วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เรียบ หรู แต่ดูโก้ เปิดคอนโดน่าอยู่ 'จูน สาวิตรี'

เราเป็นสื่อฯ ไม่ว่าจะออกงานอีเวนต์ไหนก็ต้องเจอ MC สาวสวยหนุ่มหล่อมาทำหน้าที่เป็นพิธีกรดำเนินงานอยู่ตลอด แต่ทีเห็นจะเตะตาที่สุดก็คงเป็นเธอคนนี้ 'จูน-สาวิตรี โรจนพฤกษ์' MC สาวสวยระดับนางเอกที่ผ่านงานพิธีกรมามากกว่า 100 เวที แถมยังมีโปรไฟล์สุดเลิศไม่ธรรมดา...

ล่าสุด ไฮโซทาวน์ เลยลองชวนเธอมาเปิดคอนโดสุดหรูย่านร่วมฤดีที่เธอพักอยู่ ซึ่งน้อยคนนักจะได้เห็น ไม่เพียงแต่เธอจะยินดีตอบตกลงในทันควัน เธอยังให้เราล้วงถามไลฟ์สไตล์ส่วนตัว เส้นทางสู่งานพิธีกร แบรนด์ธุรกิจเสื้อผ้าของเธอ ตลอดจนไอเดียแต่งคอนโดเก๋ๆ ได้แบบเอ็กซ์คลูซีฟ ว่าแล้วอย่ารอช้าไปส่องทุกห้องทุกมุมของคอนโดเลยดีกว่า จะมีโซนอะไรยังไงบ้าง จะน่าอยู่สักแค่ไหนไปดูกัน!

เวลาบ่าย 2 ในวันที่อากาศไม่ร้อนไม่เย็นจนเกินไป เรานัดแนะกับเธอที่คอนโดส่วนตัวของเธอเอง เมื่อมองจากตึกด้านนอกแล้วถือเป็นคอนโดที่ไม่ใหญ่สักเท่าไหร่ หากแต่เข้าไปบริเวณลานจอดรถนั้นกว้างพอที่จะจอดได้ประมาณ 40-50 คัน เราเดินสำรวจข้างล่างอยู่ไม่นาน ก่อนจะกดลิฟต์ขึ้นไปยังชั้น 4 ซึ่งเป็นชั้นที่เธอพักอยู่ ภายในแต่ละชั้นนั้นมีจำนวนแค่ไม่กี่ห้อง ดูแล้วค่อนข้างเป็นคอนโดที่มีความเป็นส่วนตัวอยู่ไม่น้อย เราเดินไปพลางคิดในใจจนมาหยุดหน้าห้องของเธอ เคาะประตูได้ 2-3 ที ไม่นานเธอก็ออกมาต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พร้อมถามไถ่ถึงการเดินทาง

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ! ถึงภายนอกจะดูเป็นคอนโดที่มีขนาดไม่ใหญ่ ทว่าเมื่อเดินเข้ามาภายในห้องกลับมีพื้นที่กว้างขวาง (อยู่ได้ถึง 2-3 คน) และถูกจัดแบ่งเป็นโซนไว้อย่างดี ทุกอย่างดูเป็นระเบียบสะอาดตา เริ่มจากโซนแรกที่เดินเข้ามาเหมือนเป็นโซนเช็กความสวยปังก่อนออกจากห้องยังไงยังงั้น มีทั้งกระจกบานใหญ่ ตู้เก็บรองเท้า กล่องรองเท้า พร็อพแต่งตัวเก๋ๆ โดยเฉพาะหมวกที่เธอมีเกือบ 30 ใบเห็นจะได้ กระเป๋าคลัตช์สีสุดจี๊ด แถมยังมีไอเทมสะสมน่ารักเล็กๆ อย่างภาพวาด แจกัน จานโบราณ โคมไฟ รวมถึงขวดน้ำหอม มาตกแต่งให้ห้องดูน่ารักน่าใช้ และอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมจางๆ เมื่อเดินเข้ามาหน่อยก็จะเป็นโซนนั่งเล่น-รับแขกขนาดกว้างพอสมควร มีทั้งโซฟานุ่มๆ โต๊ะดีไซน์สวย 2 ขนาด คลังเก็บหนังสือ (ดีไซน์คล้ายห้องหนังสือในหนังก็ไม่ปาน) และพร็อพแต่งบ้านโบราณแนวยุโรป ไม่ว่าจะเป็นรูปปั้น เก้าอี้กำมะหยี่แบบยาว โต๊ะไม้วินเทจ และเก้าอี้นวม (แบบวางเท้าได้) ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเธอจะชอบมาอ่านหนังสือ และพักผ่อนเอนพิงหลังชิลๆ ที่มุมนี้ตลอด จนบางครั้งผลอยหลับไปเลยก็มี

อย่างไรก็ดี เธอบอกกับเราว่า โซนที่เธอชอบมากที่สุดก็คือ โซนระหว่างห้องน้ำและห้องนอน เพราะรู้สึกว่าพร็อพทุกอย่างมันลงตัวกับพื้นที่ ไม่เยอะจนเกะกะเกินไปทว่าก็ไม่น้อยจนดูโล่ง อีกทั้งพร็อพทุกอย่างล้วนเป็นของโบราณ-วินเทจ ตั้งแต่แจกันใบโต นาฬิกาตั้งโต๊ะแบบเลขโรมัน โต๊ะวางของ โคมไฟ รูปปั้น (เด็กผู้หญิงยืน) ไปจนถึงเก้าอี้กำมะหยี่ ซึ่งเวลาเจอของพวกนี้ทีไร เธอบอกว่าเหมือนต้องมนต์ให้ต้องซื้อกลับมาทุกที

เธอพาเราเดินสำรวจแต่ละห้องอยู่สักพัก จนท้ายสุดก็พากันมานั่งโซนห้องรับแขก พอมองไปรอบๆ แล้วต้องยอมรับว่าเธอตกแต่งคอนโดได้สวยเก๋จริงๆ จนอดไม่ได้ที่ ไฮโซทาวน์ จะเริ่มต้นเปิดประเด็นคำถามกับเธอเกี่ยวกับการเดคคอเรชั่นทั้งหมด ตั้งแต่ไอเดีย/อินสไปร์เรชั่น การดีลงานกับอินทีเรีย ตลอดจนของสะสม และแหล่งช็อปไอเทมต่างๆ …

พาร์ท 1 : นี่แหละ...คอนโดในฝัน !
Q : ทำไมถึงย้ายจากบ้านมาอยู่คอนโด
เพราะการเดินทางล้วนๆ เลย คือส่วนใหญ่เราทำงานอยู่ละแวกนี้ ถ้าจะให้อยู่บ้านมันก็ไกลกว่ามาก รถติดมากเหมือนกัน แต่ก่อนตอนเด็กๆ คุณแม่จะให้เราเรียนใกล้บ้านเสมอ เราก็เฉยๆ นะไม่รู้สึกอะไร พอตอนเรียนมหา'ลัย เราก็ไปอยู่บ้านพี่ชาย มันก็ใกล้รถไฟฟ้า เรายังโอเคไม่เป็นไร ไม่เดือดร้อนอะไร จนมาทำงาน เราถึงเพิ่งรู้สึกจริงๆ ว่าแบบไม่ได้แล้ว คือรถมันติดมาก จะให้เราไปรถไฟฟ้าตลอดก็คงไม่ได้ เพราะเรามีของอะไรเยอะแยะที่ต้องเตรียมไป เชื่อไหมว่าถ้าเราอยู่บ้าน กว่าจะมาถึงต้องติดอยู่บนถนน 3-4 ชั่วโมง ซึ่งมันเป็นอะไรที่ไม่โอเคมากๆ สมมติเรามีงานตอน 1 โมง แล้วมีงานอีกทีตอนประมาณ 5 โมง ลองคิดดูสิเวลาว่าง 3 ชั่วโมงมันเยอะเกินไป จะไปเดินห้างก็แค่แปปๆ จะกลับบ้านยังไม่ทันถึงก็ต้องตีรถกลับมาแล้ว ไหนจะค่าทางด่วน ค่าน้ำมันไปๆ มาๆ อีก ฉะนั้นมันเลยทำให้เราตัดสินใจซื้อคอนโดที่นี่ จริงๆ เราก็ดูมาหลายที่นะ แต่ที่นี่โอเคกับเราที่สุด (คอนโดมือสอง) ทั้งเรื่องราคา ความเป็นส่วนตัว ขนาดห้องกว้าง และจำนวนห้องที่น้อยสะดวกต่อการใช้ชีวิตคนเดียว

Q : ไอเดียการแต่งคอนโด
ทั้งหมดนี้เราจ้างอินทีเรียนะ เพราะเราไม่เก่งเรื่องครีเอทีฟสร้างสรรค์อะไร แต่เราก็บอกเขานะว่าต้องการแบบมีฟอเย่ท์ และก็ไม่ชอบเข้ามาแล้วเห็นโซฟาเลย อยากให้มันมีสเปซพื้นที่หน่อย ซึ่งเขาก็ดีไซน์ได้โอเคเลยอย่างที่ใจเราต้องการ อย่างโซฟาเขามีแบบมาให้เราเลือกด้วยนะ 1 2 3 4 ชอบอันไหน คือทางอินทีเรียจัดให้ทุกอย่าง แล้วพอย้ายเข้ามาอยู่เราก็ค่อยซื้อเพิ่มเอง เราไม่เจาะจงนะว่าจะซื้ออะไร แค่เห็นชอบก็ซื้อเลย แต่ส่วนใหญ่ถ้าสังเกตก็จะเป็นพวกจาน-ชามเล็กๆ และถ้วยจิบชากาแฟน่ารักๆ ถามว่าคอนโดแต่งเป็นสไตล์แบบไหน ก็คงเป็นยุโรปที่มีความเป็นตะวันออก (Oriental) นิดๆ

Q : ส่วนตัวคิดว่าการมี 'อินทีเรีย' ดีอย่างไร
ก็ช่วยให้ทุกอย่างง่ายขึ้น เร็วขึ้น ไม่ว่าจะเป็นออกแบบดีไซน์ เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ และมันโอเคมากสำหรับเราที่ไม่ค่อยจะมีไอเดียอะไร ไม่เก่งเรื่องออกแบบเลย แค่รู้ว่าชอบแบบไหน ไม่ชอบแบบไหน ทว่าอินทีเรียจะประมวลแบบความชอบของเราแล้วดีไซน์ทุกอย่างออกมา ถ้าถามเราค่อนข้างให้ใจอินทีเรียในระดับหนึ่งเลย ว่าเขาต้องดีไซน์ออกมาดีแน่นอน เพราะเราเชื่อว่าทุกคนมีความชำนาญในอาชีพของตัวเอง อย่างเราเป็นพิธีกรก็จะทำได้ดีในสายงานเรา จะให้เราออกแบบก็คงไม่ไหว หรืออาจจะแต่งได้ไม่ดีเท่าเขา ฉะนั้นอินทีเรียเขามีความชำนาญในงานของเขาอยู่แล้ว เราก็แค่ไว้ใจเขาให้ทำหน้าที่นั้น

หากแต่บางคนที่มีความชำนาญหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นพิธีกรก็ได้ เขียนหนังสือก็ดี แต่งบ้านแต่งคอนโดก็สวย ชอบมีไอเดียแปลกๆ เก๋ๆ อันนี้ก็ไม่จำเป็นต้องจ้างอินทีเรียก็ได้ มันก็แล้วแต่คนนะ แค่เรากรุ๊ปความคิดตัวเองไม่ได้ แบบอันนู่นก็ชอบ อันนี้ก็น่ารักไปหมด การจ้างอินทีเรียจึงเป็นอะไรที่โอเคกว่า

Q : ก่อนการแต่งคอนโดมีการดูฮวงจุ้ยมาก่อนไหม
ไม่มีเลย การจัดของทุกอย่างมาจากความชอบของเราอย่างเดียว เอาจริงๆ ที่บ้านเราก็ไม่มีใครเชื่อเรื่องนี้นะ ชอบก็คือชอบ ชอบก็ซื้อแค่นั้นเอง

Q : แหล่งช็อปไอเทมเก๋ๆ
ไม่ไปไหนไกลเลย 'ชนินทร์ ลิฟวิ่ง (Chanintr Living)' นี่แหละ ที่นี่เขามีเฟอร์นิเจอร์สวยๆ เยอะเลย แถมบริการหลังการขายก็ดี เรารู้สึกว่ามันครบวงจร บางทีเราไปซื้อที่อื่นแล้วเขาดูแลเราไม่ดี อีกทั้งหลังการขายก็ไม่โอเค มันก็ทำให้เราลำบากเวลาไปซื้อชิ้นต่อไป มีอีกร้านที่เราไปซื้อบ่อยมากเช่นกันก็คือ 'วีดู แกลลอรี่' อยู่ที่ทองหล่อซอย 8 แต่ว่าตอนนี้เขาปิดกิจการไปแล้วนะเมื่อปลายปีที่แล้ว เจ้าของเป็นฝรั่ง 2 คน สเปนกับเยอรมัน เขาเปิดอยู่เมืองไทยได้ 5 ปีก็มูฟไปที่อื่น เราชอบซื้อที่นี่เพราะมันเป็นแนวทันสมัยหน่อย ก็ซื้อมาแมตช์กับของตกแต่งโบราณ-วินเทจในคอนโด มันจะไม่ทำให้คอนโดดูเป็นแบบโบราณอย่างเดียว ดูมีลูกเล่นอะไรขึ้นมาหน่อย

เวลาซื้อไอเทมยักษ์ๆ ชิ้นไหนที่ชอบเป็นพิเศษ ? ต้องโคมไฟเลย แต่ว่าตอนนี้หยุดซื้อแล้วนะ เพราะแทบจะเต็มคอนโดเลย มีติดไว้ทุกมุมจนตอนนี้ขอพอก่อนดีกว่า แล้วก็มีเทียนหอม เพราะเราเป็นคนไม่ชอบให้คอนโดเหม็นอับ บ้างก็ฉีดน้ำหอมเอา บ้างก็ใช้เทียน แต่ถ้าเทียบกันเราชอบใช้เทียนนะ เพราะกลิ่นมันอยู่ได้นานกว่า

Q : โซนไหนของคอนโดที่ชอบมากสุด
โซนห้องนั่งเล่นตรงเก้าอี้นวมเลย (แบบวางเท้าได้) ตัวนี้เป็นเก้าอี้ตัวแรกที่เราตัดสินใจซื้อ และดีลกับอินทีเรียว่าอยากให้ทุกอย่าง Around กับเก้าอี้ตัวนี้ ให้ตัวนี้เป็นจุดศูนย์กลางเลย เก้าอี้ตัวนี้ยี่ห้อ Hickory Chairs ซื้อมาจาก 'ชนินทร์ ลิฟวิ่ง (Chanintr Living)' ทำไมถึงชอบก็คงเป็นตรงที่มันนั่งแล้วสบาย เวลาเอนพิงไปกับหมอนแล้วรู้สึกได้รีแลกซ์จริงๆ สบายเหมือนแบบเราวางทุกอย่างไว้ได้อ่ะ ตอนแรกไปเลือกดูเขาก็เอาแบบมาให้เลือกประมาณ 3-4 แบบ ประมาณนี้ๆ ว่าเราชอบแบบไหน พอเห็นรูปแล้วเราชอบตัวนี้ที่สุด

Q : คิดว่าคอนโดนี้เว่อร์วัง ดูแพงเท่าคอนโดเซเลบฯ คนอื่นไหม
ไม่นะ คอนโดเราค่อนข้างเรียบง่าย ของก็น้อย ถ้าเป็นของเซเลบฯ คนอื่นคงเว่อร์วังกว่านี้มาก ไอเทมทุกอย่างต้องอิมพอร์ตจากเมืองนอกเท่านั้น แต่ยังไงก็ดี อย่าเอาเราไปเทียบกับใครเลย เพราะว่าต่างคนก็ต่างสไตล์ ใครชอบแบบไหนก็ชอบแบบนั้น ยังไงทั้งหมดก็คือตัวตนความชอบเรา

พาร์ท 2 : เส้นทางสายพิธีกร
เมื่อถามถึงการก้าวเข้ามาเป็นพิธีกรมืออาชีพคนเก่งอย่างทุกวันนี้ (อยู่ในวงการมา 14 ปี) 'จูน-สาวิตรี โรจนพฤกษ์' ได้เผยว่า มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เธอต้องฝึกฝน และเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้วยความตั้งใจ รวมถึงข้อผิดพลาดต่างๆ ไม่ว่าจะจุดเล็ก หรือจุดใหญ่ เธอก็ต้องเอามาแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดขึ้นอีก ซึ่งเธอเล่าย้อนให้เราฟังตั้งแต่เริ่มงานเป็นพิธีกรครั้งแรกเมื่อตอนอายุ 21 ปี ว่า …

Q : เข้ามาเป็นพิธีกรได้ยังไง
ย้อนกลับไปจริงๆ แล้วเรามีงานถ่ายโฆษณา ถ่ายแบบอยู่แล้ว ทำตรงนี้อยู่ประมาณ 4-5 เดือน ก็ไปประกวดหนุ่มสาวแพรว ปี 2545 ตอนนั้นเป็นเวทีที่ดังมากๆ แต่เราก็ไม่ได้รางวัลอะไรนะ ทีนี้วันนั้นมีพี่ที่เรียนมหา'ลัย-คณะเดียวกัน (คณะรัฐศาสตร์) ไปดูด้วย ชื่อคูณ ซึ่งตอนนี้เขาเป็นภรรยาของกบ-ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี แล้วเหมือนเขาคงเห็นแววอะไรสักอย่างในตัวเราก็เลยชวนเรามาทำรายการ ชื่อ I Seen เป็นรายการสอนภาษาอังกฤษให้วัยรุ่น และก็อัพเดตไลฟ์สไตล์ พอคุยดีเทลงาน เราก็รู้สึกว่ามันน่าสนุก เป็นเรื่องใหม่ท้าทายดี เราก็ตอบตกลงเซย์เยสเลย รายการนี้จริงๆ มีพิธีกรอยู่แล้ว 2 คน ก็คือ เพลิน พรชำนิ และเหวิน-ปฤษฐ ชุมสาย ณ อยุธยา ซึ่งเขากำลังหาพิธีกรคนที่สามเพิ่ม เราก็เลยโชคดีได้ทำตรงนั้น มันก็เลยเป็นประตูสู่งานพิธีกรครั้งแรก

ครั้งแรกที่ได้ทำงานร่วมกันเรารู้สึกแฮปปี้นะ ทุกคนเอ็นจอยเป็นกันเอง ตอนพักก็นั่งคุยเฮฮา ทว่าตอนทำงานก็จริงจัง จำได้ว่าเราไปอัดเทปแรกนี่ตื่นเต้นสุดๆ พวกเขาค่อนข้างตรงเวลากันมาก เช่นว่านัด 4 โมง เริ่มงานก็เริ่มงานเวลานั้นเลย เขาไม่ได้มานั่งรอ หรือบอกว่าเลิกกอง 4 ทุ่มก็คือตรงเวลาเป๊ะ เรารู้สึกว่ามันดีนะทำให้ตารางเวลาของเราไม่คาดเคลื่อน และนั่นเหมือนทำให้งานต่อๆ ไป ทำงานกับใครแล้วไม่ตรงเวลา เราก็จะรู้สึกไม่โอเค ไม่ประทับใจที่จะทำงานด้วย

Q : รายการแรก เพื่อนๆ ให้คำแนะนำยังไงบ้าง
ทั้งเพลิน และเหวินเขาดีมาก คือเราไม่เคยมีประสบการณ์อะไรแบบนี้เลย บางครั้งมันก็เลยเขินไม่รู้จะทำอะไรยังไง ไม่รู้จะเอามือไปไว้ไหนแบบงงไปหมด หรือพูดสคริปต์ผิดถูกบ้าง พวกเขาก็จะบอกว่าใจเย็นๆ ไม่ต้องตื่นเต้น คอยสอนว่าเวลาพูดไม่ต้องชักสีหน้า ปล่อยไปสบายๆ เหมือนคุยกับเพื่อน ลองฝึกพูดกับเขาก่อน มันก็ช่วยให้เรารีแลกซ์-มั่นใจมากขึ้นนะ พอเราทำไปเรื่อยๆ บ่อยครั้งมันก็หายเกร็งไปเอง ยังไงก็ตาม เราโชคดีที่รายการนี้มีพิธีกรหลายคนที่ช่วยซัพพอร์ต หรือแก้ไขตอนเราผิดพลาด ไม่งั้นงานคงไม่ราบรื่นออกมาดีขนาดนี้

Q : คุณพ่อคุณแม่เห็นแล้วว่ายังไงบ้าง
เขาก็โอเคซัพพอร์ตนะ แต่ยังไงเขาก็อยากให้เราสนใจเรื่องเรียนเป็นหลัก ทำงานได้แต่การเรียนห้ามเสีย ตอนนั้นเราก็เลยรับแค่งานพิธีกรรายการนั้นอย่างเดียว ไปทำอย่างอื่นมากไม่ได้ ถ้าถามเอาจริงๆ แล้ว เราก็ไม่เคยคิดมาก่อนนะว่า เราจะได้มาทำงานพิธีกร เราคิดแต่ว่าจะทำงานราชการ หรือองค์กรรัฐมาโดยตลอด เพราะเราก็เรียนทางรัฐศาสตร์มา และที่บ้านก็สนับสนุนทางด้านนี้เอามากๆ

Q : หลังจากงานนั้นได้รับงานพิธีกรอะไรอีกบ้าง
พอเรียนมหา'ลัยจบ ก็มีมือถือยี่ห้อหนึ่งติดต่อเข้ามาเป็นงานอีเวนต์ เราก็โอเคลุยเลย มันเป็นงานแรกที่เราได้เป็นพิธีกรเดี่ยวๆ คนเดียว จำได้ว่างานนั้นเป็นงานที่ทางการพอสมควร มีโพเดียม เราก็ยืนหลังโพเดียมแล้วก็อ่านไปตามสคริปต์ และเนื่องจากงานที่เป็นซุปเปอร์ทางการแบบนี้ เราไม่ต้องไปเอนเตอร์เทนใคร มันก็เลยทำให้เรารู้สึกว่าโอเคเลย มันไม่ยากหนิ ไม่รู้สึกกดดันกังวล ตื่นเต้นอะไรทั้งสิ้น ตั้งแต่นั้นเราก็รับงานพิธีกรอีเวนต์มาเรื่อยๆ

ทว่าอีเวนต์ที่ทำให้คนรู้จักเรา และรู้ว่าเรามีความสามารถทำตรงนี้ได้ พูดภาษาอังกฤษก็ได้นะ คืองาน Bangkok Fashion Week ที่จัดขึ้นเป็นปีแรกของไทย ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (ปี 2548 ประมาณ 10 ปีที่แล้ว) ทางออแกไนซ์มาจ้างเราโดยที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ซึ่งงานนั้นจัดขึ้นทั้งหมด 8 วันติด มีทั้งงานแถลงข่าวของสื่อไทย และสื่อต่างประเทศ งาน Panel Talk ที่ต้องนั่งคุยสนทนาแบบเห็นฟีลการสัมภาษณ์ งานเครื่องเพชร ไปจนถึงงานรับเสด็จ แล้วก็ปิดท้ายด้วย After Party คือมันเป็นงานแรกที่เราต้องทำครบทุกแบบทุกแขนงเลย และโซโลเดี่ยว 8 วันรวด สำหรับเรามันท้าทายมากนะ และคนที่ไปงานนั้นก็มีจำนวนไม่น้อย ไหนจะลูกค้า เราก็ค่อนข้างตื่นเต้น และกดดันนิดนึงว่ามันจะออกมาดีไหม

Q : อีเวนต์ไหนที่เครียด และรู้สึกยากที่สุด
ที่เครียดสุดคงเป็นงานประชุมสัมมนาของ GM ทั่วโลก ที่จัดขึ้นในเมืองไทย เพราะนี่เป็นงานแรกที่เราต้องเขียนสคริปต์เอง อย่างงานอื่นจะมีคนเขียนสคริปต์ให้ เราก็แค่ทำความเข้าใจสคริปต์แล้วก็พูดไป เลยไม่ได้รู้สึกอะไร แต่อันนี้เราจะต้องไปนั่งฟังเขาประชุม นั่งฟังเขาพูดพรีเซนต์เนื้อหา แล้วก็ต้องสรุปเอง มันเป็นอะไรที่ยากที่สุดตั้งแต่ทำมาแล้ว เราจะต้องตั้งใจฟังสิ่งที่เขาพูด ถ้าเราเผลอไม่ได้ฟังคือ Dead Air แน่นอน เราจะจับใจความไม่ได้เลย เราจำได้แม่นเลยว่าประชุมทั้งหมด 3 วัน แล้วเขาให้เรานอนที่โรงแรมเลย เราก็ไม่ได้ไปไหนคือไม่เห็นตะวันเลย เพราะในหนึ่งวันเราก็อยู่แค่ห้องประชุมกับห้องนอน คือมันทำให้เราเข้าใจชีวิตคนที่ทำงานแล้วต้องประชุมตลอดทั้งวันเลยนะ ว่ามันจะเครียด รู้สึกเหนื่อยแค่ไหน

Q : นอกจากงานพิธีกร งานถ่ายแบบ-ถ่ายโฆษณายังรับอยู่ไหม
ยังรับนะ แต่ตอนนี้ไม่มีเข้ามาเลยอ่ะ ไม่มีใครจ้าง (หัวเราะ) ถ้าไปแคสต์เราก็อายุเกินแล้ว เราเคยเล่นละครเหมือนกันนะแต่มันไม่เวิร์ค เรารู้สึกว่ามันต้องพยายาม แล้วเราเป็นคนที่ไม่เชื่อในความพยายาม เราไม่เชื่อว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันไม่ได้แปลว่าใครผิด หนึ่งคนหนึ่งความรู้สึก เราในวันนี้ไม่ได้คิดเหมือนเราเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และก็อาจจะคิดไม่เหมือนอีก 3 ปีข้างหน้าก็ได้

ถามว่างานละครมันสนุกไหม มันก็สนุกดีนะ แต่จะให้ทำไปตลอดคงไม่ไหว สำหรับเราถ้ารู้สึกว่าต้องพยายามทำงานอะไร มันจะดูฝืนไม่เป็นธรรมชาติ และดูอึดอัดไปหมด อย่างตอนนั้นเราเล่นเรื่องน้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ แอ็กติ้งเราออกมาดูแข็งมาก ไม่โอเคเลย เราก็เล่นอยู่เรื่องเดียวแล้วไม่เล่นอีกเลย เราไม่แฮปปี้เพราะมันต้องพยายาม พอพยายามแล้วมันยังออกมาไม่ดี อะไรที่ทำได้ไม่ดีเราก็ไม่อยากทำ ตรงกันข้ามกับงานพิธีกรที่เราไม่รู้สึกว่าต้องพยายามเลย มันเป็นอะไรที่เข้ากับเรามากกว่า แล้วเรารู้สึกแฮปปี้ที่จะทำ

พาร์ท 3 : เป็น MC ไม่ง่ายนะ...จะบอกให้ !!
Q : อยู่วงการมานานถึง 10 ปี เคยร่วมงานกับ (พิธีกร) พาร์ทเนอร์คนไหนมาแล้วบ้าง
โห… มีเยอะมากเลยนะ แต่ละคนเก่งๆ ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพี่ฮาร์ท-สุทธิพงศ์ ทัดพิทักษ์กุล, พี่พีเค-ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร, พี่เอิร์ธ-ศัลย์ อิทธิสุขนันท์ เราได้เรียนรู้งานจากพวกเขาเยอะมากๆ และแต่ละคนจะมีเทคนิคเฉพาะของตัวเองเพื่อดำเนินงานให้น่าสนใจ อย่าง พี่ฮาร์ท เป็นพี่ที่เราเคารพรักมากๆ และทึ่งในการทำงานมากเช่นกัน เรามีโอกาสได้ร่วมงานกันในงานใหญ่ๆ ระดับประเทศหลายงาน พี่เขาเป็นเหมือนเครื่องแปลภาษาที่พอฟังมาแล้วสามารถไปต่อได้เลย แล้วก็เรียงคำได้สละสลวยอย่างไม่ตกหล่น เราก็ได้เรียนตรงนี้จากพี่ฮาร์ทว่ามีวิธีการพูดยังไง ลำดับความสำคัญมันเปลี่ยนไป หรือแค่เราเอาชื่อกับตำแหน่งมาสลับกัน ความน่าสนใจก็ต่างกัน แล้วส่วนใหญ่พี่ฮาร์ทก็จะสอนเรื่องของการพูดชื่อ เพราะเราเคยพูดผิด แล้วตั้งใจว่าจะไม่ให้ผิดอีก พี่เขาก็จะคอยบอกว่าคนเราผิดพลาดกันได้เป็นเรื่องธรรมดา อย่าไปคิดว่าจะห้ามพูดผิด เพราะนั่นจะทำให้เรายิ่งเกร็งไม่เป็นธรรมชาติ

หรืออย่าง พี่พีเค จะเป็นอีกอารมณ์หนึ่งเลย พี่เขาจะเก่งเรื่องการสร้างบรรยากาศให้สนุก มีการปล่อยมุกตลกๆ ให้คนฟังเฮฮา พี่เขาก็มีช่วยเราคิดมุกเด็ดๆ ด้วยเหมือนกัน แล้วก็ซ้อมโยนมุกกันว่าจะตอบโต้กันช่วงไหนให้จังหวะมันได้ ดูน่าสนใจ และคนฟังรู้สึกสนุกไปด้วย เวลาเจอพี่พีเคเมื่อไหร่เขาก็จะบอกว่า งานแบบนี้ลองทำแบบนี้ดูสิจะได้ไม่น่าเบื่อ เพราะนิสัยเราจริงๆ ไม่ใช่คนตลก บางครั้งมันออกจะดูซีเรียสไป พี่เขาก็จะแนะนำว่าให้ลองเล่นมุกแบบนี้ๆ ดู มันจะช่วยให้บรรยากาศในการทำงานดีขึ้น ส่วนพี่เอิร์ธจะสอนให้ดูอีเวนต์งานว่ามีมุมไหนๆ บ้าง ดูให้ครบ แล้วแต่ละมุมมีอะไรบ้าง ทางขึ้นลงอยู่ตรงไหน เพราะเราเป็นพิธีกรก็ต้องรู้รายละเอียดทั้งหมด ถึงมันเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ก็ต้องรู้

Q : คิดว่าเสน่ห์ของงานพิธีกรอยู่ตรงไหน
ตรงที่เราได้ความรู้ใหม่ๆ อยู่ตลอด เราชอบที่ Product 1 งาน 1 ความรู้ เราไม่ได้ทำเรื่องเดิมซ้ำๆ นี่คือความน่าสนใจ เราได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เรื่อยๆ เรียนรู้เรื่องนั้นๆ ว่ามันคืออะไร เช่นว่า เราเป็นพิธีกรเปิดโรงงานรถยนต์ มันก็ทำให้เราได้รู้ว่าชิ้นส่วนรถยนต์มีอะไรบ้าง หน้าตาเป็นยังไง หรืออัตราการเร่งต่างๆ เชื่อไหมว่า พอเรามาทำตรงนี้ เราได้รู้อะไรใหม่ๆ เยอะมาก และมันทำให้เรารู้สึกสนุกกับมัน อยากอยู่กับมันไปเรื่อยๆ

Q : การเตรียมความพร้อมก่อนข้ึนเวที
ง่ายๆ เลย อ่านสคริปต์ และทำความเข้าใจกับงาน รู้จุดประสงค์ว่าที่จัดงานขึ้นเพื่ออะไร แล้วเราก็ทำตรงนั้นให้มัน Success อะไรที่ยังไม่เคลียร์ก็ต้องไปถามลูกค้าก่อน เช่น ชื่อนี้เราอ่านแบบนี้ถูกไหม มีอะไรที่พูดได้บ้าง-พูดไม่ได้บ้าง เราต้องให้ความสนใจกับตรงนี้นิดนึง เพราะกว่าจะมีอีเวนต์ 1 งาน เขาต้องผ่านการออก Product จ้างเอเจนซี่ คิดแผนทำโฆษณา แล้วก็จ้างออแกไนซ์จัดงานคิดรูปแบบอลังการ จนสุดท้ายมาจบตรงการบรีฟงานเรา เพราะฉะนั้นเราเป็นคนสุดท้ายของ Process งานทั้งหมด ซึ่งเขาเหนื่อยทำงานมากันเป็นปี เป็นเดือน เราก็ต้องส่งมอบข้อความนั้นทำมันให้ออกมาดีที่สุด เราต้องไม่ทำให้งานพัง และที่สำคัญที่สุดจำไว้ว่า เราต้องไม่ทำให้ตัวเองเด่น เพราะเขาไม่ได้จ้างให้เราเด่น ทว่าเขาจ้างให้เรามารันทุกอย่างให้มันสมูทขึ้น ทำให้ข้อผิดพลาดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในงานมันไปต่อได้ เพราะอย่าลืมว่าทุกอย่างมันสด มันบังคับไม่ได้ ฉะนั้นเราก็ต้องเป็นคนคอนโทรลงานให้ออกมาดีที่สุด แต่ห้ามเป็นตัวหลักเด็ดขาด !!!

Q : เทคนิคแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเมื่อเกิดข้อผิดพลาดขึ้น
พยายามศึกษาข้อมูลให้เยอะมากๆ เกี่ยวกับอีเวนต์นั้น เพราะเวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้นมาเราจะสามารถดึงข้อมูลมาใช้ได้ อย่างเช่น เราอาจจะดูลำดับงาน (Sequence) ว่ามันเป็นยังไง มีอะไรต่อไปแล้วก็พูดเพื่อซื้อเวลา ยิ่งเรามีข้อมูลอยู่ในหัวมากเท่าไรก็ยิ่งดีเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าเราก็เคยทำผิดพลาด แต่เราจะพยายามทำให้ผิดน้อยที่สุด แต่ก่อนเราเข้ามาใหม่ๆ ก็เริ่มจากศูนย์เช่นกัน เราไม่รู้เลยว่าเขามีขั้นตอนยังไง ต้องทำอะไร พูดอย่างไรบ้าง เราก็พยายามอาศัยการสังเกตดู เรียนรู้จากทีมงานเอา หรือขอคำแนะนำจากพิธีกรคู่บ้าง ก็ลองผิดลองถูกมาเรื่อยๆ ซึ่งทั้งหมดมันคือประสบการณ์ที่สอนให้เราเรียนรู้ได้ดีที่สุด

Q : พิธีกรไอดอลในดวงใจ
ต้อง พี่ดู๋-สัญญา คุณากร เลย เราชอบเขามากๆ ยิ่งเวลาอยู่บนเวที เพราะพี่ดู๋เป็นคนที่เรื่องซีเรียสก็ได้ พูดตลกก็ได้ แล้วเราเคยทำงานกับพี่ดู๋ เขาเป็นคนที่เราทำงานด้วยแล้วเราตื่นเต้นทุกครั้งนะ รู้สึกกลัวแบบเราจะทำได้ไม่ดี หรือจะไปถ่วงเวลาเขารึเปล่า แต่จริงๆ พี่ดู๋เป็นคนเฟรนลี่น่ารักมาก และก็ให้เทคนิคบนเวทีเยอะเหมือนกัน

Q : คติในการทำงาน
ตั้งใจทำงานให้ดีแล้วทุกอย่างจะออกมาดี อันนี้ไม่ว่าจะทำอาชีพอะไรก็ใช้ได้หมด แต่เราไม่ได้บอกให้รักนะ เรารู้สึกว่า สิ่งที่เรารักกับสิ่งที่เราทำมันได้ดี มันไม่เหมือนกันแล้วแต่คนเลือก บางคนอาจเลือกตามความฝันในสิ่งที่รัก บางคนอาจเลือกทำตามในสิ่งที่คิดว่าทำได้ดี เพราะฉะนั้นแล้วเราจะบอกให้ 'ตั้งใจ' ในสิ่งที่ทำ ไม่ว่าคุณจะเลือกมันเพราะใจรัก หรือทำมันได้ดีก็ตามแต่

พาร์ท 4 : ปิ๊งไอเดียธุรกิจเสื้อผ้า
Q : จุดเริ่มต้นทำแบรนด์เสื้อผ้า
คือเรารู้ว่างานพิธีกรมันมีช่วงอายุ ฉะนั้นเราก็อยากหางานอื่นมารองรับ ตอนแรกเราคิดเยอะมากนะว่าจะทำอะไรดี มองหาสิ่งที่ชอบที่อยากทำ เอ๊ะ…เราเป็นคนชอบทานนิ ตระเวนชิมของอร่อยๆ มาก็เยอะ หรือเราจะทำอาหารดีไหม ทว่าพอคิดอีกทีเราเป็นคนชอบทานก็จริงแต่เราไม่ได้ชอบทำ มันคงไม่รุ่งแน่ๆ ถ้าเราเปิดร้าน อีกอย่างถ้าเราจะเปิดธุรกิจอะไรก็อยากลงมือทำด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่ออกเงินหรือร่วมทุน เพราะเราคิดว่าไม่มีใครจะมาดูแลได้ดีอย่างที่ใจเราต้องการแน่ๆ ถ้าจะเปิดกิจการ หรือเปิดร้าน เราก็ต้องลงมาคุมงานเอง เฝ้าร้านเอง แล้วก็พูดคุยกับลูกค้าเอง ซึ่งเราคงไม่มีเวลาขนาดนั้น ทีนี้เราก็คิดไปคิดมาว่าจะทำอะไรดี จนในที่สุดก็เก็ทไอเดียเรื่องธุรกิจแฟชั่นออนไลน์ที่มันตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์เราพอดี

ที่เราทำเป็นออนไลน์เพราะตอนนั้นอินทอร์เน็ตมันเพิ่งบูมด้วย และเฟซบุ๊กยังเป็นอะไรที่ใหม่มากสำหรับคนไทย มันก็เหมือนกับเราไปลองเปิดตลาดดูก่อนว่าเป็นยังไง เราเริ่มต้นทำธุรกิจนี้กับเพื่อนสนิท 'ลูกเกด-จิรดา โยฮารา (วีเจ ช่องแชแนลวี ไทยแลนด์)' เปิดแบรนด์ชื่อ “Hahaha the happy girls” เสื้อผ้าจะทำเป็นสไตล์ของเราเอง เน้นแนวคลาสสิก-เรียบง่าย ที่สามารถใส่ได้ทุกวัน (Everyday Wear) แต่ไม่ได้ใส่ไปเที่ยวอะไรอลังการนะ อันนี้จะเป็นแบบใส่อยู่ในบ้าน หรือใส่เที่ยวเล่นวันหยุดสบายๆ มันเป็นแบบแนวลำลองแต่เก๋ไก๋มีสไตล์

Q : พอทำแล้วฟีดแบ็กเป็นไงบ้าง
ฟีดแบ็กค่อนข้างดีทีเดียวนะ รู้สึกว่าตอนนั้นเราเป็นเสื้อผ้าแบรนด์แรกๆ เลยมั้งที่นำเสนอไลฟ์สไตล์ แชร์เรื่องน่ารู้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เสื้อผ้าเก๋ๆ เพลงที่น่าสนใจ หนังสือน่าอ่าน หรือร้านอาหารอร่อยๆ เราก็จะถ่ายรูปแล้วอัพลงเฟซบุ๊กกัน มันก็เริ่มทำให้คนติดตาม และเป็นกันเองกับเรามากขึ้น Contact เรามากขึ้น

Q : ชื่อแบรนด์ชื่อนี้ได้มาอย่างไร
คือจริงๆ แบรนด์ชื่อแค่ Hahaha (555) มันก็มาจากตอนที่เรากับลูกเกดพิมพ์คุยกันทางโทรศัพท์ว่าจะตั้งชื่อแบรนด์ว่าอะไรดี แล้วพอดีมีชื่อหนึ่งมันตลกมาก ลูกเกดก็เลยพิมพ์ข้อความกลับมาว่า 555 เป็นเสียงหัวเราะอ่ะ เราก็เลยรู้สึกว่าชื่อนี้ดี เราชอบ ก็เลยคุยกับลูกเกดว่าเอาชื่อนี้นี่แหละ ส่วนคำขยายข้างหลัง the happy girls ลูกเกดเป็นคนคิดขึ้นทีหลัง

Q : อินสไปร์ในการออกแบบเสื้อผ้า
เอามาจากทุกอย่างรอบตัวเลย ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นเราชอบสนใจอะไร อย่างลูกเกดสนใจกีฬากอล์ฟ หรือนักสำรวจ เขาก็จะเอามาออกแบบเป็นคอลเล็กชั่น ส่วนเรา ณ ตอนนั้นสนใจเรื่องอะไร เราก็จะหยิบมาเป็นอินสไปร์ ซึ่งมันอาจจะไม่ได้อยู่ในเทรนด์กระแสก็ได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่เราชอบก็อยู่ในเทรนด์นะ เรียกตัวเองว่าเป็นดีไซเนอร์ได้ไหม ? ไม่อ่ะ เพราะเราคิดว่าดีไซเนอร์ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ที่แบบ...มากกว่าเราเยอะ (หัวเราะร่า) เราแค่เป็นคนที่ชอบอะไร แล้วคิดว่าแฮปปี้เกิร์ลจะชอบด้วยแค่นั้นเอง

Q : การออกคอลเล็กชั่นมีบ่อยแค่ไหน
ตอนแรกเราออกเดือนละครั้ง 1 เรื่องราว 1 คอนเซปต์ แตกต่างกันไปในแต่ละเดือน แต่ทำอยู่ได้ประมาณ 3 ปี ตอนนี้ก็เปลี่ยนเป็น 3-4 เดือนออกคอลเล็กชั่นครั้ง คือเหมือนเรากับลูกเกดก็ยุ่งด้วยทั้งคู่เลยไม่ได้มีเวลาทำตรงนี้มากเท่าไร แต่ยังไงเราสองคนก็ยังชอบ และมีความสุขที่ได้ทำแบรนด์เสื้อผ้าสำหรับแฮปปี้เกิร์ล ถามว่าทำแต่ละคอลเล็กชั่นออกมายากไหม เราว่ามันไม่ยากนะ เพราะอย่างที่บอกว่าชอบอะไรก็ทำเรื่องนั้น เอาคอนเซปต์มาก่อน แล้วค่อยมาดีไซน์ให้มันกว้างขึ้น

Q : แบรนด์นี้สามารถติดตามได้ช่องทางไหนบ้าง
ติดตามได้ 2 ช่องทางนะ มีที่เฟซบุ๊ก ชื่อ hahaha the happy girls แล้วก็ในอินสตาแกรมชื่อ hahaha.the.happy.girls

Q : แพลนธุรกิจต่อไปที่อยากจะทำ
เอาจริงๆ ตอนนี้มันก็ลงตัวทุกอย่างแล้วนะ เรายังไม่ได้คิดว่าจะทำอะไรต่อ อย่างสัปดาห์หนึ่งเรารับอีเวนต์ 3-4 งาน ไหนจะธุรกิจเสื้อผ้าที่เราต้องดูแล คิดหาไอเดียใหม่ๆ เราว่าแค่นี้ก็น่าจะโอเคแล้ว พอมีวันหยุดชิลๆ หน่อย เราก็ให้เวลากับตัวเอง ไปออกกำลังกายบ้าง เข้าสปาบ้าง ทานข้าวกับเพื่อนกับครอบครัวบ้าง คือเรารู้สึกว่าตอนนี้ชีวิตเราแฮปปี้แล้วอ่ะ ไม่ได้ต้องการอะไรแล้ว

เราเป็นสื่อฯ ไม่ว่าจะออกงานอีเวนต์ไหนก็ต้องเจอ MC สาวสวยหนุ่มหล่อมาทำหน้าที่เป็นพิธีกรดำเนินงานอยู่ตลอด แต่ทีเห็นจะเตะตาที่สุดก็คงเป็นเธอคนนี้ 'จูน-สาวิตรี โรจนพฤกษ์' MC สาวสวยระดับนางเอกที่ผ่านงานพิธีกรมามากกว่า 100 เวที แถม 3 ก.ค. 2559 16:26 ไทยรัฐ