วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อิตาลีแพ้ดวลเป้า ไม่อายตกรอบ

“อินทรีเหล็ก” เยอรมนี ล้างอาถรรพณ์ที่ไม่เคยเอาชนะขุนพลทัพ “อัซซูรี” ตลอดการเจอกัน 8 ครั้งในรายการใหญ่ได้สำเร็จ ด้วยการดวลจุดโทษมาราธอนถึงฝั่งละ 9 คน ก่อนดวลเป้าเอาชนะอิตาลี ได้แบบสุดระทึก 6-5 หลังเสมอกันในเวลา 120 นาที 1-1 ศึกฟุตบอลยูโร 2016 รอบ 8 ทีมสุดท้าย เมื่อคืนวันเสาร์ที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา ส่งผลให้แชมป์โลก เยอรมนี ทะลุเข้ารอบรองชนะเลิศ ไปรอตัดเชือกกับผู้ชนะระหว่าง เจ้าภาพ ฝรั่งเศสกับไอซ์แลนด์ ในวันที่ 7 ก.ค.นี้ต่อไป ด้านโจอาคิม เลิฟ กุนซือทีมเยอรมนี รับเป็นเกมดราม่าสุดๆ ชนิดที่ต้องตัดสินจนวินาทีสุดท้าย ขณะที่อันโตนิโอ คอนเต กุนซืออิตาลี ระบุการแพ้ต่อแชมป์โลกเยอรมนีในการดวลจุดโทษ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย

เบื้องหลังศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป “ยูโร 2016” ที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันเสาร์ที่ 2 ก.ค. ซึ่งเป็นเกมคู่บิ๊กแมตช์หยุดโลก ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ระหว่างแชมป์โลก “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี แชมป์โลกชาติล่าสุด ปะทะรองแชมป์ยูโร 2012 “อัซซูรี” อิตาลี ที่สนามสตาด เดอ บอร์กโดซ์ ในเมืองบอร์กโดซ์ เกมนัดนี้ “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี หวังล้างแค้นที่เคยโดนอิตาลีเขี่ยตกรอบรองชนะเลิศในยูโร 2012 ให้ได้ โดย โจอาคิม เลิฟ กุนซือจอมล้วงเป้า จัดทัพใหญ่ลงบู๊เต็มสูบ นำโดย โทนี โครส, เมซุต โอซิล, โทมัส มุลเลอร์ และมาริโอ โกเมซ ส่วนทางฝั่งอิตาลี ภายใต้การคุมทัพของกุนซืออันโตนิโอ คอนเต ที่ไม่เคยแพ้ให้กับเยอรมนีตลอดการเจอกัน 8 นัดหลังในรายการใหญ่ ขาด อันโตนิโอ คันเดรวา กับ ดานิเอเล เด รอสซี ที่บาดเจ็บ แต่แนวรุกยังมี เอมานูเอเล จัคเครินี ลงปั้นเกมให้คู่หัวหอก เอแดร์ กับ กราเซียโน ล่าตาข่าย

เกมครึ่งแรกทั้งสองทีมยังทำอะไรกันไม่ได้ เสมอกันโนสกอร์ 0-0 จากนั้นครึ่งหลังเล่นมาถึงนาทีที่ 65 เป็น “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี ที่ได้ประตูขึ้นนำก่อน 1-0 จากจังหวะที่ มาริโอ โกเมซ ได้บอลทางกราบซ้าย ก่อนจ่ายทะลุเข้าเขตโทษให้ โจนาส เฮคเตอร์ หักเข้ากลางบอลไปแฉลบ เลโอ–นาร์โด โบนุชชี กองหลังอิตาลี เด้งมาเข้าทาง เมซุต โอซิล วิ่งเข้ามายิงด้วยซ้ายเสียบเสาแรกเข้าประตูไป ทว่านาทีที่ 77 อิตาลีมาได้ลูกจุดโทษ จากจังหวะที่ เจอโรม บัวเต็ง กองหลังเยอรมนี กางแขนขึ้นมาขณะโหม่งบอล แล้วบอลไปโดนแขนของบัวเต็ง ผู้ตัดสินเป่าให้ทีมอัซซูรีได้ลูกจุดโทษ ก่อนที่โบนุชชี จะรับหน้าที่สังหารเข้าไปไม่พลาด ให้อิตาลีตามตีเสมอ 1-1 ส่วนช่วงเวลาที่เหลือไม่มีประตูเพิ่ม จบเกม 90 นาที ทั้งคู่เสมอกัน 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที

อย่างไรก็ตาม ช่วงต่อเวลาพิเศษทั้งสองทีมยิงประตูเพิ่มกันไม่ได้ ครบ 120 นาที ทั้งคู่ยังคงเสมอกัน 1-1 เหมือนเดิม จึงต้องตัดสินชี้ขาดด้วยการดวลจุดโทษ ซึ่งผลดวลเป้า ปรากฏว่าทั้งสองทีมต้องดวลกันแบบมาราธอนถึงฝั่งละ 9 คน กว่าจะรู้ผลแพ้ชนะ โดยการดวลจุดโทษ 5 คนแรกนั้น อิตาลีเกือบเป็นฝ่ายชนะ เพราะถ้า กราเซียโน เปลเล ซึ่งเป็นคนที่ 4 ของทีม ยิงเข้าจะชนะเด็ดขาดทันที 3-1 แต่เปลเลยิงไม่เข้า และคนต่อมาของเยอรมนี จูเลียน ดรักซ์เลอร์ ยิงเข้า ทำให้เสมอกัน 2-2 เมื่อยิงครบ 5 คนแรก จึงต้องดวลกันแบบซัดเดนเดธ ชนิดที่ใครยิงไม่เข้าแพ้เลยทันที ซึ่งคนที่ 6-7-8 ต่างฝ่ายต่างยิงเข้า จนกระทั่งมาถึงการดวลคนที่ 9 มัตเตโอ ดาร์เมียน ของอิตาลี ยิงไปโดน มานูเอล นอยเออร์ เซฟได้ ก่อนที่ โจนาส เฮคเตอร์ ของเยอรมนี จะยิงลอดแขนบุฟฟอนเข้าประตูไป เป็นประตูตัดสินให้ เยอรมนี พิชิต อิตาลี ในการดวลจุดโทษ 6-5 (หลังเสมอกัน 1-1 ใน 120 นาที) ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศไปรอเจอผู้ชนะระหว่าง เจ้าภาพ ฝรั่งเศส หรือไอซ์แลนด์ ในวันพฤหัสฯที่ 7 ก.ค.นี้ ต่อไป

หลังจบการแข่งขัน โจอาคิม เลิฟ กุนซือทีมชาติเยอรมนี กล่าวยอมรับว่า เป็นเกมที่ดราม่าสุดๆ ต้องลุ้นจนถึงช็อตสุดท้าย “มันเป็นเกมที่ดราม่ามากๆ และต้องลุ้นจนช็อตสุดท้าย ผมเคยผ่านประสบการณ์แบบนี้มาแล้ว ซึ่งมันคล้ายกับในฟุตบอลโลก 2006 ที่เราเจอกับอาร์เจนตินา มันเป็นเกมที่เต็มไปด้วยแท็กติกระดับสูงจากทั้งสองทีม แต่เราเป็นฝ่ายทำได้ดีกว่า อิตาลีเป็นทีมที่แข็งแกร่งในพื้นที่กลางสนาม แต่เราป้องกันพวกเขาได้ การเสียประตูจากจุดโทษเป็นเรื่องโชคร้ายเล็กๆ ผมนึกภาพไม่ออกเลยว่าอิตาลีจะทำประตูจากการเล่นโอเพ่นเพลย์ได้อย่างไร”

นอกจากนี้ เลิฟยังกล่าวถึงการที่เขาเสี่ยงปรับทัพเล่นกองหลัง 3 ตัวในการเจอกับอิตาลีว่า “แน่นอนเราเคยพูดถึงกองหลัง 3 ตัว มันจำเป็นต้องการมีการเปลี่ยนทีมเล็กน้อยเพราะอิตาลีเป็นทีมที่แตกต่างกับสโลวะเกีย พวกเขาเล่นกองหน้าตัวกลาง 2 คน และปีก 2 คนที่ดันขึ้นมาสูงมาก มันอันตรายเกินไปที่จะรับมือพวกเขาแบบ 4 ต่อ 4 พวกเขาเล่นบอลจากริมเส้นเข้ามาตรงกลาง วางบอลยาวและวิ่งขึ้นมาลึก มันคาดเดาได้ง่ายมาก แต่พวกเขาทำได้ดี หลังจบเกมอิตาลีกับสเปน ความคิดแรกของผมคือเราต้องเล่นแบบนี้”

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะนัดนี้ ทำให้เยอรมนีรักษาสถิติไม่เคยแพ้ในการดวลจุดโทษ นับตั้งแต่ปี 1976 แต่เลิฟบอกว่าเขาไม่มีอิทธิพลใดๆต่อคนทำหน้าที่ยิงจุดโทษ “ผมไม่มีอิทธิพลจริงๆในเรื่องคนยิงจุดโทษ ผู้เล่นทุกคนตัดสินใจกันเองว่าใครจะยิงเป็นคนที่เท่าไหร่ ปกติเรามีคนยิงจุดโทษดีๆอยู่แล้ว แม้ว่าพวกเขาจะยิงประตูในวันนี้ไม่ได้ก็ตาม มันยอดเยี่ยมจริงๆสำหรับนักเตะหนุ่มอย่างคิมมิชและเฮคเตอร์ที่มีความนิ่งและเก็บความกังวลได้ดีในเวทีระดับนี้”

ขณะที่มานูเอล นอยเออร์ ผู้รักษาประตูทีมชาติเยอรมนี ซึ่งสามารถเซฟลูกจุดโทษของ มัตเตโอ ดาร์เมียน มือปืนคนสุดท้ายของอิตาลีได้ จนช่วยให้ทีม “อินทรีเหล็ก” คว้าชัยในการดวลจุดโทษ 6-5 ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ กล่าวว่า เยอรมนีเป็นทีมที่ดีกว่าและสมควรผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศแล้ว “ผมไม่เคยมีประสบการณ์ในการดวลจุดโทษแบบนี้มาก่อน ผมคิดว่านักเตะอิตาลีส่วนใหญ่จะยิงไปตรงกลางประตูทั้งหมด ประตู 1-1 ที่เราเสียในช่วงเวลาปกตินั้น ถือเป็นโชคร้ายเล็กน้อย แต่เราเชื่อว่าเราเป็นทีมที่ดีกว่าและสมควรที่จะผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ”

ด้านอันโตนิโอ คอนเต กุนซือทีมชาติอิตาลี บอกว่า การแพ้ต่อแชมป์โลกเยอรมนี ในการดวลจุดโทษ ไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร เพราะลูกทีมของเขาทำทุกอย่างเต็มที่แล้ว พร้อมระบุว่าผลงานในยูโร 2016 ทำให้หลายคนต้องกลัวอิตาลี “นักเตะของเราทำทุกอย่างที่พวกเขาทำได้แล้วในการเจอกับทีมที่แข็งแกร่งมากๆ การพ่ายแพ้ต่อเยอรมนีในการดวลจุดโทษไม่ใช่เรื่องน่าอายอะไร เพราะเรามีโอกาสที่จะผ่านเข้ารอบได้เหมือนกัน ผมภูมิใจในสิ่งที่นักเตะเหล่านี้ได้ทำ แชมป์โลกเปลี่ยนระบบการเล่นเพื่อเจอกับเรา ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลที่ต้องภูมิใจ ถามว่าผมเสียใจมั้ย แค่เรื่องดวลจุดโทษเท่านั้น แต่ไม่ใช่เรื่องความพยายามและความรักที่พวกเขามีต่อเสื้อทีมชาติ นักเตะเหล่านี้พิสูจน์ทุกอย่างและทำเต็มที่แล้ว ผมไม่ชอบที่จะประเมินผลอะไร ผมชอบให้เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของคนอื่นมากกว่า สิ่งที่ผมสนใจคือผมมีประสบการณ์อันเหลือเชื่อกับนักเตะเหล่านี้ ทำให้อิตาลีได้รับการเคารพ และทำให้ทุกคนต้องกลัวเรา นี่ไม่ใช่การจากลา เราจะได้เจอกันอีกครั้ง” คอนเตซึ่งจะก้าวลงจากตำแหน่งกุนซือทีมชาติอิตาลี เพื่อไปคุมทีมเชลซีในฤดูกาลหน้า กล่าวทิ้งท้าย

“อินทรีเหล็ก” เยอรมนี ล้างอาถรรพณ์ที่ไม่เคยเอาชนะขุนพลทัพ “อัซซูรี” ตลอดการเจอกัน 8 ครั้งในรายการใหญ่ได้สำเร็จ ด้วยการดวลจุดโทษมาราธอนถึงฝั่งละ 9 คน ก่อนดวลเป้าเอาชนะอิตาลี ได้แบบสุดระทึก 6-5 4 ก.ค. 2559 07:36