วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ตู่ประกาศิตการเมืองทุจริตเข้าไม่ได้

ตู่ประกาศิตการเมืองทุจริตเข้าไม่ได้

  • Share:
พร้อมกับเตือนอย่าลองของล้มประชามติ

นายกฯแจงซ้ำศูนย์รักษาความสงบ ดูแลเส้นทางการทำประชามติ ผนวก 3 ประสาน คสช.-มท.-กกต. โซนนิ่งคูหาประชามติระยะใกล้-ไกล-ข้างใน เตือนอย่าลองของคิดล้มโต๊ะประชามติ ยืนกรานยังไม่ผ่อนคลายคำสั่ง คสช. พร้อมรับฟังข้อเสนอ สปท.ชงปลดล็อกให้พรรคการเมือง มท.จัดทัพประจำการศูนย์คุมประชามติ จับตาพื้นที่เสี่ยง สแกนข่าวบิดเบือน สปท.ถกแผนปฏิรูปพรรค การเมือง ชงไอเดียให้ประชาชนเป็นเจ้าของ-หุ้นส่วน สกัดระบบนายทุน พร้อมใช้ไพรมารี่โหวต ศึกขัดแย้งภายในยังไม่จาง หารือนอกรอบ “อลงกรณ์” เอ่ยปากขอโทษพร้อมปรับปรุงตัวเอง ด้าน “บิ๊กป้อม” ฉุน สปท.ล้ำเส้นเสนอแก้คำสั่ง คสช.ปล่อยผีพรรคการเมือง ว้ากอย่าทำนอกเรื่องปฏิรูป “มีชัย” ยังห่วงช่วงโค้งสุดท้ายเจอวิชามารสะท้านใจ ยันไม่ร่วมวงเสวนาหวั่นกลายเป็นเวทีทะเลาะ ศาลทหารสั่งปล่อยตัว 7 นศ. ระบุไม่มีความจำเป็นต้องขังไว้ กสม.ไม่สบายใจภาพใส่โซ่ตรวน เข้าข่ายละเมิดสิทธิ

สืบเนื่องจากการตั้งศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อสนับสนุนการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ของรัฐบาล เพื่อแผ้วทางการทำประชามติ 7 ส.ค. ให้เป็นไปอย่างราบรื่นนั้น ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ชี้แจงว่าศูนย์ดังกล่าวเป็นการบูรณาการของหน่วยงานที่มีอยู่แล้ว

นายกฯแจงภารกิจศูนย์รักษาความสงบ

เมื่อวันที่ 5 ก.ค. เวลา 14.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุม ครม. ถึงการตั้งศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อสนับสนุนการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ว่า ไม่ได้เป็นการตั้งใหม่ คสช.มีศูนย์ในการรักษาความสงบอยู่แล้ว แต่ศูนย์นี้เป็นความร่วมมือระหว่าง 3 ส่วนด้วยกันคือ คสช. มหาดไทย และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดย กกต.มีหน้าที่อำนวยการในคูหาเลือกตั้ง ส่วนมหาดไทยจะอยู่ใกล้คูหา เพราะใกล้ชิดประชาชนก็จะจัดเจ้าหน้าที่ไปช่วยในการลงประชามติ ส่วนทหาร ตำรวจ พลเรือน จะอยู่รอบนอก ในคูหาไม่เกี่ยว ไม่ใช่เขตทหาร หรือเขตใครทั้งสิ้น กกต.จะเป็นผู้รับผิดชอบ และตนก็ไปเกี่ยวข้องไม่ได้ ถ้าใครไปทำให้เกิดความวุ่นวาย ก็มีกฎหมายอยู่แล้ว ศูนย์ฯนี้มีมาตั้งแต่ 22 พ.ค.2557 ตั้งโดยคำสั่งคสช. คำสั่งกฎอัยการศึกมีมานานแล้ว เมื่อถามว่า ศูนย์ฯที่มีอยู่จะสร้างความกดดันต่อประชาชนในช่วงทำประชามติหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า จะกดดันเรื่องอะไร ก็ไปสร้างความเข้าใจผิดๆตนบอกเหรอว่าต้องรับหรือไม่รับ

เตือนอย่าลองของล้มประชามติ

เมื่อถามว่า เวลานี้มีทั้ง คสช. มหาดไทย กกต. ร่วมดูแลสถานการณ์ มั่นใจหรือไม่จะไม่มีใครล้มการทำประชามติได้ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ต้องไปถามคนล้มอย่ามาถามตน เพราะไม่ต้องการให้ล้มอยู่แล้ว แต่ตนไม่มั่นใจคนเหล่านั้นที่จะล้มก็อย่าลองของแค่นั้นเอง กฎหมายมีอยู่ ตนจะบังคับใช้กฎหมาย “ผมกดดันคุณหรือเปล่า ผมสั่งคุณว่าให้ไปผ่านหรือไม่ผ่านให้ผมหรือเปล่า ถ้าไม่ผ่านแสดงว่าอยากอยู่ต่อ ปัดโธ่ เขียนกันอยู่นั่นแหละ ต้องมองประเทศชาติว่าจะทำยังไงกันต่อ ผมพร้อมทุกอย่างอยู่แล้ว โรดแม็ปก็มีของผมอยู่ แล้วใครล่ะจะล้มโรดแม็ป ผมเองไม่รู้จะตอบยังไง” เมื่อถามว่าตรงนี้เป็นเพราะว่าฝ่ายที่รับกับไม่รับไม่สามารถออกมารณรงค์ได้อย่างเต็มที่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า มีการอธิบายแล้วว่าตรงไหนดีไม่ดี ถ้าเห็นว่าไม่น่าเชื่อก็ไม่ต้องไปรับ ก็มีอยู่สิ่งเดียวที่นักการเมืองทุจริตเข้ามาไม่ได้ มีเรื่องเดียวเท่านั้นเอง ถ้าอยากให้คนที่ทำความผิด ศาลตัดสินแล้วยังเข้ามาได้อีกก็ตามใจ

ยืนกรานไม่ผ่อนปรนประกาศิต คสช.

เมื่อถามว่า ที่ผ่านมีการดำเนินการบางกรณีที่ไม่ผิดกฎหมายประชามติแต่ไปผิดคำสั่ง คสช.จะมีผ่อนปรนหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ก็ไปดูว่าวัตถุประสงค์การรณรงค์คืออะไร ล้มกับไม่ล้ม แล้วมันผิดกฎหมายประชามติหรือเปล่า ถ้า กกต.บอกไม่ผิดก็ไปรับผิดชอบกันเอาเอง ถ้าเกิดวุ่นวาย กกต.ต้องรับไปแล้วกัน ตนจะคอยดูอยู่ข้างนอก เมื่อถามว่า มีโอกาสจะผ่อนคลายคำสั่ง คสช.หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ ตอบสวนทันทีว่า “ไม่มี ยังไม่มี เขามีใครเปลี่ยนแปลงให้ผมหรือไม่ ชื่อเดิมๆมีใครเปลี่ยนแปลงตัวเองหรือไม่ มีไหมตอบมาสักคน”

พ้อถือทิฐิยืนที่เดิมปรองดองยาก

ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้แผนการสร้างความปรองดองของรัฐบาล และ คสช. ยังคงมีอยู่หรือไม่ เพราะช่วงปีที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะถูกเบรกไว้ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า เราเคยไปเปิดเวทีเรียกมาก็ยังไม่ฟัง กันเลย ทุกคนก็ยังยืนยันอยู่ที่เดิมหมด มันก็ยาก อย่างไรก็ตาม ก็ต้องทำกันต่อไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ เมื่อถามว่า ที่นายกฯระบุบางคนดีขึ้น แต่บางคนยังเหมือนเดิม นั้นหมายถึงใคร พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า มันคนละพรรค ถามกันจนได้ ตนไม่ได้รังเกียจใครเลย เพียงแต่เห็นอยู่ว่าใครทำบ้างก็รู้อยู่ แล้วก็พัวพันถึงเหตุการณ์ปี 51-53 แล้วก็ยังปล่อยให้เขาทำอยู่ได้ เรื่องแบบนี้ถ้าคิดว่าอยู่แล้วมีความสุขแบบนั้นก็เอา มีข่าวเขียนทุกวันปี 51-53 ระเบิดกันโครมๆ เมื่อถามย้ำว่า พรรคไหนที่มีพฤติกรรมที่ดีขึ้น พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไปหาเอาเอง ไม่ต้องมาถามให้เป็นเรื่องเลย

“บิ๊กตู่” เงี่ยหูฟัง สปท.ชงปลดล็อก

พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอให้ปลดล็อกพรรคการเมืองสามารถทำกิจกรรมได้หลังจากมีการลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. 2559 ว่า “เดี๋ยวค่อยว่ากัน จะรับไว้ทั้งหมดทุกเรื่อง ส่วนจะทำเมื่อใดเดี๋ยวผมจะตัดสินใจ ฝ่ายที่เสนอขอผมมาก็ต้องช่วยกันสร้างความเข้าใจให้ผมบ้าง” เมื่อถามว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นในส่วนของ สปท.เอง พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า แล้ว สปท.คือใคร จัดตั้งมาจากไหน ตนจัดเองทุกพวกหรือ ไม่ว่าจะพวกใครก็อยู่ในนั้นทั้งหมด เมื่อถามย้ำว่า หลังวันที่ 7 ส.ค. เป็นไปได้หรือไม่ว่าจะมีการผ่อนปรน พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ถ้าความประพฤติดีก็ต้องดูก่อน วันนี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้างหรือยัง ที่ดีก็มีมาก ที่ไม่เปลี่ยนก็เหมือนเดิม อย่าให้ตนแก้ปัญหาเพียงคนเดียว แก้ที่ตัวเองด้วย

ไม่หวั่นปิดทีวีแดงท้ากล้าก็ออกมา

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) มีมติพักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานีโทรทัศน์พีซทีวีเป็นเวลา 30 วันมีผลวันที่ 10 ก.ค.นี้ว่า กสทช.เป็นคนปิด แล้วมาถามอะไรตน เมื่อถามย้ำว่า จะทำให้เหตุการณ์ยิ่งดุดันเมื่อรวมกับเรื่องนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหวหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ก็เรื่องของเขา เขามีกฎหมายของเขาในการดำเนินการ ถ้าวุ่นวายก็ต้องเป็นหน้าที่ของ คสช. เมื่อถามว่า จะบานปลายเป็นเหตุการณ์น้ำผึ้งหยดเดียวหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ถ้ากล้าออกมาก็ออกมาสิ” เมื่อถามอีกว่า จะมีการผ่อนปรนเหตุการณ์โดยจะจัดให้มีการเซ็นข้อตกลงกันหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ผ่อนปรนในเรื่องอะไร ไม่มีการเซ็นอะไรทั้งสิ้น เซ็นมากี่รอบคุยกันมากี่ครั้ง สัญญากันมากี่ครั้งก็ไม่จบ ไม่เลิก ไม่สัญญาสักอย่าง แล้วไม่ยอมออกจากคุก ประกันก็ไม่ออก แล้วคุณจะผมทำยังไงกับเขา จะให้เชิญหรืออุ้มมาหรือย่างไร คุณก็เป็นปากเสียงให้คน
เหล่านี้อยู่ได้”

สั่ง มท.ทบทวนป้อนงบฯ อปท.

พล.อ.ประยุทธ์ยังกล่าวถึงกรณีสำนักงบประมาณตัดงบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2.2 หมื่นล้าน บาทว่า ความจริงแล้วที่มีการพิจารณาในชั้นต้น ปกติต้องมีรายได้ให้แก่ อปท.ประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ แต่มันไปไม่ถึงเพราะรายได้ประเทศน้อยลง จึงมองเรื่องการปรับภาษีโรงเรือนที่ไม่เคยปรับมานานแล้ว ซึ่งคาดการณ์ว่าเขาจะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 4 หมื่นล้านบาท จึงพิจารณาว่าในช่วงนี้ให้ปรับลดไปก่อน แต่เพื่อความสบายใจจะให้กระทรวงมหาดไทยไปหารือมาใหม่ ว่าจะแปรญัตติอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ แต่คงต้องสอดคล้องเม็ดเงินที่จะขึ้นมาในวันหน้าด้วย ขอให้ อปท.สบายใจ และช่วยกันหารือ ถ้ามีปัญหาอะไรก็พูดกันในช่องทาง ตนก็ดูให้หมด

นายกฯรณรงค์งานเฉลิมพระเกียรติ

ก่อนหน้านั้น เมื่อเวลา 08.00 น. ที่หน้าตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะ รัฐมนตรี (ครม.) ก่อนการประชุม นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.วัฒนธรรม นำคณะเข้าพบนายกฯ ประชาสัมพันธ์กิจกรรมรณรงค์เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เนื่องในโอกาสเจริญพระชนมายุ 64 พรรษา 28 กรก– ฎาคม 2559 และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 4 กรกฎาคม 2559 พร้อมร่วมถ่ายรูปกับตัวแทนนักแสดงโขนและนักแสดงดนตรีกู่เจิง ที่จะมาร่วมแสดง และทางสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้นำเข็มที่ระลึกตราสัญลักษณ์งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี มาประชาสัมพันธ์และจัดจำหน่าย ในราคา 300 บาท

ยึดอริยสัจ–ทางสายกลางพาชาติสงบ

จากนั้นนายกฯร่วมกิจกรรมรณรงค์ส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในวันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ประจำปี 2559 ระหว่างวันที่ 19-20 ก.ค. พร้อมรับมอบเทียนพรรษา และลงนามในแผ่นป้ายหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ในเรื่องมัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง และอริยสัจ 4 โดยเขียนว่า “ขอให้ทุกคนนำสู่การปฏิบัติด้วยบ้านเมือง สังคม จะสงบสุขด้วยธรรม” ก่อนเยี่ยมชมงานวันภาษาไทยแห่งชาติ ประจำปี 2559 โดยตัวแทนเยาวชนได้อ่านบทอาขยานและบทกลอนที่แต่งขึ้นเป็นพิเศษให้กับนายกฯว่า “ท่านคือผู้คืนความสุขสู่นิวาส ท่านคือยอดนักปราชญ์แสนสุขสม ท่านคือผู้ประคองถิ่นมิให้จม ท่านผู้สร้างสังคมให้ร่มเย็น เปรียบท่านคือสายน้ำแสนชุ่มฉ่ำ ทุกถ้อยคำที่ท่านบอกเราได้เห็น ปัจจุบันวันนี้ที่เราเป็น ชาวประชาอยู่เย็นแสนภูมิใจ” ซึ่งนายกฯได้กล่าวขอบคุณ

แนะทำแคมเปญบ้านเก่าแลกใหม่

ขณะที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำคณะเข้าพบนายกฯเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการ “บ้านเคหะประชารัฐ” ที่เปิดให้ประชาชนเข้าจองเริ่มในวันที่ 6 ก.ค.59 โดยนายกฯได้แนะนำให้ทำโครงการนำบ้านเก่ามาแลกบ้านใหม่

มท.สั่งจัดทัพศูนย์คุมประชามติ

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย มีหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เรื่องการตั้งศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อสนับสนุนการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ประชามติ ว่า ในระดับจังหวัด ให้มีการจัดตั้งศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นผู้อำนวยการ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด (ฝ่ายทหาร) เป็นรองผู้อำนวยการ หัวหน้าส่วนราชการต่างๆ และบุคคลที่ ผวจ.เห็นสมควร เป็นกรรมการ ปลัดจังหวัด และรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เป็นผู้ช่วยเลขานุการ ป้องกันจังหวัด เป็นผู้ช่วยเลขานุการ ระดับอำเภอ ให้นายอำเภอ เป็นผู้อำนวยการ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร เป็นรองผู้อำนวยการ ผู้แทนกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ หัวหน้าส่วนราชการต่างๆ บุคคลที่นายอำเภอเห็นสมควร เป็นกรรมการ ปลัด อำเภอหัวหน้ากลุ่ม ฝ่ายบริหารงานปกครอง เป็นเลขานุการ รองผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธร และปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง เป็นผู้ช่วยเลขานุการ

จับตาพื้นที่เสี่ยง–ข่าวบิดเบือน รธน.

หนังสือดังกล่าวระบุด้วยว่า โดยศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย มี 3 ภารกิจหลัก 1.ภารกิจด้านบริหารจัดการ จัดทำแผนเผชิญเหตุ ซักซ้อมแผน ติดตามสถานการณ์ ประเมินพื้นที่เสี่ยง บูรณาการการรักษาความสงบเรียบร้อยกับภาคส่วนต่างๆ เพิ่มความระมัดระวังในการอยู่เวรยาม ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดรวมทั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าส่องสว่าง เพิ่มความเข้มงวดในการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด การลาดตระเวน 2.ภารกิจด้านการข่าว ให้ศูนย์ข่าวจังหวัดและอำเภอเป็นหลักโดยใช้เครือข่ายข่าวในพื้นที่เป็นกลไกขับเคลื่อน เป้าหมาย คือข่าวสารที่มีการบิดเบือนเนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญ และประเด็นคำถามเพิ่มเติม ข่าวสารที่มีการกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ประชามติ ข่าวสารที่จะนำไปสู่ความไม่สงบเรียบร้อย 3.ภารกิจด้านการเตรียมความพร้อมในการแก้ไขปัญหาการชุมนุมสาธารณะ ให้ดำเนินการตามแผนดูแลการชุมนุมสาธารณะ ทั้งนี้ การรายงานเหตุการณ์ให้ดำเนินการ 3 ช่วง คือ ก่อนวันออกเสียงประชามติ 1 ก.ค.-6 ส.ค. วันออกเสียงประชามติ 7 ส.ค. และหลังวันออกเสียงประชามติ 8-10 ส.ค. หรือจนกว่าจะเรียบร้อย

สปท.ถกแผนปฏิรูปพรรคการเมือง

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มี ร.อ.ทินพันธุ์ นาคาตะ ประธาน สปท. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง เรื่อง ระบบพรรคการเมือง โดยนายสมพงษ์ สระกวี สปท. ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบพรรคการเมือง กล่าวว่า รายงานดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ การวางแนวทางเพื่อพัฒนาพรรคการ เมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน โดยกำหนดวิธีปฏิรูปอาทิ 1.การปฏิรูปพรรคการเมืองให้เป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชน ไม่ถูกครอบงำจากนายทุน โดยให้สมาชิกพรรคการเมืองต้องชำระเงินค่าธรรมเนียมการเป็นสมาชิกพรรค การเมืองรายปี ไม่เกิน 200 บาทต่อปี และให้รัฐจ่ายเงินอุดหนุนเพิ่มเติมแก่พรรคการเมืองอีก 1 เท่าของค่าธรรมเนียมที่พรรคได้รับจากสมาชิกพรรค เพื่อให้ประชาชนรู้สึกถึงความเป็นหุ้นส่วนและความเป็นเจ้าของพรรคมากขึ้น ไม่ใช่เป็นพรรคของนายทุน 2. การให้สมาชิกพรรคการเมืองมีบทบาทความเป็นเจ้าของพรรคการเมือง โดยการที่พรรคจะส่งผู้สมัครเลือกตั้งแบบแบ่งเขต จะต้องให้สมาชิกพรรคในเขตเลือกตั้งนั้น เป็นผู้คัดเลือกผู้สมัครในแต่ละเขต ด้วยวิธีเลือกตั้งขั้นต้น (Primary Vote) เพื่อให้ผู้สมัครเป็นที่ยอมรับจากสมาชิกพรรคในแต่ละเขต และผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกระดับต้องแสดงแบบรายการเสียภาษีย้อนหลัง 3 ปี

เสนอ คสช.ปลดล็อกประชุมพรรค

นายสมพงษ์กล่าวว่า 3. การปฏิรูปโครงสร้างการบริหารพรรค ควรแยกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และผู้บริหารพรรคออกจากกันอย่างชัดเจน ให้มีความเป็นอิสระจากกันในการปฏิบัติหน้าที่ 4. การตรวจสอบการดำเนินงานของพรรคการเมือง และการยุบพรรค เสนอห้ามยุบพรรคการเมือง เว้นแต่พรรคกระทำผิดอันเป็นการล้มล้างระบอบประชา– ธิปไตย และทำลายความมั่นคงของชาติ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง กล่าวว่า กมธ.ยังมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมด้วยว่า ขอให้ คสช. แก้ไขคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 57/2557 เพื่อผ่อนคลายให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมทางการเมืองภายในพรรคให้เป็นไปโดยเปิดเผยและตรวจสอบได้ สอดคล้องแนวคิดของ คสช.ที่มีแนวทางผ่อนคลายให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติ ส่วนการเซ็ตซีโร่พรรคการเมืองที่มีการพูดกันขณะนี้ ทาง กมธ.ไม่ได้มีการหารือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นสมาชิก สปท.ได้อภิปรายแสดงความเห็นกันอีกเล็กน้อย ก่อนลงมติเห็นชอบรายงานดังกล่าวด้วยคะแนน 140 ต่อ 1 งดออกเสียง 12 เพื่อส่งรายงานไปยัง ครม.พิจารณาต่อไป

เคลียร์นอกรอบหย่าศึกขัดแย้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกันนี้มีการประชุม สปท.นอกรอบ เพื่อเคลียร์ปัญหาการทำงานที่เกิดขึ้น โดยนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. น.ส.วลัยลักษณ์ ศรีอรุณ รองประธาน สปท.คนที่สอง และสมาชิก สปท.ประมาณ 50-60 คน เข้าร่วมหารือ แต่ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคาตะ ประธาน สปท. ไม่ได้มาร่วมด้วย ใช้เวลาหารือ 1 ชั่วโมง บรรยากาศค่อนข้างตึงเครียดในช่วงแรก เนื่องจากสมาชิก สปท.ด้านการเมือง อาทิ นายเสรี สุวรรณภานนท์ นายวันชัย สอนศิริ นายนิกร จำนง ยังติดใจการทำ หน้าที่ของนายอลงกรณ์ที่นำ สปท.ไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ทั้งกรณีนำสมาชิก สปท.ไปพบแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทย การตั้งเครือข่ายประสานงานเพื่อการปฏิรูปขึ้นใน สปท. โดยระบุว่า ทั้งสองเรื่องเป็นการตัดสินใจของนายอลงกรณ์เพียงคนเดียว ไม่นำเข้าหารือในวิป สปท. เหมือนทำไปก่อน แล้วมารายงานให้ที่ประชุมทราบภายหลัง ขณะที่มีสมาชิก สปท.บางส่วนที่ร่วมเดินทางกับนายอลงกรณ์ไปพบพรรคการเมือง ช่วยอธิบายชี้แจงว่า ไม่ได้มีวัตถุประสงค์การเมือง เป็นการพูดคุยเรื่องปฏิรูปเพียงอย่างเดียว

“จ้อน” ขอโทษพร้อมปรับปรุงตัว

ขณะที่นายอลงกรณ์ชี้แจงถึงประเด็นที่ถูกพาดพิง อาทิ เรื่องการเชิญทูตต่างประเทศมารับฟังความคืบหน้าการทำงานของ สปท. โดยยืนยันว่าไม่ได้เชิญทูตมารับฟังการทำงานถี่ยิบตามที่กล่าวหา ส่วนการไปพบพรรคการเมืองนั้น ยืนยันว่า ไม่ต้องมาระแวงว่าจะมีเรื่องการเมืองแอบแฝง เพราะตนไม่มีอนาคตทางการเมืองแล้ว ขณะนี้ขอเดินหน้าเรื่องการปฏิรูปประเทศเพียงอย่างเดียว ต้องขอโทษสมาชิก สปท. เพราะที่ผ่านมาเป็นคนคิดเร็ว ทำเร็ว บางครั้งอาจก้าวเร็วไปหน่อย หลังจากนี้จะขอนำข้อบกพร่องไปปรับปรุงการทำงานของตัวเอง และทุกเรื่องจะนำเข้าสู่ที่ประชุมวิป สปท.ก่อน เพื่อความรอบคอบ ทั้งนี้การหารือในช่วงท้าย ทั้งสองฝ่ายต่างตกลงที่จะยุติปัญหาขัดแย้งไว้เพียงเท่านี้ หลังจากนี้จะเดินหน้าทำงานร่วมกันต่อไป

“ประวิตร” ฉุนอัด สปท.อย่าล้ำเส้น

เมื่อเวลา 14.15 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอให้แก้ไขคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้ว่า “ให้มาแก้เอง มาซิ มาแก้เลย มาสั่งแบบนั้นได้อย่างไร มันต้องมีหลักมีฐาน อยู่ดีๆอยากจะเอาอย่างโน้นอย่างนี้มันได้ซะที่ไหน ผู้บริหารต้องมองหลายแง่มุม ไม่ต้องห่วง” เมื่อถามว่า ยังคุมการทำงานของสปท.ได้อยู่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรถามกลับว่า คุมเรื่องอะไร ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าทำเรื่องปฏิรูปจะมาคุมอะไร เรื่องนอกปฏิรูปไม่ต้องถาม เวลานี้ทุกหน่วยงานเขาปฏิรูปการทำงานแล้วให้ สปท.มาร่วมด้วย เมื่อถามถึงเหตุที่ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สปท.ถึงกับร้องไห้ ระหว่างการให้สัมภาษณ์รับผิดชอบการเดินสายพบนักการเมืองของนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สปท. พล.อ.ประวิตรตอบว่า เขาคงแสบตาถึงได้ร้องไห้ เรื่องของ สปท.เขาต้องดูแลกัน แต่อะไรที่ทำให้เกิดความขัดแย้งก็อย่าไปทำ

“มีชัย” ห่วงโค้งสุดท้ายเจอวิชามาร

เมื่อเวลา 13.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาสรุปและประเมินผลการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ นายมีชัยให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมถึงช่วงโค้งสุดท้ายของการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญว่า กังวลเพราะว่าไม่รู้ว่าจะเจอวิชามารอะไรอีก ซึ่งอาจทำให้เสียเวลาในการทำความเข้าใจแต่เราก็จะทำตามหน้าที่ ทั้งนี้ ได้บอกไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แล้วว่า บางเรื่องเป็นเรื่องของเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่อาจจะตามไม่ทันก็จะลำบากหน่อย แต่ก็ขอให้ประชาชนช่วยจับตามองด้วย ซึ่งหาก กกต.เห็นว่าเรื่องไหนเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ แล้วไม่แน่ใจก็ให้มาปรึกษากับ กรธ.ได้ เมื่อถามว่าระหว่างนี้จนถึงวันลงประชามติวันที่ 7 ส.ค. บรรยากาศจะเป็นไปอย่างไรบ้าง นายมีชัยกล่าวว่า บรรยากาศควรจะราบรื่น ไม่ควรมีเหตุอะไรที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย เพราะไม่มีประโยชน์กับใคร แม้จะมีเสียงบ่นว่าเราไม่เปิดโอกาสให้พูด แต่ก็ไม่เป็นความจริง เพราะมีคนออกมาแสดงความเห็นทุกวัน ขอให้การแสดงความเห็นมีเหตุและผล ไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร แต่อย่าบิดเบือน

กรธ.ไม่ร่วมเวทีเสวนาหวั่นทะเลาะ

“ไม่รู้ว่าจะรณรงค์บีบทางอ้อมให้ประชาชนรับหรือไม่รับร่างฯไปทำไม กรธ.ไม่เคยทำ เพราะใครจะบอกว่ารับหรือไม่รับก็สามารถทำได้ แต่ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมาย ภาวะบ้านเรายังไม่สงบ ยังแตกแยก ถ้าออกมารณรงค์ให้รับหรือไม่รับก็จะอันตรายอีก แต่ถ้าออกมาบอกแค่ให้ประชาชนรู้ว่า รัฐธรรมนูญหน้าตาเป็นอย่างไร เชื่อว่าประชาชนเขาก็ตัดสินใจเองได้” นายมีชัยกล่าว เมื่อถามว่า มีการจัดเวทีของนักวิชาการแต่ กรธ.ไม่ส่งคนไปเข้าร่วม ถูกมองว่าไม่ช่วยชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญ ประธาน กรธ.ตอบว่า บางทีการจัดเวทีลักษณะนี้ไม่ได้มุ่งเนื้อหาความรู้ เขาจับกลุ่มกันในหมู่คนที่ไม่เห็นด้วย ถ้าไปร่วมจะกลายเป็นไปทะเลาะกับเขา แต่ถ้าเป็นเวทีทางวิชาการจริงๆก็จะไป

กกต.ปลุกลงทะเบียนใช้สิทธินอกเขต

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงการลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตจังหวัดว่า ขณะนี้ยังเหลือการลงทะเบียนด้วยตนเองต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นที่ผู้ประสงค์จะใช้สิทธิดังกล่าวสามารถดำเนินการได้จนถึงวันที่ 7 ก.ค. โดยยอดการลงทะเบียนจนถึงปัจจุบันมีราว 230,000 คน ถือว่ามีจำนวนมากพอสมควร ระยะเวลาที่เหลืออีก 2 วันก็คาดว่าจะมียอดผู้ขอใช้สิทธิเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้อยากให้ผู้ที่ประสงค์ที่จะลงทะเบียนได้เร่งไปติดต่อที่สำนักงานเขตตั้งแต่ช่วงเช้าเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เพราะเมื่อครบกำหนด กกต.ไม่สามารถที่จะขยายระยะเวลาการลงทะเบียนเพิ่มเติมได้อีก

รณรงค์หนักแน่นช่วงโค้งสุดท้าย

เมื่อถามว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.กังวลเรื่องการรณรงค์ให้ความรู้ร่างรัฐธรรมนูญในช่วงโค้งสุดท้าย กกต.จะสามารถเข้าไปช่วยได้หรือไม่ นายสมชัยตอบว่า กกต.เป็นเพียงส่วนเสริมเนื่องจากการให้ความรู้ การทำความเข้าใจในสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญเป็นหน้าที่ของ กรธ. สำหรับช่วงโค้งสุดท้ายคงต้องเพิ่มบทบาทและรณรงค์ให้หนักแน่นมากขึ้น เพื่อประชาชนจะได้มีข้อมูลตัดสินใจที่ถูกต้อง ไม่ใช่ลงประชามติด้วยความว่างเปล่า เมื่อถามว่า รัฐบาลได้ประสานเรื่องการตั้งศูนย์รักษาความสงบฯหรือไม่ นายสมชัยตอบว่า ยังไม่ทราบ ถ้ามีการประสานมาก็จะเกิดการบูรณาการในการทำงานร่วมกันเพื่อดูแลการออกเสียงให้มีประสิทธิภาพ เรียบร้อยมากยิ่งขึ้น

ฉะ “นิพิฏฐ์” ไร้การศึกษาวาจาป่าเถื่อน

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้เตือนสติพรรคประชาธิปัตย์ให้พัฒนาจิตสำนึกประชาธิปไตย โดยให้เหตุผลชัดเจน แต่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กลับตอบโต้ด้วยคำที่ไม่สุภาพ ไม่ใช้เหตุผล เหมือนไม่ได้รับการศึกษามา ถ้านายนิพิฏฐ์ไม่ฉลาดพอที่จะเข้าใจน่าจะกลับไปหาความรู้เพิ่มเติม ปกตินายพิชัยไม่ค่อยวิพากษ์วิจารณ์การเมือง แต่เป็นเพราะเห็นว่าแนวคิดพรรคประชาธิปัตย์เป็นปัญหาจริงๆ ส่วนที่นายนิพิฏฐ์พูดถึงต้นงิ้วในนรกนั้น ไม่ทราบได้ไปเห็นมาแล้วหรือไม่ และได้พบเพื่อนที่ร่วมทำงานด้วยกันหรือไม่ ถึงได้คุ้นเคยกับต้นไม้ชนิดนี้ ถ้าหากพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย อยากให้หัวหน้าพรรคแสดงจุดยืนว่าจะรับหรือไม่รับประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ขนาดกล้าแสดงตัวลงชิงตำแหน่งนายกฯได้ ต้องกล้าแสดงตัวว่าขัดกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) ได้ใช่หรือไม่ ประชาชนจะได้ทราบกัน

เจอสวนเด็กพ่อแม่ไม่สั่งสอน

ด้านนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุถึงนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทยในหัวข้อ เด็กขาดการอบรมสั่งสอนว่า “เวลาพูดถึง นักการเมือง ผมจะไม่พาดพิงถึงพรรคที่เขาสังกัดอยู่ เพราะพรรคมีทั้งคนที่ดีน้อย และดีมาก สังกัดคละเคล้ากันอยู่เป็นอย่างนี้เหมือนกันทุกพรรค ผมจึงเล็งเป้าเอาเฉพาะคนที่มาพูดถึงผมเท่านั้น นายอนุสรณ์พูดถึงผม แต่ไม่อยากตอบโต้เพราะเราจริตไม่ตรงกัน นายอนุสรณ์อยู่ตรงไหนตรงนั้นเป็นพื้นที่กระสุนตก คนข้างๆตายเรียบ เห็นกันอยู่ ไม่เชื่อหันไปดูข้างๆตัวนายอนุสรณ์เอง การพูดถึงพรรคมันจะทำให้เกิดเป็นรอยร้าวกว้างขวางเสียเปล่าๆ นักการเมืองรุ่นก่อนๆเขาจึงพึงระวังเรื่องเหล่านี้ ผมให้อภัยนายอนุสรณ์ เพราะเราวัยวุฒิต่างกัน ประสบการณ์ก็ต่างกัน ผมมองนายอนุสรณ์เป็นน้อง เหมือนเด็กเกเรคนหนึ่ง เอาแต่ใจ อยากทำอะไรให้เป็นที่สนใจ เป็นเด็กที่ไม่มีผู้ใหญ่คอยให้การศึกษาอบรม พูดง่ายๆแบบชาวบ้านคือ เหมือนเด็กพ่อแม่ไม่ได้สั่งสอนยังไงยังงั้น”

ฝากขังผัดสอง 7 นศ.ไม่ประกันตัว

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลทหารกรุงเทพ พนักงาน สอบสวน สภ.บางเสาธง ได้มายื่นคำร้องขอฝากขังผัดสองผู้ต้องหาที่ขัดคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 3/2558 ห้ามมั่วสุมเกินกว่า 5 คนขึ้นไป และทำกิจกรรมยั่วยุปลุกปั่นทางการเมืองในกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ประชามติ ที่ตลาดเคหะบางพลี อ.บางพลี จ.สมุทร-ปราการ เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. รวม 13 คน โดยมี 6 คน ได้ยื่นขอประกันตัวและศาลทหารฯได้อนุญาตประกันตัวไปแล้วตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย. เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์จึงนำตัวที่เหลือ 7 คนมายังศาลทหารฯ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีนายรังสิมันต์ โรม แกนนำกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ด้วย โดยเมื่อมาถึงนายรังสิมันต์ชูมือขึ้นและกล่าวว่า “โหวตโนเป็นสิทธิ์ ไม่ผิดกฎหมาย” ขณะที่นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความกล่าวว่า จากการพูดคุยกับนักศึกษาทั้ง 7 คน เบื้องต้นไม่ประกันตัว

แอมเนสตี้ชวนส่ง จม.จี้ปล่อยตัว

ต่อมาเวลา 09.30 น. ที่บริเวณด้านหน้าทางเข้าศาลทหารกรุงเทพ นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวย การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า สำนักเลขาธิการใหญ่แอมเนสตี้ฯที่ตั้งอยู่ที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ได้ออกปฏิบัติการด่วนเชิญชวนสนับสนุนร่วมกันเขียนจดหมายเรียกร้องให้ทางการไทยปล่อยตัวและยกเลิกข้อกล่าวหาของ 13 นักศึกษา โดยการรณรงค์ครั้งนี้จะมีจนถึงวันที่ 15 ส.ค.59

จากนั้นเวลา 12.30 น. นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมแกนนำ เดินทางมาเยี่ยมและให้กำลังใจ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องสีเสื้อ แต่เป็นอุดมคติของคนในมหาวิทยาลัยในวันที่บ้านเมืองเป็นเผด็จการ หวังว่า 7 คนจะได้รับความยุติธรรม ทั้ง 7 คนถือว่าเป็นของร้อนทางการเมือง รัฐบาลคงจะฉลาด ขอให้ผู้มีอำนาจใช้อำนาจอย่างพอดี หลายกรณีมองว่าเป็นการลุแก่อำนาจ

สถานทูต ตปท.แห่ร่วมสังเกตการณ์

กระทั่งเวลา 13.00 น. ตุลาการศาลทหารได้นั่งบัลลังก์พิจารณาสอบสวนคดี เพื่อรับคำร้องฝากขังผัดที่ 2 ของพนักงานสอบสวน โดยมีญาติ สื่อมวลชน นายวรเจตน์ ภาคีรัฐ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นางพวงทอง ภวคพันธุ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตจากประเทศ ต่างๆ อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา เยอรมนี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร ฟินแลนด์ เดนมาร์ก สวีเดน เนเธอร์แลนด์ และสหภาพยุโรป หรืออียู เข้าร่วมสังเกตการณ์พิจารณาคดี

ศาลทหารยกคำร้องปล่อยตัว 13 นศ.

ต่อมานายกฤษฎางค์เปิดเผยว่า ศาลทหารฯได้มีคำสั่งยกคำร้องของพนักงานสอบสวน โดยให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 13 คน ในวันที่ 6 ก.ค. เวลา 08.00 น. เพราะหมายฝากขังผัดแรกยังมีผลอยู่ถึง เวลา 24.00 น. วันที่ 5 ก.ค. สำหรับการปล่อยตัวโดยไม่มีเงื่อนไขนั้น เพราะผู้ต้องหาที่อยู่ในเรือนจำไม่ได้ขอประกันตัว ศาลเห็นว่าไม่มีความจำเป็นต้องควบคุมตัวไว้ ขณะที่ผู้ต้องหา 6 คนที่ยื่นประกันตัวไป ก็ให้ถอนประกัน อย่างไรก็ตาม หากพนักงานสอบสวนจะมีความเห็นส่งฟ้องเมื่อใดขึ้นอยู่กับพนักงานสอบสวน เบื้องต้นตนและผู้ต้องหาได้ปรึกษากันว่าจะยื่นหนังสือคัดค้านต่ออัยการศาลทหาร เรื่องขอบเขตอำนาจศาลทหารว่าคดีดังกล่าวอยู่ในอำนาจศาลพลเรือนหรือไม่

กสม.ชี้ใส่โซ่ตรวน 7 นศ.ละเมิดสิทธิ

นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวถึงกรณีที่พนักงานสอบสวนนำ 7 นักศึกษาต้องโทษขัดคำสั่ง คสช. เข้ายื่นคำร้องขอฝากขังต่อศาลทหาร โดยมีการใส่โซ่ตรวนไว้ที่ข้อเท้าทั้ง 2 ข้างว่า การใส่โซ่ตรวน กุญแจมือกับผู้ต้องหา ภาพที่ออกมาเป็นการละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคลเหล่านี้ นักศึกษาได้แสดงเจตนายินดีให้เข้าจับกุมคุมขังไม่คิดที่จะหนีตั้งแต่แรก และไม่ได้ก่อคดีอาชญากรรมร้ายแรง เป็นเพียงคดีทางความคิดเท่านั้น ดังนั้น ราชทัณฑ์ควรจะใช้เหตุผลพิจารณาให้สมดุลกันระหว่างความปลอดภัยและต้องไม่ละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่ผ่านมา กสม. ได้พูดคุยเรื่องนี้กับราชทัณฑ์และกระทรวงยุติธรรมมาตลอด กสม.คงต้องออกเป็นนโยบายเพื่อดำเนินการอย่างจริงจังและให้พิจารณาเป็นคดีๆไป

พีซทีวีร้อง กสทช.ละเมิดศาลปกครอง

วันเดียวกัน เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. และผู้ดำเนินรายการสถานีโทรทัศน์พีซทีวี ผู้ประกาศและทนายความ เข้ายื่นขอให้ศาลไต่สวนกรณี กสทช.ละเมิดคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาล ปกครองที่ให้พีซทีวีออกอากาศได้ต่อจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา โดย นพ.เหวงกล่าวว่า ก่อนหน้านี้พีซทีวีได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง กรณี กสทช.เพิกถอน ใบอนุญาต เป็นคดีหมายเลขดำที่ 1163/2558 และคดีอยู่ในระหว่างการพิจารณา โดยศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวให้พีซทีวีออกอากาศต่อไปได้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาจนถึงที่สุด แต่เมื่อวันที่ 4 ก.ค. กสทช.กลับมีคำสั่งพักใช้ใบอนุญาต 30 วัน เนื่องจากมีรายการที่มีเนื้อหาขัดคำสั่ง คสช. โดยให้มีผลในวันที่ 10 ก.ค. ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย และละเมิดคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลปกครอง และเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล อย่างไรก็ตาม หากพีซทีวีจอดำก็จะใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียทุกช่องทางทั้งยูทูบ และเฟซบุ๊กไลฟ์ และพนักงานก็จะยังคงทำงานเหมือนเดิม

รบ.ขอยูเอ็นอย่าฟังความข้างเดียว

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายก-รัฐมนตรี หนึ่งในคณะตัวแทนรัฐบาล ที่เข้าชี้แจงต่อองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ถึงสถานการณ์และแนวทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐต่อผู้แสดงความคิดเห็นหรือทำกิจกรรมทางการเมืองในช่วงก่อนออกเสียงประ-ชามติร่างรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ได้รายงานการชี้แจงต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.แล้ว หลังนำข้อมูลหลักฐานไปชี้แจงทางยูเอ็นรับฟังเป็นช่องทางเปรียบเทียบข้อมูล โดยบอกไปว่าอย่าฟังความข้างเดียว ส่วนจะเชื่อหรือไม่ ไม่เป็นไร รัฐบาลชุดนี้ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่สถานการณ์ลักษณะนี้ทุกประเทศต้องมีกฎหมายและดำเนินไปตามนั้น เพียงแต่บางคนพยายามนำประเด็นบังคับใช้กฎหมายไปเกี่ยวพันกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขณะที่นายกฯให้ทำตามที่ยูเอ็นแนะนำ และให้กระทรวงการต่างประเทศประสานงานกับองค์กรต่างๆในยูเอ็นเพื่อเป็นช่องทางพูดคุย

“เรวัต” หนึบถูกเสนอชื่อนั่งผู้ตรวจฯอีก

ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการสรรหาผู้ตรวจการแผ่นดิน จำนวน 6 คน มีนายวีระพล ตั้งสุวรรณ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาคัดเลือกรายชื่อผู้สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยมีรายชื่อผู้เข้ารับการสรรหา 21 คน ซึ่งผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจะต้องได้คะแนน 2 ใน 3 ของจำนวนคณะกรรมการสรรหา หรือ 4 คะแนน ผลปรากฏว่า ที่ประชุมมีมติเลือกนายเรวัต วิศรุตเวช อดีตอธิบดีกรมการแพทย์ และอดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อ ด้วยคะแนน 4 ต่อ 2 โดยคณะกรรมการสรรหาต้องโหวตลงคะแนนถึง 30 รอบ กว่าที่นายเรวัตจะได้คะแนนเสียงครบ 2 ใน 3 หรือ 4 คะแนน ชนะนางเสาวนีย์ อัศวโรจน์ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่ทำคะแนนเบียดกันมาตลอด หลังจากนี้คณะกรรมการสรรหาฯจะนำชื่อนายเรวัตเสนอต่อที่ประชุม สนช. เพื่อพิจารณาว่า จะลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่ หลังจากก่อนหน้านี้ที่ประชุม สนช.เคยมีมติไม่ให้ความเห็นชอบนายเรวัตดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการแผ่นดินมาแล้ว

ตีความมาตรา 7 พ.ร.บ.สงฆ์เสร็จแล้ว

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการสำนักงานกฤษฎีกา เปิดเผยถึงความคืบหน้า กรณีที่มีผู้ร้องเรียนให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบพิจารณาตีความกฎหมายในมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535 ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาเรื่องดังกล่าวเสร็จแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในสัปดาห์นี้จะตรวจความเห็นให้แล้วเสร็จ ก่อนส่งกลับไปให้กับรัฐบาล คือนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลงานสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) และส่งให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน คาดว่า จะส่งได้ในสัปดาห์นี้หรือต้นสัปดาห์หน้า ส่วนกรณีที่มีบางฝ่ายคัดค้านการปรับแก้มาตราดังกล่าวนั้น ยืนยันว่าดำเนินการทุกอย่างตามกฎหมาย

หน.คสช.เด้งฟ้าผ่าเลขาฯ ป.ป.ส.

ช่วงค่ำวันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 34/2559 เรื่อง การกำหนดตำแหน่งและแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่ง เพื่อประโยชน์ในการบริหารราชการในกระทรวงยุติธรรม และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) มีประสิทธิภาพ และมีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น สอดคล้องการปฏิรูปประเทศ อาศัยมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 ให้นายณรงค์ รัตนานุกูล พ้นจากเลขาธิการ ป.ป.ส. และให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษ ในสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี และให้นายศิรินทร์ยา สิทธิชัย พ้นจากรองเลขาฯ ป.ป.ส.ดำรงตำแหน่งเลขาฯ ป.ป.ส.แทน รวมทั้งให้นายพสิษฐ์ อัศววัฒนาพร พ้น ผอ. สำนักงานกิจการยุติธรรม ไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกฎหมาย สำนักปลัดกระทรวงยุติธรรม และให้นายวัลลภ นาคบัว พ้นรอง ผอ.สำนักกิจการยุติธรรม ไปดำรงตำแหน่ง ผอ.สำนักงานกิจการยุติธรรม โดยให้ปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่มีคำสั่งนี้

ม.44 เปรี้ยงจัดการปัญหาภูทับเบิก

ช่วงค่ำวันที่ 5 ก.ค. เว็บไซต์ราชกิจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ที่ 35/2559 เรื่อง มาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองและใช้ประโยชน์ที่ดินป่าภูทับเบิก ในท้องที่ ต.วังบาล และ ต.บ้านเนิน อ.หล่มเก่า จ.เพชรบูรณ์ เนื่องจากปรากฏว่าพื้นที่ป่าภูทับเบิก ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 แต่มีการฝ่าฝืนกฎหมาย มีการก่อสร้างโรงแรม สถานที่พักตากอากาศ และร้านค้าที่มีวัตถุประสงค์ในทางธุรกิจ และสิ่งก่อสร้างไม่มีความแข็งแรงปิดกั้นทางไหลของนํ้า รวมทั้งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศได้ จึงอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 57 สั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองสิ่งปลูกสร้างออกจากป่าภูทับเบิกภายในเวลาที่กำหนด พร้อมรื้อถอน ทําลาย ในกระ-ทําการ สิ่งปลูกสร้าง และให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองชดใช้ออกค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการรื้อถอน

ล้างป่าช้าเคลียร์ที่ดิน สปก.ผิด ก.ม.

ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ยังแพร่คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 36/2559 เรื่อง มาตรการในการแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดิน ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หลังไม่ได้รับความร่วมมือหรือยินยอมเพื่อเข้าสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม แม้บางรายมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ยังไม่ปฏิบัติส่งมอบพื้นที่คืนให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) หัวหน้า คสช.อาศัยมาตรา 44 กำหนดพื้นที่เป้าหมายต่างๆ ที่ถือครองไม่ถูกต้อง พร้อมให้เจ้าหน้าที่ เลขาฯสปก.มีอำนาจสั่งให้ออกจากพื้นที่ในเวลาที่กำหนด สั่งงดเว้นกระทำการใดๆ ยึด รื้อถอน หรือทำลาย สิ่งปลูกสร้าง ออกคำสั่งเรียกรายงานตัวต่อเจ้าหน้าที่ ส่งมอบเอกสาร หรือหลักฐาน และให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ให้กองทัพภาค กอ.รมน.กองกำลังป้องกันชายแดนของกองทัพบก หรือกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค มอบเจ้าหน้าที่ในสังกัดเข้าร่วมปฏิบัติการ ส่วนสิ่งปลูกสร้างที่ไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิรูป ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของ สปก. และนำจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนของรัฐบาล ทั้งนี้ คำสั่งนี้ให้การคุ้มครองเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญาและทางวินัย

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้