วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รัฐบาลผุดศูนย์ทุกจว. คุมประชามติ 'เต้น' ดักทาง ชี้นําให้โหวต

ทีมโฆษก คสช.จวกอดีตนัก การเมืองนัดจับเข่าคุย แค่หยั่งท่าที คสช. เตือนยุติเคลื่อนไหวจนกว่าจะผ่าน 7 ส.ค. “วัฒนา” หนุน “หญิงหน่อย” ถกหาทางออก เหน็บ ปชป.เห็นดีเห็นงามตามเผด็จการ “วรชัย” เฉ่งกีดกันวงหารืออดีต ส.ส.หวังต่อท่ออำนาจ “นิพิฏฐ์” ปลุกพลังนักวิชาการขับเคลื่อน “สุดารัตน์” งดตอบโต้วอนนักการเมืองเสียสละปฏิรูปตัวเองก่อน “องอาจ” จับตายัดไส้เซ็ตซีโร่ใส่ ก.ม.ลูก รัฐบาลตั้งศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยคุมเข้มประชามติ ทั้งก่อนโหวต-วันลงคะแนน-หลังซาวเสียง มอบผู้ว่าฯ-นอภ. เป็น ผอ.ศูนย์ สั่งทำแผนเผชิญเหตุป่วน ตั้งจุดตรวจด่านสกัด ฟันพวกบิดเบือน รธน. “ณัฐวุฒิ” สวดทันควัน รัฐบาลแก้เกมตั้งศูนย์ชี้นำผวาแพ้ผลประชามติ

หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ไม่เห็นด้วยกับแนวทางที่อดีตนักการเมืองจะมาร่วมหารือหาทางออกให้ประเทศ โดยประกาศต้องการให้ประเทศสงบนิ่ง ทำให้การทำประชามติเป็นไปตามโรดแม็ป ล่าสุดรัฐบาลได้กำหนดให้มีศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยขึ้นในทุกจังหวัดและอำเภอ เพื่อควบคุมสถานการณ์ตั้งแต่ก่อนวันออกเสียงไปจนถึงหลังทำประชามติ

รัฐบาลผุดศูนย์คุมเข้มประชามติ

เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 3 ก.ค. พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลสนับสนุนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการจัดการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อ ให้การทำประชามติเรียบร้อย สุจริตและเที่ยงธรรม โดยจัดตั้งศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย สนับสนุนการดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในทุกจังหวัดและอำเภอ ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ระดับจังหวัดมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น ผอ.ศูนย์ฯ ระดับอำเภอ นายอำเภอเป็น ผอ.ศูนย์ฯ มีหัวหน้าส่วนราชการเป็นกรรมการ มี 3 ภารกิจหลัก คือการบริหารจัดการ จัดทำแผนเผชิญเหตุ ติดตามสถานการณ์ ตั้งจุดตรวจจุดสกัด ด้านการข่าว เสาะหาข่าวบิดเบือนเนื้อหารัฐธรรมนูญ การกระทำผิดตาม พ.ร.บ.ประชามติหรือเหตุความไม่สงบเรียบร้อย และ ด้านการแก้ไขปัญหาการชุมนุมสาธารณะ จะดำเนินการตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 เพื่อป้องกันระงับ ยับยั้ง เหตุที่จะนำไปสู่ความไม่สงบ แบ่งการรายงานเหตุการณ์ไปยังผู้บริหาร 3 ระยะ คือ ก่อนวันออกเสียงประชามติ 1 ก.ค.-6 ส.ค. วันออก เสียงประชามติ 7 ส.ค. และหลังวันออกเสียงประชามติ 8-10 ส.ค. หรือจนกว่าจะเรียบร้อย

นายกฯไม่ปล่อยให้โกง–ขวางกาบัตร

“นายกฯย้ำชัดเจนว่า จะไม่ปล่อยให้มีการโกง หรือขัดขวางการลงประชามติเกิดขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ดุลพินิจของตัวเองตัดสินใจอย่างเต็มที่ โดยได้กำชับให้แต่ละจังหวัดและอำเภอปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด ให้เป็นตัวอย่างที่ดีของผู้ที่ยึดถือกฎหมาย และทำเพื่อประโยชน์ของสาธารณะอย่างแท้จริง รวมทั้งขอความร่วมมือประชาชนทุกภาคส่วนร่วมเป็นหูเป็นตา หากพบเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายประชามติ หรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ดำเนินการโดยด่วน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของการลงประชามติให้เป็นที่ยอมรับของทุกคนทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ” พล.ต.สรรเสริญกล่าว

คสช.เตือนยุติโยนหินดิ้นเคลื่อนไหว

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ รองหัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์ ส่วนงานรักษาความสงบ สำนักงานเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำกลุ่ม กทม.พรรคเพื่อไทย ยืนยันเดินหน้าแนวคิดการพูดคุยกับอดีตนักการเมือง หาทางออกให้ประเทศว่า คสช.ยังไม่มีมาตรการใดๆ เพราะดูความเคลื่อนไหวและประเมินสถานการณ์อยู่ตลอด เห็นว่าการที่นักการเมืองออกมาเคลื่อนไหว อยากทำกิจกรรมเพื่อตรวจ สอบกระแสหรือโยนหินถามทางดูว่า คสช.จะมีปฏิกิริยาอะไรหรือไม่ แต่ขอยืนยันว่าหาก คสช.รักษาสถานการณ์ไปด้วยความสงบ บ้านเมืองยังไม่มี
ความวุ่นวายอะไรจนไปถึงวันลงประชามติ 7 ส.ค. นี่คือเป้าหมายแรก สิ่งสำคัญคือทุกคนต้องอยู่ภายใต้กรอบกติกา การเคลื่อนไหวของอดีตนักการเมือง มี พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญบังคับใช้อยู่ ได้ขอร้องขอความร่วมมือ ทั้งการงดเว้น การเคลื่อนไหว ไม่สร้างความสับสนให้ประชาชน และ ไม่ทำอะไรเกิน คนที่ออกมาเคลื่อนไหวเป็นคนเดิมๆ พรรคเดิมๆ ไม่มีคนใหม่ แต่ คสช.มองว่าบรรยากาศประเทศดีอยู่แล้ว อย่าเพิ่งไปทำอะไรจนกว่าจะผ่านวันลงประชามติไปจะดีกว่า ขอยืนยันว่า คสช.จะไม่ปฏิบัติหรือดำเนินการใดที่นำไปสู่ความรุนแรง จึงขอความร่วมมือให้ทุกคนอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย

“สมชัย” ตีปีกได้มือไม้ช่วยงาน กกต.

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีรัฐบาลตั้งศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยว่า ยังไม่ทราบรายละเอียดหรือโครงสร้างของศูนย์ดังกล่าว แต่ก็ยินดีที่จะมาช่วยให้การทำประชามติเป็นไปอย่างเรียบร้อย อย่างไร ก็ตาม ไม่อยากให้ประชาชนตื่นตระหนกว่าจะถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพ เพราะประชาชนที่สุจริต ไม่มี จุดประสงค์ก่อความวุ่นวาย ก็ไม่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

“ณัฐวุฒิ” ซัดทันควันชี้นำผลประชามติ

ด้านนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า ไม่นึกว่าพอไล่ปิดศูนย์ปราบโกงของ นปช.แล้ว รัฐบาลจะตั้งศูนย์ปราบโกงเสียเอง ไม่รู้สึกอายหรือที่มาลอกแนวทางกันแบบนี้ และน่าแปลกใจมากที่ต้นแบบถูกดำเนินคดีแต่ของก๊อบปี้มีอำนาจรัฐจัดให้ และอย่าอ้างว่ารัฐบาลมีอำนาจทำได้ เพราะศูนย์ปราบโกง นปช.ไม่ใช่เรื่องอำนาจ แต่เป็นเรื่องสิทธิเสรีภาพ ทั้งนี้ ทราบมาว่าบางหน่วยงานลงพื้นที่ประเมินความคิดประชาชนแล้วผลออกมาน่าตกใจ แม้แต่ในกลุ่มครู ค. เชื่อว่าเสียงส่วนใหญ่จะสวนทางกับผู้มีอำนาจ จึงขอตั้งข้อสังเกตว่าการตั้งศูนย์ของ รัฐบาล เป็นการแก้เกม โดยเพิ่มการใช้อำนาจรัฐ เพื่อกำหนดผลประชามติให้เป็นไปตามต้องการหรือไม่ และขอเรียกร้องให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ. เลิกใช้ลีลาแบบศรีธนญชัย การยืนยันว่าร่างนี้ ไม่มีเรื่องเซ็ตซีโร่พูดอีกก็ถูกอีก เพราะถ้ามีจะไปโผล่ในกฎหมายลูก เชื่อว่าถ้าแป๊ะต้องการ กรธ.ก็พร้อมตามใจ นายมีชัยในฐานะผู้รับเหมายืนยันอะไรไม่ได้หรอก รัฏฐาธิปัตย์กล้ายืนยันหรือไม่ว่า ไม่มีแนวคิดยุบทุกพรรคก่อนแล้วค่อยเลือกตั้ง

“อ๋อย” สับยิ่งปิดกั้นยิ่งเห็นต่างเพิ่ม

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกฯ แกนนำ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า การอ้างตั้งศูนย์ฯเพื่อสนับสนุน กกต.คิดว่าไม่มีความน่าเชื่อถือว่าจะมีความเป็นกลาง และอาจปิดกั้นคุกคามความเห็น ต่างเพิ่มมากขึ้น และหน้าที่ดังกล่าวเป็นของ กกต.แทนที่จะทำให้ กกต.ที่ค่อนข้างเอียงไปทางจับผิดฝ่ายเห็นต่าง กลับมาอยู่ในร่องในรอย แต่แทรกแซงมาทำหน้าที่เสียเอง และยังเป็นฝ่ายเชียร์ร่างรัฐธรรมนูญนี้ออกนอกหน้า ใช้กลไกสารพัด และงบประมาณมหาศาลเพื่อให้ร่างฯนี้ผ่านให้ได้ ผู้ไม่เคารพกฎหมายประชามติเสียเองกลับเป็น คสช.ใช้อำนาจจับกุมคุมขังผู้ที่ใช้สิทธิ์ตามกฎหมายประชามติอย่างถูกต้อง ไม่เปิดโอกาสให้มีการสังเกตการณ์การทำประชามติ แล้วประชาชนที่ไหนจะกล้าเสนอเบาะแสอะไรให้ศูนย์นี้ จึงเป็นสัญญาณทันทีว่าการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นจะมีมากขึ้น คาดการณ์ได้ไม่ยากว่าเมื่อเวลาปฏิบัติจริงจะมีปัญหาตามมาอีกมาก

“เทือก” สะใจ รธน. “มีชัย” ปราบโกง

เวลา 16.00 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศ ไทย (มปท.) กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่กำลังจะไปลงประชามติ เป็นฉบับปราบโกง ป้องกันการทุจริต ตอบโจทย์ตามที่มวลมหาประชาชนเคยเรียกร้องให้ปฏิรูป ตั้งแต่มาตรา 63 รัฐ ต้องให้ความรู้ถึงอันตรายที่เกิดขึ้นจากการทุจริต ประพฤติมิชอบ จัดให้มีกลไกการป้องกันขจัดการทุจริตอย่างเข้มงวด มาตรา 234 ให้เป็นหน้าที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนวินิจฉัยว่าใครร่ำรวยผิดปกติ ทุจริตต่อหน้าที่ หรือใช้อำนาจขัดรัฐธรรมนูญ ถ้า ป.ป.ช.ส่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แล้วศาลเห็นว่าผิดจริงจะต้องโทษอาญา ถูกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้งตลอดชีวิต “ที่เขียนไว้สะใจผมมากคือ ถ้ารัฐมนตรีถูกให้ออกเพราะทุจริต ยุ่งเกี่ยวกับการใช้งบประมาณ กฎหมายรัฐธรรมนูญไม่ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ไม่ให้รักษาการด้วย แต่ให้ตั้งปลัดกระทรวงทำหน้าที่รัฐมนตรี แล้วให้ปลัดกระ– ทรวงเลือกกันเอง เอาปลัดคนหนึ่ง มาเป็นนายกฯชั่วคราว จนกว่าจะมีรัฐบาล คนที่ทุจริต ทำความผิดเรื่องนี้ถูก ตัดสิทธิเข้ามาสู่วงการเมืองไม่ได้เลยอีกตลอดชีวิต ผมพูดได้เต็มปากว่า นี่เป็นรัฐธรรมนูญปราบโกงจริงๆ จึงมีเหตุผลเต็มเปี่ยม ไปลงประชามติรับร่าง”

กลุ่มต้านจัดเสวนารณรงค์ไม่ผิด ก.ม.

เมื่อเวลา 15.30 น. ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (เอ็นดีเอ็ม) จัดเสวนา “รณรงค์เป็นสิทธิไม่ผิดกฎหมาย” มีแกนนำมวลชนกลุ่มต่างๆ และนักวิชาการที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐ– ธรรมนูญเข้าร่วมคึกคัก อาทิ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด น.ส.อภิญญา สวัสดิ์วรากร คณะเศรษฐศาสตร์ มธ. กลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย น.ส.สาวตรี สุขศรี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. แกนนำกลุ่มนิติราษฎร์ นางพวงทอง ภวัครพันธุ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ นายสุชาติ สวัสดิศรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ โดยมีแนวร่วมต่อต้าน คสช.มาร่วมงานด้วย ก่อนเริ่มงานกลุ่มเอ็นดีเอ็มแจกหนังสือนิตยสาร “ก้าวข้าม” พาดหัวว่า “สู้กันอีกยกประชามติใต้ระบอบรัฐประหาร” โดย พ.ต.ท.สมยศ อุดมรักษาทรัพย์ รอง ผกก.สน.ชนะสงคราม และ พ.ต.ท.ปิติพันธ์ กฤดากร ณ อยุธยา สวส.สน.ชนะสงคราม นำกำลังเฝ้าสังเกตการณ์บันทึกภาพ

สับ คสช.จับ 7 นศ.ขังคุกเป็นสิ่งผิด

นายชาญวิทย์ เกษตรสิริ อดีตอธิการบดี มธ. กล่าวว่า การรณรงค์ให้รับหรือไม่รับหรือไม่ออกเสียง เป็นสิทธิอันชอบธรรม ไม่ผิดกฎหมาย เยาวชนหนุ่มสาว 7 คนต้องถูกจองจำ ด้วยเหตุว่าออกมารณรงค์ “ไม่รับ” ร่าง รธน. ทั้งที่น่าทำได้ การที่คณะรัฐประหารจับกุมเอาคนหนุ่มสาวไปขังในคุกเป็นสิ่งที่ผิด สังคมใดก็ตามที่จับเอาคนหนุ่มสาวมาขังคุก สังคมนั้นไม่มีอนาคต ขอให้มองไปยังประวัติศาสตร์ ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญล้วนเกิดได้ด้วยคนหนุ่มสาว นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ร.ศ. 130 ยุค 14-6 ตุลา การลงประชามติ 7 ส.ค. รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาและจิตวิญญาณเป็น “อประชาธิปไตย”ขาดกลไกและเจตนารมณ์ของการปฏิรูปทางการเมือง สาระเป็นอำมาตยา เสนาตุลาการธิปไตย ต้องการรักษาผลประโยชน์ของหมู่คณะของตน การลงประชามติขาดความเที่ยงธรรม บิดเบือน สร้างความเข้าใจผิดในหมู่ประชาชนว่าหากไม่รับร่างนี้แล้ว จะไม่มีการเลือกตั้ง ขอเรียกร้องให้ปลดปล่อยเยาวชนหนุ่มสาวทั้ง 7 ให้มีการรณรงค์เชิญชวนในวิถีทางที่เป็นอารยะเป็นประชาธิปไตย

ปล่อยลูกโป่งจี้ปล่อย นศ.พ้นเรือนจำ

ต่อมาเวลา 19.30 น. หลังการจัดเสวนาที่หอประชุมศรีบูรพาสิ้นสุดลง นายปกรณ์ อารีย์กุล แกนนำกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (เอ็นดีเอ็ม) เชิญชวนมวลชนแนวร่วมกว่าร้อยคน พร้อมกลุ่มนักวิชาการ นำโดยนายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มธ. ตลอดจนนักศึกษา นักกิจกรรม เคลื่อนขบวนไปรวมตัวกันที่ลานปรีดี เพื่อปล่อยลูกโป่ง ข้อความ “รณรงค์ไม่ผิด” มีการอ่านแถลงการณ์ เรียกร้องให้ปล่อย 7 ผู้ต้องหา คดีแจกเอกสารรณรงค์ไม่รับร่าง รธน. และให้รัฐเปิดกว้างในการรณรงค์ประชามติ ทั้งนี้ แกนนำเอ็นดีเอ็มยังนัดหมายรวมตัวอีกในวันที่ 4 ก.ค. ที่เรือนจำพิเศษ เพื่อเข้าเยี่ยม 7 ผู้ต้องขังคดีโหวตโน ที่ติดคุกอยู่เป็นวันที่ 10

หลังซาวเสียงรู้อนาคตพรรคการเมือง

ส่วนกรณีกระแสข่าวที่จะมีการเซ็ตซีโร่ สลายพรรคการเมืองหลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามตินั้น วันเดียวกัน นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษก กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกรณีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ระบุว่า เมื่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติได้รับความเห็นชอบ พรรคการเมืองต้องไปจดทะเบียนจัดตั้งพรรคใหม่ว่า ยืนยันว่าที่ผ่านมา กรธ.ไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ และไม่ได้เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติ คิดว่าคนที่ออกมาพูดเรื่องนี้อาจจะไปยึดติดเมื่อครั้งที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯหารือเรื่องนี้กับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงคิดว่า กรธ.จะทำแบบนั้นด้วย เรื่องจะทำอย่างไรกับพรรคการเมือง คงต้องรอให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติเสียก่อน แล้วไปกำหนดใน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรค การเมือง ต้องขอคำปรึกษาจากทุกฝ่ายอยู่แล้ว ดังนั้นอย่าเพิ่งไปกังวล

กรธ.วาน มท.สำรวจลงพื้นที่ซ่อม

นายอมรกล่าวอีกว่า ในวันที่ 4 ก.ค. กรธ.จะ ประชุมเพื่อพูดคุยความคืบหน้าการเผยแพร่และทำความเข้าใจต่อร่างรัฐธรรมนูญของประชาชน รวมทั้งเตรียมความพร้อมเพื่อลงพื้นที่ไปเสริมในพื้นที่ที่ ยังขาดความเข้าใจ โดยวันที่ 5 ก.ค. อนุกรรมการประชา– สัมพันธ์และเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญ จะประชุมร่วมกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้ช่วยสำรวจพื้นที่ที่ยังขาดความเข้าใจและแจ้งแก่ กรธ. เพื่อจะได้ลงไปอธิบายเพิ่มเติมและติวเข้มให้แก่วิทยากร ให้ช่วยไปอธิบายแก่ประชาชนในพื้นที่ต่อไป

แฉวิชามารแพร่แอนิเมชั่นปลอม

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า ภาพรวมการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีอุปสรรคหรือเหตุการณ์ความวุ่นวายมาปั่นป่วนการทำงานแต่อย่างใด เหลือเวลาอีกประมาณเดือนเศษจะถึงวันลงประชามติแล้ว กรธ.จะเร่งเผยแพร่เนื้อหาสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ เน้นไปที่สื่อหลักและสื่อโซเชียลมีเดียให้มากยิ่งขึ้น ยอมรับว่าขณะนี้ยังคงมีวิชามารต่างๆบิดเบือนเนื้อหาของร่างรัฐ– ธรรมนูญอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการนำการ์ตูนแอนิเมชั่นที่ กรธ.จัดทำขึ้นนั้นไปดัดแปลง ตัดต่อใหม่ เกรงว่าอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญได้ และหากประชาชนที่รู้เท่าไม่ถึง การณ์ไปแชร์การ์ตูนแอนิเมชั่นของปลอมอาจผิดกฎหมายได้ จึงขอให้ระมัดระวัง กรธ.กำลังหารือว่าจะให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจัดการอย่างไรได้บ้าง

“องอาจ” จับตายัดไส้ ก.ม.ลูกสลายพรรค

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ออกมายืนยันว่า ในร่างรัฐธรรมนูญไม่มีบทบัญญัติให้พรรคการเมืองปัจจุบันต้องไปจดทะเบียนตั้งพรรคใหม่ หลังร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติว่า เป็นเรื่องดีที่ประธาน กรธ.ออกพูดชัดเจนว่าจะไม่มีเซ็ตซีโร่พรรคการเมือง เพราะอาจถูกมองว่าต้องการสลาย พรรคการเมืองปัจจุบัน เพื่อสนับสนุนพรรคการเมืองใหม่ ที่มีเครือข่ายสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ แต่ต้องติดตามช่วงการเขียน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง จะนำเรื่องจดทะเบียนพรรค การเมืองใหม่ มาใส่ไว้ในกฎหมายพรรคการเมืองหรือไม่ ส่วนกรณีประธาน กรธ. พูดเรื่องการใช้วิชามารบิดเบือนข้อเท็จจริงนั้น ถ้ามีใครใช้วิชามารจริงก็ผิดกฎหมาย กรธ.ควรเอาผิดกับผู้ที่บิดเบือนอย่าให้เป็นตัวอย่าง มากกว่าออกมาให้ข้อมูลต่อสาธารณะเฉยๆ แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย อาจถูกมองว่าเป็นเพียงการตีปลาหน้าไซเท่านั้น

“วัฒนา” หนุน “หญิงหน่อย” ถกทางออก

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์แกนนำพรรคเพื่อไทยโพสต์เฟซบุ๊ก “อย่าไปเห็นดีเห็นงามกับเผด็จการ” ว่าไม่แปลกใจที่บริวารของ คสช. ออกมาโจมตีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานภาค กทม.พรรคเพื่อไทย ที่เสนอให้นักการเมืองพูดคุยกันเพื่อหาทางออกให้ประเทศ เพราะหากบ้านเมืองสงบ คสช.และคนเหล่านี้จะไม่มีที่ยืนในสังคม เพราะอยู่ได้ด้วยอำนาจเผด็จการบนความขัดแย้ง จึงต้องขัดขวางทุกกระบวนการที่นำไปสู่ความสงบสุข แต่ที่แปลกใจคือคนของพรรคการเมืองหนึ่งกลับออกมาผสมโรงโจมตีขัดขวางการพูดคุย หัวหน้าฝ่ายกฎหมายของพรรคการเมืองนั้นถึงขนาดเรียกร้องให้ คสช.ใช้อำนาจที่ได้มาโดยไม่ชอบ เอาผิดกับตนที่ใส่เสื้อไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยลืมไปว่านั่นคือการยอมรับอำนาจที่ได้มาโดยไม่ชอบของเผด็จการ ตนสนับสนุนที่จะให้มีการพูดคุยกันเพื่อหาทางออกให้ประเทศ เพราะเป็นกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย ขอให้กำลังใจคุณหญิงสุดารัตน์หรือท่านใดที่จะจัดให้มีการพูดคุยกัน

อัดบางพรรคเห็นดีงามตามเผด็จการ

นายวัฒนาระบุว่า จะไม่ขอตอบโต้นักการเมืองจากพรรคดังกล่าว แต่อยากเตือนสติในฐานะที่เป็นนักการเมืองที่มาจากประชาชนด้วยกันว่า บ้านเมืองได้รับความบอบช้ำจากการยึดอำนาจมามากแล้ว เผด็จการสร้างความเสียหาย ใช้อำนาจตามอำเภอใจ ละเมิดสิทธิมนุษยชน แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจล้มเหลว ปิดกั้นการตรวจสอบและไม่มีความรับผิดชอบ กล่าวหานักการเมืองว่าทุจริต แต่พวกเราถูกตรวจสอบและถูกดำเนินคดีได้ ขณะที่เผด็จการนิรโทษกรรมให้ตัวเองและพรรคพวกจนไม่มีใครตรวจสอบได้ แล้วไปเห็นดีเห็นงามกับเผด็จการได้อย่างไร ตนไม่เคยยอมรับอำนาจของเผด็จการ จึงไม่เคยเรียกร้องให้เผด็จการใช้อำนาจจัดการกับใคร รวมทั้งนักการเมืองพรรคท่านแม้จะมีข้อกล่าวหาว่าทุจริตก็ตาม หากท่านไม่กล้าหรือไม่คิดจะช่วยต่อสู้ก็ปล่อยให้ตนได้มีสมาธิต่อสู้เพื่อประชาชนดีกว่า เมื่อบ้านเมืองเป็นประชาธิปไตยแล้ว ยินดีจะสู้กับพวกท่านในสนามเลือกตั้งและทุกเวทีแน่นอน ไม่เคยหนีใครอยู่แล้ว ไม่เชื่อไปถาม คสช.ได้

“วรชัย” ฉะกีดกันอดีต ส.ส.คุยหวังต่อท่อ

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ถ้าหากความขัดแย้งหายไปผู้มีอำนาจก็ไม่รู้จะเอาอะไรมาอ้างเพื่อให้อยู่ต่อ เมื่อคู่ขัดแย้งหลักสองพรรค มีนักการเมืองของทั้งสองพรรคจะมาคุยกันเพื่อหาทางออก สร้างความปรองดอง ก็ออกมาปรามห้ามชุมนุมเกิน 5 คน คสช.ประกาศว่าวัตถุประสงค์หลักในการยึดอำนาจคือการสร้างความปรองดอง เมื่อมีคนเดินตามแนวทางนี้แล้วทำไมถึงไปกีดกัน เหมือนกับจะตั้งศูนย์ปราบโกง ตามนโยบายต้านโกงของ คสช.ก็ไปห้าม แสดงว่าถ้าคนของพรรคประชาธิปัตย์กับคนของพรรคเพื่อไทยคุยกันเห็นร่วมกัน ว่าไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คสช.จะว่าอย่างไร ข้ออ้างจะอยู่ต่อก็คงไม่มี ขอเรียกร้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.ว่าต้องสร้างบรรยากาศของความเป็นประชาธิปไตย ทำประชามติให้โปร่งใส ถ้าประชาชนยอมรับด้วยความบริสุทธิ์ก็รับได้ แต่ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วย พล.อ.ประยุทธ์ต้องรับผิดชอบ

“สุดารัตน์” วอนนักการเมืองปฏิรูปตัวเอง

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำกลุ่ม กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่มีทั้งฝ่ายเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการชวนนักการเมืองมาหารือหาทางออกให้ประเทศว่า คงไม่ไปตอบโต้ฝ่ายใด แต่ขอให้ทุกฝ่ายในสังคมสบายใจได้ว่า การพูดคุยที่เสนอนี้เป็นไปเพื่อแสวงหาความร่วมมือร่วมใจในการหาทางออกจากวิกฤติความขัดแย้งทางการเมือง นักการเมืองที่ถูกมองว่าเป็นส่วนสำคัญของปัญหาถึงเวลาที่จะเสียสละเริ่มลงมือปฏิรูปตัวเองก่อน หันหน้าเข้ามาคุยกันแบบสร้างสรรค์ด้วยเมตตาธรรมต่อกัน โดยมองข้ามประโยชน์ของพรรค แล้วไปเพิ่มประโยชน์เพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะวันนี้ฝ่ายการเมืองต้องสร้างความมั่นใจให้ประชาชนว่าต่อไปจะไม่เกิดความวุ่นวายทางการเมืองเกิดขึ้นจนต้องเกิดการปฏิวัติรัฐประหารขึ้น เพราะปัญหาที่เกิดกับประชาชนวันนี้หนักหนาสาหัสมากพออยู่แล้ว ถ้าปล่อยให้ปัญหายังคงอยู่ต่อไป ประชาชนที่เดือดร้อนจากปัญหาปากท้องอยู่แล้ว จะยิ่งทุกข์ยากยิ่งไปกว่านี้ เพราะปัญหาเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องก็จะยิ่งแก้ไม่ได้

“นิพิฏฐ์” ปลุกพลังนักวิชาการขับเคลื่อน

วันเดียวกัน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ขอความเห็นนักวิชาการและคนกลางๆต้องเข้าใจในเบื้องต้นว่าผมไม่สนับสนุนความรุนแรงทุกรูปแบบ แต่สนับสนุนการพูดคุยทุกรูปแบบเช่นเดียวกัน ตลอดระยะเวลาเกือบ 10 ปี ผมอยู่ในเวทีการเจรจามาตลอดทั้งในสภาและนอกสภา เห็นการเจรจามันล้มเหลวมาตลอด วิธีเจรจาโดยพูดกันอย่างเป็นทางการบนเวที เห็นมาแล้วว่าไม่ประสบความสำเร็จ ทุกคนต้องรักษาหน้าตาตัวเองและฝ่ายของตัวเอง การเอาคนที่มีความคิดใกล้เคียงกัน ไม่สุดโต่ง มาคุยกันเองแบบสบายๆ น่าจะเป็นรูปแบบใหม่ ไม่เคยนำมาใช้ น่าจะได้ผลในระดับหนึ่ง จึงเป็นที่มาของการพูดคุยกัน ในโลกนี้ความขัดแย้งทุกชนิดต้องคุยนอกรอบกันก่อนทั้งนั้น แต่เมื่อความเห็นผมไม่ได้รับการยอมรับ ก็ไม่เป็นไร อยากให้นักวิชาการและคนที่มีความคิดกลางๆ ที่มีความน่าเชื่อถือกว่านักการเมือง ลองแสดงความเห็นออกมาบ้าง เพื่อหาทางออกให้ประเทศ ลองบอกผมสิครับ ความขัดแย้งในประเทศไหนยุติลงด้วยการนั่งด่าทอกันบ้าง เรื่องด่ากันนี่คนไทยถนัดนัก ไม่มีทางหมดแรงเพราะด่ากันหรอก ยังด่ากันได้อีกนาน แล้วเราจะให้เด็กที่เกิดมาใหม่ลืมตามาก็ได้ยินผู้ใหญ่ด่ากันอยู่อย่างนี้หรือครับ”

“ยะใส” แนะฟื้นศรัทธาวาระเร่งด่วน

นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดี วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงกรณีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทยเสนอตัวปรึกษาหารือนักการเมืองเพื่อหาทางออกประเทศไทยว่า ถ้าบริสุทธิ์ใจจริงถือเป็นเรื่องที่ดี แต่เรื่องนี้ไม่ง่าย เพราะปัญหาบ้านเมืองซับซ้อนมากกว่าที่คิด ต้นเหตุปัญหาส่วนหนึ่งมาจากพฤติกรรมของนักการเมือง คุณหญิงสุดารัตน์คงทราบดีและไม่ควรคิดว่านักการเมืองมาคุยกันไม่กี่คนแล้วบ้านเมืองจะมีทางออก สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้สิ่งที่คุณหญิงสุดารัตน์และนักการเมืองควรทำที่สุดคือต้องปฏิรูปตัวเอง ปรับเปลี่ยนวิธีคิด และยอมรับความจริงกันให้ได้เสียก่อนว่าการเมืองที่ล้มเหลวที่ผ่านมาเกิดจากความไม่เอาไหนของนักการเมือง ถ้ายังจะทำงานการเมืองกันต่อ ต้องกล้าปฏิรูปพรรค การเมืองจริงจัง และอย่าลืมว่าโจทย์ใหญ่ที่สุดและทำให้การรัฐประหารเกิดขึ้นได้ง่ายและบางครั้งรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารได้รับการยอมรับสูงกว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้ง เพราะวิกฤติศรัทธาของประชาชนที่มีต่อนักการเมืองรุนแรงมากขึ้น ฉะนั้นถ้ากลุ่มการเมืองจะตั้งวงคุยกันควรเอาเรื่องนี้เป็นวาระสำคัญเร่งด่วนว่าจะฟื้นศรัทธาจากประชาชนได้อย่างไร

ไล่สอบเช็คกรุงไทยใส่บัญชี “พะจุณณ์”

อีกเรื่อง นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่ได้ขอให้กระทรวงยุติธรรมตรวจสอบ เส้นทางเช็คคดีเงินกู้ธนาคารกรุงไทย ที่เกี่ยวเนื่องกับนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กระทรวงยุติธรรมได้ส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) กรม สอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.)ดำเนินการแล้ว แต่จากการตรวจสอบหลักฐานในคดีพบบัญชีกระแสรายวันเลขที่ 020-3-01400-2 ของนายวิชัย กฤษดาธานนท์ เจ้าของโครงการหมู่บ้าน กฤษดามหานคร จำเลยในคดีมีการจ่ายเช็คที่ควรตรวจสอบ 3 รายการคือ วันที่ 15 ต.ค. 46 จ่ายเช็ค 250,000 บาท นำเข้าบัญชีมูลนิธิประวัติศาสตร์ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษสาขาห้าแยกสะพานติณสูลานนท์ วันที่ 30 ธ.ค.46 จ่ายเช็ค 26,000,000 บาท สั่งจ่ายนายพานทองแท้ ซึ่งถูกยกเลิกไป และวันที่ 31 ธ.ค. 46 จ่ายเช็ค 100,000 บาท นำเข้าบัญชี พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สาขาเทเวศร์ จึงจำเป็นต้องกราบเรียนไปยัง พล.อ.เปรมให้สั่งการผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบว่ามีการนำเช็คเข้าบัญชีมูลนิธิฯและ พล.ร.อ.พะจุณณ์จริงหรือไม่ เป็นข้อมูลให้ทั้ง 3 หน่วยงานนำไปตรวจสอบต่อไป

ขอ “ป๋าเปรม” บี้สอบจีที 200

นายเรืองไกรกล่าวอีกว่า พร้อมกันนี้จะขอให้ พล.อ.เปรมให้คำแนะนำองค์กรอิสระที่ตรวจสอบเรื่องเครื่องตรวจวัตถุระเบิดปลอม จีที 200 ให้ทำเรื่องโดยสุจริต เพราะเห็นว่าองค์กรอิสระมีการบ่ายเบี่ยงไม่กล้าตรวจสอบเรื่องนี้ ตนจะส่งเรื่องดังกล่าวโดยไปรษณีย์ในวันที่ 4 ก.ค.

“วิลาศ” ปูดรถไฟฟ้าสีน้ำเงินเอื้อเอกชน

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึง การบริหารโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย เปลี่ยนแปลงจากเดิมเอกชนร่วมทุนกับรัฐและจ้างเอกชน มาบริหาร เป็นให้เอกชนลงทุนเองบริหารเองว่า มีปัญหาส่อว่าอาจเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัท บีเอ็มซีแอล จากกรณีรัฐบาลแก้ปัญหารอยต่อระหว่างสถานีบางซื่อ-เตาปูน เบื้องต้นต้องใช้รถบัสบริการหรือต้องเดินกินลมดูทางที่ไม่มีรถไฟวิ่ง ต้องใช้ไม่ต่ำกว่า 1 ปี จึงจะเชื่อมต่อทั้งสองสถานีได้ ระหว่างให้เจรจากับบริษัท บีเอ็ม ซีแอล ผู้รับสัมปทานรถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคล หรือหัวลำโพง-บางซื่อ ให้เดินรถช่วงต่อขยายเตาปูน-บางซื่อ เท่ากับบริษัทดังกล่าวได้ประโยชน์ ไม่ต้องผ่านการประมูลแข่งขัน ขัดกับนโยบายเดิมที่สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ เคยให้ความเห็นชอบไว้ว่าส่วนต่อขยายดังกล่าวควรเปิดประมูลเดินรถใหม่ เพื่อความโปร่งใส

เจรจารายเดิมไม่ประมูลส่อล็อกสเปก

นายวิลาศกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังมีมติ ครม.ช่วง ต.ค.58 ให้นำส่วนต่อขยายเตาปูน-บางซื่อ ไปรวมกับสายสีน้ำเงินต่อขยายช่วงเตาปูน-ท่าพระ โดยให้เอกชนลงทุนเอง จากนั้นคณะกรรมการนโยบายการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการรัฐ มีมติในวันที่ 11 พ.ค.59 เห็นชอบให้เดินรถแบบต่อเนื่อง จึงขอตั้งข้อสังเกตว่า เหมือนกับตกลงกับใครล่วงหน้าหรือไม่ เอื้อประโยชน์กับเอกชนรายใดหรือเปล่า การให้เจรจากับบริษัทเดิม จะเข้าข่ายการล็อกสเปก ขัดกฎหมายฮั้วหรือไม่ บริษัท บีเอ็มซีแอล อาจได้ประโยชน์ จากการต่ออายุสัมปทาน สายหัวลำโพง-บางซื่อ ที่จะครบในปี 2572 ไปด้วย เพราะเมื่อได้เดินรถส่วนต่อขยายเตาปูน-บางซื่อ จะมีสัมปทาน 30 ปี หมดอายุประมาณปี 2592 มีโอกาสที่จะทำให้การเจรจาต่ออายุสัมปทานสายหัวลำโพง-บางซื่อ จะไม่มีการเปิดประมูล แต่เจรจากับรายเดิมอาจมีผลไปถึงสายเชื่อมโยงกันคือ สายหัวลำโพง-บางแค ให้บริษัทเดิมได้รับสัมปทานไปด้วย ขอตั้งคำถามถึงนายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม จะทักท้วงเรื่องนี้อย่างไร