วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ข่มขืน ≠ ประหาร! เมืองไทยควรลงโทษ 'ไอ้หื่น' อย่างไร?

“ข่มขืน = ประหาร”...สังคมไทยตื่นตัวทุกครั้งในยามที่เกิดคดีอุกอาจฆ่าข่มขืน และในครั้งนี้ก็เช่นกัน “ฆ่าปาดคอครูสาว” กระแสสังคมโหมกระพือให้ประหารนักโทษคดีข่มขืนเสียให้สิ้น! ในขณะที่ ภาครัฐ ภาคประชาชน หรือภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่างชูแขนแสดงความคิดเห็นกันอย่างหลากหลายมิติ

บ้างก็มองว่า ข่มขืน=ประหาร อาจส่งเสริมให้คนร้ายฆ่าปิดปากเหยื่อ, บ้างก็ว่า ข่มขืน=ประหาร จะสามารถสกัดยับยั้งไม่ให้คนร้ายออกมากระทำความผิดได้อีก, บ้างก็ว่า หากไม่เพิ่มโทษก็ขออย่าให้ลดโทษ ซึ่งทุกความเห็นล้วนมีวัตถุประสงค์ที่ดีงามต่อสังคมไทยทั้งสิ้น...และในรายงานพิเศษของ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ชิ้นนี้ เราจะนำเสนอในมุมมองที่ว่า “หากคนร้ายคดีข่มขืนไม่ต้องโทษประหาร ภาครัฐควรจัดการกับพวกเขาอย่างไร?”

จิตแพทย์ : แนะใช้ยาฉีดเข้าร่างคนร้าย ยับยั้งอารมณ์ทางเพศ สกัดก่อเหตุซ้ำ

นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ผู้อำนวยการสถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวกับทีมข่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เหตุข่มขืน ถือเป็นสัญชาตญาณที่ฝังอยู่ภายในจิตใจมนุษย์ จึงเป็นเรื่องยากที่จะปรับแก้ไขได้ มิหนำซ้ำเหตุข่มขืนนั้น ยังมีความแตกต่างจากเหตุร้ายอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น เหตุลักขโมย โดยเหตุลักขโมยจะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก หากบุคคลนั้นๆ มีทรัพย์สินที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต ส่วนเหตุข่มขืนนั้น เป็นเรื่องของความต้องการทางเพศที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ทีมข่าวถามนายแพทย์คนดังว่า "หากไม่ประหารผู้กระทำความผิด ในทางการแพทย์เสนอแนะให้มีวิธีการลงโทษคนเหล่านี้อย่างไร?"  นพ.ทวีศิลป์ ให้คำตอบว่า ลงโทษด้วยการใช้ยา เพื่อลดอัตราการเกิดเหตุข่มขืน หรือจะให้พูดง่ายๆ ก็คือ 1. ฉีดยาคุมกำเนิดที่ใช้กับผู้หญิงเข้าไปในผู้ชาย ซึ่งยาตัวดังกล่าวจะทำให้ฮอร์โมนเพศหญิงสูงขึ้น และทำให้ความต้องการทางเพศของผู้ชายลดลง แต่ต้องฉีดยาแก่ผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากยาจะออกฤทธิ์ประมาณ 3 เดือนเท่านั้น 2. ฉีดยา Anti-androgen (ต้านฮอร์โมนเพศชาย) เข้าไป ซึ่งจะทำให้ฮอร์โมนเพศชายทำงานน้อยลง

“การฉีดยาไม่สามารถการันตีได้ว่า ผู้กระทำความผิดเหตุข่มขืนจะไม่กลับไปข่มขืนอีก ซึ่งเรื่องดังกล่าว ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทยอย่างมาก โดยส่วนตัว มองว่าการแก้ไขปัญหาด้วยวิธีฉีดยาเป็นเรื่องดี แต่ควรเชื่อมโยงกับภาคฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้ชัดเจน หรืออาจจะต้องเข้าไปแก้ในตัวบทกฎหมายด้วย เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาหรือข้อถกเถียงต่างๆ ในภายหลัง” นพ.ทวีศิลป์ แสดงมุมมอง

จิตแพทย์ : ข่มขืน = ประหาร = ไอ้หื่นไม่กลัว

การแก้ปัญหาข่มขืน ด้วยวิธีการลงโทษที่ว่า ข่มขืน = ประหาร จะทำให้คนร้ายเกรงกลัวโทษหนัก และไม่กล้ากระทำความผิด? ผอ.สถาบันกัลยาณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต ตอบข้อซักถามนี้ว่า ความเกรงกลัวโทษประหารจะเกิดขึ้นได้กับบางคนเท่านั้น ซึ่งหลายคนอาจจะเข้าใจว่า การลงโทษผู้ก่อเหตุข่มขืนด้วยวิธีการจำคุก อาจทำให้บุคคลนั้นๆ เกรงกลัวและหลาบจำ แต่การเข้าใจเช่นนี้ถือว่าเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะคนเหล่านี้เมื่อออกมาจากเรือนจำแล้วมีอารมณ์ทางเพศอีก พวกเขาก็อาจจะใช้วิธีการปลดปล่อยแบบเดิมอีก

“อารมณ์ทางเพศ เปรียบเสมือนกับการที่คนเราหิวข้าว ซึ่งความรู้สึกหิวข้าวเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เช่นเดียวกันกับอารมณ์ทางเพศของผู้ชายที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาเช่นกัน” นพ.ทวีศิลป์ เปรียบเปรยปัญหาข่มขืน

หากเปรียบอารมณ์ทางเพศ เหมือนกับการหิวข้าว ซึ่งสิ่งที่มนุษย์ต้องการตลอดทั้งชีวิต ดังนั้น จึงเท่ากับว่า ปัญหาข่มขืนจะไม่ลดน้อยถอยลงเช่นนั้นหรือ? ผู้สื่อข่าวถามจิตแพทย์คนดัง ซึ่งได้รับคำตอบว่า ใช่ เมื่ออารมณ์ทางเพศเกิดขึ้นกับคนผู้หนึ่ง ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีจะหายไปชั่วขณะ และเขาจะไม่สามารถควบคุมความต้องการ หรือความหมกมุ่นได้

"ปัญหาข่มขืนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นวนซ้ำไปซ้ำมาในสังคม เพราะฉะนั้น ภาคฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรใช้โอกาสที่สังคมกำลังตื่นตัวกับเหตุข่มขืน มาเปลี่ยนแปลงระบบสืบสวนสอบสวน ระบบฐานข้อมูล ระบบยุติธรรม ระบบแก้ไขบุคคลที่กระทำผิด หากเราไม่ใช้โอกาสนี้ ต่อไปในวันข้างหน้าทุกอย่างก็จะยังเหมือนเดิม และท้ายที่สุด ผู้คนที่เคยออกโรงแสดงจุดยืนเกี่ยวกับการข่มขืน เขาก็จะหลงลืมเรื่องราวเหล่านี้ไป มิใช่ว่าพวกเขาจะหายไปเลย แต่พวกเขาจะออกมาแสดงจุดยืนอีกครั้ง ในวันที่เหตุข่มขืนโด่งดังจนเป็นที่โจษจันในครั้งต่อไป วนลูปอยู่เช่นนี้" นพ.ทวีศิลป์ จิตแพทย์คนดัง ทิ้งท้าย

ผู้เชี่ยวชาญอาชญาวิทยา : มูลเหตุ แรงจูงใจ ทำไมจึงกล้าลงมือข่มขืน?

ทีมข่าวฯ ได้ติดต่อไปยัง รศ.ดร.ศรีสมบัติ โชคประจักษ์ชัด อาจารย์คณะสังคมและมนุษยศาสตร์ ม.มหิดล ผู้เชี่ยวชาญอาชญาวิทยา มาให้คำตอบในประเด็นต่างๆ โดย รศ.ดร.ศรีสมบัติ เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาคดีข่มขืนส่วนใหญ่จะเป็นคนใกล้ชิดกับเหยื่อ มีการรู้จักหน้าค่าตากันมาก่อน ส่วนการแต่งตัวและหน้าตาของเหยื่อก็มีส่วนที่ทำให้เกิดความน่าสนใจที่จะเข้าไปกระทำผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเหยื่ออยู่ตามลำพัง และไม่มีใครสามารถให้ความช่วยเหลือได้ มักจะเป็นโอกาสที่ทำให้ผู้ต้องหาอาศัยจังหวะให้การกระทำความผิด ขณะที่ แรงจูงใจหรือมูลเหตุในการข่มขืนเหยื่อมีปัจจัยดังต่อไปนี้


1. สภาพอารมณ์ ผู้กระทำผิดมีความต้องการทางเพศมาก หรือไม่สามารถควบคุมอารมณ์ทางเพศของตัวเองได้

2. สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้กระทำความผิด

3. มีการวางแผน เล็งเห็นแล้วว่าไม่มีโอกาสในการถูกตำรวจจับได้หากกระทำความผิด และมีความเสี่ยงน้อยในการที่จะมีคนอื่นรู้ รวมทั้งเหยื่ออยู่คนเดียว หรืออยู่ในสภาวะในการต่อสู้ลำบาก จึงกล้าที่จะลงมือกระทำความผิด

ผู้เชี่ยวชาญอาชญาวิทยา : สาเหตุที่ทำให้เกิดคดีข่มขืนซ้ำซาก?

รศ.ดร.ศรีสมบัติ เผยว่า ผู้ต้องหาที่ออกจากคุกและยังกระทำผิดอยู่ซ้ำๆ เกิดจากปัญหาดังต่อไปนี้

1. ระบบคัดกรองผู้กระทำผิดไม่มีพื้นที่แยกขังสำหรับผู้กระทำผิดเกี่ยวกับเพศเฉพาะทาง ทำให้การเข้าไปดูแล ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ทำได้อย่างไม่ตรงตามประเภทของผู้ต้องหา

2. ประเทศไทยยังขาดนักจิตวิทยา นักบำบัดที่จะมาเยียวยาผู้ต้องหาคดีประเภทนี้ ฉะนั้น เมื่อผู้ต้องหาออกมาสู่สังคม พวกเขาเหล่านี้ก็ออกมาโดยที่ไม่ได้รับการแก้ไขใดๆ จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้พวกเขามีโอกาสที่จะกระทำความผิดซ้ำได้อีก

3. ความหนาแน่นของผู้ต้องขังในเรือนจำ จึงทำให้มีนโยบายลดโทษ ลดวันต้องโทษจำคุก หรือพักการลงโทษให้กับผู้ต้องขังที่ประพฤติตัวดี อีกทั้งผู้ต้องหาบางคนมักจะชอบทำตัวดี น่าไว้วางใจ ซึ่งทำให้ไม่สามารถทราบได้ว่าเมื่อเขาออกมาเขาจะกระทำความผิดในลักษณะเดียวกันซ้ำอีกหรือไม่

“ในต่างประเทศบางประเทศเขามีระบบฐานข้อมูลที่ดีในการบันทึกข้อมูลเอาไว้ เช่น ผู้ต้องขังคนนี้ชื่ออะไร ที่อยู่ ประกอบอาชีพอะไรมาก่อน พอปล่อยออกมาแล้วไปทำอะไร มีการตามตัวได้ ทราบที่อยู่ได้ แต่ของประเทศไทยไม่ทราบด้วยซ้ำ จนกว่าเขาจะมีการกระทำความผิดอีกครั้ง” ผู้เชี่ยวชาญอาชญาวิทยา กล่าว

ผู้เชี่ยวชาญอาชญาวิทยา : เกาหลี ฉีดสารเคมีที่อัณฑะ ส่งผลให้หมดความต้องการทางเพศ

นอกจากนี้ รศ.ดร.ศรีสมบัติ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นานาประเทศที่มีการยกเลิกโทษประหารไปแล้ว หรือบางประเทศที่มีวิธีการจัดการกับผู้กระทำผิดเกี่ยวกับเพศ เช่น เกาหลีใต้ เมื่อหลายปีมาแล้วมีการประกาศใช้กฎหมายที่ลงโทษผู้กระทำผิดเกี่ยวกับเพศด้านข่มขืน สำหรับผู้กระทำความผิดซ้ำซาก จะไม่ประหาร แต่จะใช้วิธีฉีดสารเคมีเข้าไปที่ลูกอัณฑะของผู้กระทำผิด เพื่อให้หมดความต้องการทางเพศ เพราะว่าการข่มขืนเกิดจากสาเหตุที่มีอารมณ์ทางเพศ โดยไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยวิธีใดๆ ได้ เป็นความต้องการทางด้านร่างกาย ซึ่งจะต้องหาทางรักษาเยียวยาคนกลุ่มนี้ โดยเกาหลีใต้เริ่มนำมาใช้จริง เมื่อปี 2555

ฉีดยาให้นกเขาไม่ขัน เข้าซังเตตลอดชีวิต หรือแม้กระทั่งประหารให้ตายตามกัน
สุดท้าย “ความหื่น” ก็บดบังสติ “ไอ้หื่น” อยู่ดี...

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้
    ที่

 reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

“ข่มขืน = ประหาร”...สังคมไทยตื่นตัวทุกครั้งในยามที่เกิดคดีอุกอาจฆ่าข่มขืน และในครั้งนี้ก็เช่นกัน ซึ่งในรายงานพิเศษชิ้นนี้ จะนำเสนอในมุมมองที่ว่า “หากคนร้ายคดีข่มขืนไม่ต้องโทษประหาร ภาครัฐควรจัดการกับพวกเขาอย่างไร?” 5 ก.ค. 2559 19:38