วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ดีเดย์บังคับใช้ ก.ม.หลักประกันทางธุรกิจ ปลดล็อกเอสเอ็มอี-สตาร์ตอัพ

“พาณิชย์” เผย ก.ม.หลักประกันทางธุรกิจ มีผลใช้แล้ว 4 ก.ค.59 ยันช่วยเอสเอ็มอี-สตาร์ตอัพปลดล็อกการเข้าถึงแหล่งเงินทุน คาดมีผู้ประกอบการเข้าคิวรอใช้บริการกว่า 3 แสนราย ดันเศรษฐกิจไทยขยายตัว และอันดับความง่ายในการทำธุรกิจดีขึ้น ด้าน “คลัง” เตรียมเพิ่มผู้รับหลักประกันอีก 6 ราย นอกจากแบงก์ ประกัน เครดิตฟองซิเอร์ และบริษัทเงินทุน     

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 ก.ค.59 พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ทำให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) และกลุ่มธุรกิจรายใหม่ (สตาร์ตอัพ) เข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อต่อยอดธุรกิจได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพิ่มขึ้น โดยคาดว่า ในปีนี้ สถาบันการเงินจะทยอยนำผู้ประกอบการจดทะเบียนกว่า 300,000 ราย

นอกจากนี้ พ.ร.บ.นี้ ยังได้สร้างอาชีพใหม่ในวงการธุรกิจไทย ได้แก่ ผู้บังคับหลักประกัน ซึ่งต้องเป็นคนที่ทำอาชีพและมีความรู้ความชำนาญด้านกฎหมาย บัญชี เศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ หรือประเมินมูลค่าทรัพย์สิน และต้องขอรับใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อทำหน้าที่บังคับหลักประกันกรณีนำกิจการมาเป็นหลักประกันขอสินเชื่อจากธนาคาร แล้วผู้กู้ไม่สามารถชำระเงินกู้ได้ ผู้บังคับหลักประกันจะมีหน้าที่ไต่สวนข้อเท็จจริงว่ามีเหตุให้บังคับหลักประกันหรือไม่ รวมถึงมีหน้าที่บำรุงรักษา จัดการและดำเนินกิจการที่เป็นหลักประกันจนกว่าจะจำหน่ายกิจการและนำเงินมาคืนเจ้าหนี้  

ทั้งนี้ กฎหมายนี้จะทำให้เอสเอ็มอี และสตาร์ตอัพ เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น โดยนำทรัพย์สินที่ใช้เป็นหลักประกัน เช่น กิจการ สิทธิเรียกร้อง สังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ และทรัพย์สินทางปัญญา มาขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน โดยที่ไม่ต้องส่งมอบหลักประกันเหล่านี้ แต่สามารถนำหลักประกันไปใช้ประโยชน์ทำธุรกิจได้ต่อเนื่อง ขณะที่สถาบันการเงิน สามารถขยายการให้สินเชื่อได้มากขึ้นในต้นทุนที่ต่ำลง เพราะลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ เนื่องจากกฎหมายมีรูปแบบการดำเนินงานที่รวดเร็วเป็นธรรม

“สุดท้ายประโยชน์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด จะกลับมาช่วยผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้น เพราะมีการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก และยังจะส่งผลเชิงบวกต่อนักลงทุนต่างชาติ เพราะการทำธุรกิจในไทยง่ายขึ้น และการจัดอันดับด้านการอำนวยความสะดวกการทำธุรกิจในไทยของธนาคารโลก โดยเฉพาะตัวชี้วัดด้านการได้รับสินเชื่อ จะดีขึ้นในอนาคต” นางอภิรดี กล่าว

ด้าน นายพรชัย ฐีระเวช รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้เสนอกฎกระทรวงกำหนดให้บุคคลอื่นเป็นผู้รับหลักประกัน (ผู้ให้เงินกู้) เพิ่มเติม ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งจะมีบุคคลอีก 6 ประเภท ได้แก่ นิติบุคคลเฉพาะกิจเพื่อการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์, ทรัสตี, บริษัทหลักทรัพย์ กองทุนรวม, ผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้าตามกฎหมายว่าด้วยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า, บริษัทบริหารสินทรัพย์ และผู้ประกอบธุรกิจแฟคตอริ่ง เข้ามาเป็นผู้รับหลักประกันเพิ่มเติมจากเดิมที่มีเพียงสถาบันการเงิน บริษัทประกัน บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ และบริษัทเงินทุน

ส่วนนายปรีดี ดาวฉาย ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า กฎหมายนี้จะเป็นตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมีโอกาสเข้าถึงสินเชื่อในระบบมากขึ้น เพราะมีทางเลือกสำหรับการนำหลักประกันที่จะใช้ค้ำประกันสินเชื่อกับธนาคาร ซึ่งเอสเอ็มอีที่จะได้รับประโยชน์สูงสุดคือ สตาร์ตอัพ ซึ่งเพิ่งเร่ิมทำธุรกิจ และกลุ่มผู้ประกอบการที่กำลังจะขยายธุรกิจ.