วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ศรีวราห์' สั่งกองปราบแกะรอยเส้นทางการเงินนอมินีทัวร์จีนในภูเก็ต

พล.ต.อ.ศรีวราห์ รอง ผบ.ตร. ติดตามคดีนอมินีใน จ.ภูเก็ต หลังมีการจับกุมบริษัททัวร์จีนยักษ์ใหญ่พร้อมบริษัทในเครืออีก 17 บริษัท พบทรัพย์สินมหาศาล ล่าสุดสั่งกองปราบแกะรอยตรวจสอบเส้นทางการเงินแล้ว 

เมื่อวันที่ 5 ก.ค.59 พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กำกับดูแลงานด้านความมั่นคงพร้อมคณะได้เข้ารับฟังบรรยายสรุปที่มาที่ไปของการจับกุมบริษัท ทรานลี่ทราเวิล จำกัด ที่ต้องสงสัยประกอบธุรกิจในลักษณะเป็นการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (nominee) จำนวน 3 จุด และการติดตามความคืบหน้าของการขยายผลตรวจสอบบริษัทที่เชื่อว่าเป็นนอมินีในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และใกล้เคียงจาก พ.ต.อ.สมาน ชัยณรงค์ รอง ผบก.ภ.จ.ภูเก็ต โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้ารับฟัง โดยใช้เวลาประชุมกว่า 1 ชม.

พล.ต.อ.ศรีวราห์ กล่าวว่า การเข้ารับฟังบรรยายสรุปการตรวจสอบและติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ในการทำงานเกี่ยวกับการธุรกิจนอมินีนั้น เป็นการมากำชับในส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต ตำรวจภูธรจังหวัดพังงา ตำรวจน้ำ ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจป่าไม้ให้มีการกวดขันตามกฎหมายที่ตัวเองรับผิดชอบ โดยขณะนี้นายทะเบียนที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวได้มีการยกเลิกใบอนุญาตประกอบการท่องเที่ยวของบริษัทดังกล่าวไปหมดแล้ว โดยบริษัทจะไม่สามารถประกอบกิจการดังกล่าวได้แล้ว แต่ถ้ายังมีการฝ่าฝืนและมีการประกอบธุรกิจดังกล่าวอยู่อีกจะถือว่าผิดกฎหมายทันที ไม่ว่าจะเป็นรถทัวร์ เรือของบริษัทดังกล่าว ส่วนผลกระทบของนักท่องเที่ยวที่มีการจองการท่องเที่ยวกับบริษัทดังกล่าว เรามีบริษัทท่องเที่ยวที่ถูกต้องตามกฎหมายอื่นๆเข้าไปดูแลและรองรับ

ทั้งนี้การตรวจสอบเชิงลึกของบริษัทดังกล่าวที่อาจมีกลุ่มผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ดูแลอยู่นั้น ขณะนี้ได้สั่งการให้กองปราบเข้าไปตรวจสอบแล้ว เนื่องจากเงินที่ได้มาจากการเปิดบริษัทท่องเที่ยวดังกล่าวมานานนับสิบปีหายไปอยู่ที่ใด โดยกองปราบจะเป็นหน่วยงานที่ติดตามเส้นทางการเงินของบริษัทว่าหายไปอยู่ที่ใดและอยู่กับผู้ใดหรือออกนอกประเทศไปได้อย่างไร ขณะที่ผู้ต้องหาที่อยู่ระหว่างการหลบหนีอีก 1 คน คาดว่ายังคงอยู่ในราชอาณาจักร โดยยังไม่มีการจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม มีเพียงการจับกุมกลุ่มไกด์กว่า 10 ของบริษัทดังกล่าว

สำหรับกรณีที่กลุ่มผู้ต้องหาเดินทางเข้ามาอยู่ในประเทศไทยได้อย่างไรและมาประกอบธุรกิจในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ได้อย่างไรนั้น คงต้องรอการสืบสวนสอบสวนและทุกอย่างอยู่ในสำนวนของพนักงานสอบสวนหมดแล้ว โดยกระทรวงมหาดไทยยืนยันแล้วว่า บัตรประจำตัวประชาชนของกลุ่มผู้ต้องหาดังกล่าวใช้ไม่ได้หรือเป็นบัตรปลอม เบื้องต้นพนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาปลอมแปลงเอกสารของทางราชการ ส่วนคดีอื่นๆ ที่อาจเกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการตรวจสอบหลักฐานต่างๆ โดยมุ่งเน้นไปที่การถือกรรมสิทธิ์ที่เกินกว่า 51% จะมีการตรวจสอบทั้งหมด

ขณะที่คนไทยที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องถือครองสิทธิ์ โดยมีการใช้ชื่อจดทะเบียนขณะนี้ได้มีการจับกุมเพิ่มเติมอีก 1 ราย ซึ่งเป็นลักษณะธุรกิจสวนงูใน จ.ภูเก็ต ซึ่งถือว่าเป็นขบวนการใหญ่พอสมควร ส่วนมูลค่าทรัพย์สินและความเสียหายต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ระหว่างที่ ผบก.ภ.จ.ภูเก็ต รับไปดำเนินการตรวจสอบ โดยผิดถึงไหน จับถึงนั่น หลักฐานถึงใครจับคนนั้น

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมด้วยว่า การบรรยายสรุปของคดีดังกล่าวต่อที่ประชุม มีการนำชาร์ตโครงสร้างของบริษัท ไทลี่ หรือ ทรานลี่ เทรเวล จำกัดมาแสดง โดยมีการระบุถึงผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ประกอบด้วย นายกฤชกร รุ่งมงคลนาม ที่เข้ามอบตัวไปก่อนหน้านี้และนายวีระชัย คำไผ่ประพันธ์กุล ที่อยู่ระหว่างการหลบหนี โดยทั้งสองเป็นบุคคลต่างด้าวที่อ้างว่าเป็นบุคคลสัญชาติไทยให้เจ้าหน้าที่ออกบัตรประจำตัวประชาชนแล้วนำไปจนทะเบียนนิติบุคคลประกอบธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งข้อหาเป็นตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน และ ป.อาญาแจ้งความเท็จ, ให้เจ้าพนักงานจดแจ้งความอันเป็นเท็จ

ขณะที่บริษัทดังกล่าวยังมีบริษัทในเครือที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวต่างๆ เช่น ที่พัก ร้านอาหาร โรงแรม มัคคุเทศก์ ขายสินค้าและธุรกิจสปาอีก 17 บริษัท โดยทรัพย์สินต่างๆ เช่น รถยนต์ 117 คัน เรือสปีดโบ๊ตและเรือท่องเที่ยว 35 ลำ ที่ดินใน จ.ภูเก็ต อีก 3 แปลง โดยอยู่ระหว่างการตรวจสอบของกองปราบปรามและ ปปง.เพื่อทำการยึดทรัพย์ในความผิดที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น อั้งยี่ (เป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการ และมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย).