วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เสริมหล่อมาแรง ไล่หลังเสริมสวย

ศัลยกรรมพลาสติกเพื่อเสริมความหล่อและความสวย เป็นธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างมหาศาลให้แก่ประเทศ ซึ่งเป็นศูนย์กลางการทำศัลยกรรมเหล่านี้

ดูจากสถิติความนิยม ระหว่างช่วงปี 2540-2558 หรือเมื่อ 1 ทศวรรษที่ผ่านมา ผู้หญิงนิยมทำศัลยกรรมเพื่อเสริมความงาม เพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า ขณะที่ผู้ชายเองก็ไม่น้อยหน้า มีสถิติแบบหายใจรดต้นคอ ด้วยการทำศัลยกรรมเสริมความหล่อ เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า

ดร.อมรา สุนทรธาดา นักวิจัยของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า The International Society of Aesthetic Plastic Surgery ได้สำรวจไว้เมื่อปี 2557 โดยส่งแบบสอบถามผ่านไปยังศัลยแพทย์ และบุคลากรทางการแพทย์ ที่เกี่ยวข้องกับการทำศัลยกรรมเพื่อความงามใน 95 ประเทศ รวมทั้งสิ้นจำนวน 2,700 ราย

พบว่าประเทศ 5 แรกที่ ให้บริการทำศัลยกรรม แก่ลูกค้าทั้งในประเทศ และจากต่างแดนมากที่สุดในโลก คือ สหรัฐอเมริกา บราซิล ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ เม็กซิโก ตามลำดับ

ประเทศที่มีผู้นิยมทำศัลยกรรมมากที่สุด 5 อันดับแรกของโลกคือ เกาหลีใต้ กรีซ อิตาลี สหรัฐอเมริกา และ โคลอมเบีย คนไทยนิยมทำศัลยกรรมอยู่ใน อันดับที่ 22 ของโลก ธุรกิจศัลยกรรมเพื่อความงามในประเทศไทย มีมูลค่าทางการตลาดอยู่ที่ ไม่ต่ำกว่า 20,000–30,000 ล้านบาท และคาดว่าในปี 2563 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า จะมีมูลค่าเติบโตอยู่ที่ประมาณ แสนล้านบาท

ส่วนศัลยกรรมเพื่อความงาม 5 อันดับแรกที่ ผู้หญิงทั่วโลก ชื่นชอบ หรือนิยมทำกันมากที่สุด อันดับแรกคือ การเสริมหน้าอก

รองลงมา ดูดไขมันบริเวณหน้าท้อง เอว หน้าอก และ ด้านข้างลำตัว อันดับ 3 ผ่าตัดถุงน้ำใต้ตา และ ยกหนังตาบน อันดับ 4 ดูดไขมันส่วนเกิน ที่น่อง และสะโพก เพื่อนำไปเสริมส่วนที่บกพร่อง เช่น บริเวณใบหน้า หรือเต้านม ตามด้วยอันดับ 5 ดูดไขมันบริเวณช่องท้อง

ส่วนท็อปไฟว์ หรือ 5 อันดับแรกที่ ผู้ชายทั่วโลก นิยมทำศัลยกรรมกันมากสุด อันดับแรกคือ ผ่าตัดถุงน้ำใต้ตา และ ยกหนังตาบน

อันดับ 2 นิยม เสริมจมูก และ แต่งปีกจมูกให้ดูดีขึ้น อันดับ 3 ลดขนาดหัวนม ในรายที่มีความเจริญของเซลล์ผิดปกติ อันดับ 4 ดูดไขมันส่วนเกิน บริเวณน่อง สะโพก เพื่อนำไปเสริมส่วนที่บกพร่อง เช่น ที่บริเวณใบหน้า อันดับ 5 ดูดไขมันบริเวณหน้าท้อง เอว หน้าอก หรือ ด้านข้างลำตัว

แต่เมื่อพิจารณาถึงประเภทการทำศัลยกรรมเสริมความงามที่ได้รับความนิยมสูงสุดโดยภาพรวม (ไม่แยกเพศหญิงหรือชาย) 5 อันดับแรก ที่นิยมทำกันมากที่สุดทั่วโลก เมื่อ 2 ปีที่แล้ว หรือในปี 2557

อันดับแรก ได้แก่ การเสริมหน้าอก (ผู้ชายก็ทำศัลยกรรมเสริมหน้าอกด้วยเช่นกัน ทั้งหญิงและชาย ทำรวมกันมากกว่า 13.42 ล้านราย)

รองลงมาคือ การผ่าตัดถุงน้ำใต้ตา และ ยกหนังตาบน (ทั้งหญิง และชาย ทำศัลยกรรมประเภทนี้ รวมกันมากกว่า 1.42 ล้านราย)

ตามด้วยอันดับ 3 ดูดไขมันบริเวณหน้าท้อง เอว หน้าอก หรือด้านข้างลำตัว (มากกว่า 1.31 ล้านราย) อันดับ 4 ดูดไขมันส่วนเกิน บริเวณน่อง สะโพก เพื่อนำไปเสริมส่วนที่บกพร่อง (965,728 ราย) และอันดับ 5 เสริมจมูก และ แต่งปีกจมูก (849,446 ราย)

ดร.อมราบอกว่า นอกเหนือจากการทำศัลยกรรมความงามที่ต้องพึ่งใบมีดของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ยังมีการ เสริมความหล่อ หรือ ความสวย ที่ไม่ต้องผ่านการทำศัลยกรรมด้วย

เช่น การยกกระชับใบหน้าด้วยวิธี โบท็อกซ์ ไม่ก็ใช้ การฉีดกรดไขมันอิ่มตัว เพื่อช่วยสลายรอยแผลเป็น หรือเพื่อป้องกันผิวจากแสงยูวี เป็นต้น

เทียบกับความนิยมในการทำศัลยกรรมบริเวณใบหน้าของผู้ชายไทย ข้อมูลจากโรงพยาบาลยันฮี ระบุว่า ชายไทยให้ความสนใจทำศัลยกรรมเสริมจมูก มากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ

รองลงมานิยม ศัลยกรรมตกแต่งตา 2 ชั้น หรือ แก้ไขตาตก อันดับ 3 ศัลยกรรมตกแต่งถุงไขมันใต้ตา อันดับ 4 ศัลยกรรมตกแต่งเสริมคาง และอันดับ 5 นิยมไปศัลยกรรมตกแต่งตัดกราม ลดโหนกแก้ม

ส่วนรูปร่าง ผู้ชายไทยให้ความสนใจไป ดูดไขมันหน้าอก และ หน้าท้อง มากที่สุด รองลงมาคือ ศัลยกรรมตกแต่งสะดือ อันดับ 3 ศัลยกรรมเพื่อเพิ่มขนาดอวัยวะเพศ หรือ องคชาต

นอกนั้นยังนิยมไป ปลูกผม แก้ปัญหาศีรษะล้าน กำจัดขนหน้าอก ขนบริเวณท้อง และ ขนตามร่างกาย ฉีด Botox เพื่อลดกลิ่นเหงื่อ และ ลดริ้วรอย เป็นต้น

ดร.อมราบอกว่า ข้อมูลจาก The American Society of Plastic Surgeons ยังระบุไว้ว่า เมื่อปี 2557 ชาวอเมริกันทั้งชายและหญิงประมาณ 6 ล้านคน ตัดสินใจเดินทางไปทำศัลยกรรมนอกประเทศ โดยมีจุดหมายปลายทางยังประเทศที่มีค่าบริการถูกกว่าในสหรัฐฯ เช่น สาธารณรัฐเช็ก โปแลนด์ สเปน โปรตุเกส บราซิล เกาหลีใต้ และ ไทย

เธอว่า สาเหตุเป็นเพราะค่าใช้จ่ายในการทำศัลยกรรมความงามที่สหรัฐอเมริกามีราคาแพง ยกตัวอย่าง การ เหลาคาง อยู่ที่ 69,000-114,000 บาท หรือ ดูดไขมันหน้าท้อง ต้องจ่าย 81,000-150,000 บาท

เสริมหน้าอก มีราคาตั้งแต่ 75,000-240,000 บาท เสริมก้น เพื่อให้ก้นแลดูเด้งขึ้น ราคาตั้งแต่ 225,000-300,000 บาท หรือ การลดขนาดหัวนม และเต้านม ต้องจ่ายตั้งแต่ 45,000-50,000 บาท กำจัดเหนียงใต้คาง โดยดึงส่วนเกินเก็บไว้ที่กกหู ต้องจ่ายตั้งแต่ 180,000-330,000 บาท เป็นต้น

“เมื่อแยกพิจารณา การทำศัลยกรรมความงาม ตามกลุ่มอายุ อเมริกันชนทั้งชายหญิง ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี นิยมทำศัลยกรรมตกแต่งใบหูกันมาก กลุ่มถัดมา อายุ 19-34 ปี นิยมทำศัลยกรรมเสริมหน้าอก มากที่สุด กลุ่มที่มีอายุ ตั้งแต่ 35-64 ปี นิยมดูดไขมันหน้าท้อง และกลุ่มที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป นิยมทำศัลยกรรมยกหนังตาด้านบน และผ่าตัดถุงน้ำใต้ตา”

ดร.อมราเตือนว่า ก่อนตัดสินใจไปทำศัลยกรรม ควรศึกษาให้ดีว่า เป็นสถานพยาบาลที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านหรือไม่ อย่าเห็นแก่ราคาถูกเป็นหลัก เพราะการเล่นกับชีวิต ร่างกาย และหน้าตา หากเกิดความผิดพลาดขึ้นมา ย่อมไม่คุ้มค่ากับความเสี่ยง แทนที่จะได้ใบหน้าสวย หรือหล่อเหลาขึ้น อาจได้ใบหน้าเสียโฉม หรืออันตรายถึงแก่ชีวิต

โดยหลักแล้วควรคำนึงถึง 2 ปัจจัยหลัก นั่นคือ สถานพยาบาลที่จะทำศัลยกรรมให้ ต้องเป็นสถานพยาบาลที่ถูกกฎหมาย และมีใบรับรองจากหน่วยงานทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ แพทย์ผู้ทำศัลยกรรมให้ ต้องเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่ใช่หมอเถื่อน นอกจากนั้น ควรพิจารณาจากผลงานและประสบการณ์ที่ผ่านมาของแพทย์ผู้ทำศัลยกรรม โดยอาจสอบถามจากผู้รู้ต่างๆ ไม่ใช่ ดูจากโฆษณาเพียงอย่างเดียว หรือเลือกเพราะราคาถูกกว่าที่อื่นเป็นต้น

“ไม่ว่าผู้หญิง หรือชาย สิ่งสำคัญที่สุด อย่าลืมนึกถึงความปลอดภัย” ดร.อมราทิ้งท้าย.

6 ก.ค. 2559 10:21 6 ก.ค. 2559 10:21 ไทยรัฐ