้องไปเรียนกับเขา ศักดิ์ศรี ความภาคภูมิใจมันหายไปเยอะ” อดีตผู้บัญชาการกองเรือดำน้ำคนแรกของไทยกล่าวทิ้งท้าย...

"หนึ่งพันห้าร้อยไมล์ทะเลไทยมีนาวีนี้เฝ้า ข้าศึกฮึกเข้าระดมโจมตีนาวีนี้รบรับอยู่ ใหญ่กี่ตันต้องสู้กัน ฟาดฟันให้รู้ ไม่ปล่อยให้ฝ่ายศัตรู ล้ำอธิปไตย" ... 6 ก.ค. 2559 14:44 7 ก.ค. 2559 03:48 ไทยรัฐ