วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อัพเดตประชากรไทย ล่าสุดมีกี่ล้านคนแน่?

น่าจะเป็นอีกหนึ่งปัญหาโลกแตกก็คือ ความพยายามจะตอบคำถามที่ว่า ณ วันนี้ประเทศไทยมีจำนวนประชากรกี่ล้านคนกันแน่?

ปัญหาที่ว่าน่าจะเกิดจากการที่มีหลายแหล่งข้อมูลอ้างอิงเหลือเกิน พยายามจะตั้งตัวเป็นผู้ตอบคำถามนี้ แต่เอาเข้าจริง...ให้เหมือนเป็นเวรกรรมของคนไทย...เพราะไม่รู้ว่าจะเชื่อถือข้อมูลจากแหล่งไหนดี?

ยกตัวอย่าง เมื่อวันที่ 8 เม.ย.2554 วิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ในขณะนั้น กล่าวถึงผลเบื้องต้นในการสำมะโนประชากรและเคหะ เมื่อปี 2553 ว่า

ณ วันที่ 1 ก.ย.2553 ประเทศไทยมีจำนวนประชากรทั้งสิ้น 65.4 ล้านคน แบ่งเป็นประชากรหญิง 33.3 ล้านคน (50.9%) กับประชากรชายอีก 32.1 ล้านคน (49.1%)

จำนวนดังกล่าว ถือว่ามากเป็นลำดับที่ 4 ของประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งอินโดนีเซียมีประชากรมากที่สุด จำนวน 240 ล้านคน ฟิลิปปินส์ตามมาเป็นอันดับสอง 92 ล้านคน และเวียดนามอันดับสาม มีประชากร 88 ล้านคน

เรื่องสถิติตัวเลข หลายคนบอกกับตัวเองว่า ถ้าไม่เชื่อมือวางอันดับ 1 อย่างสำนักงานสถิติแห่งชาติ...แล้วจะเชื่อใคร

แต่แล้วในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน อีกแหล่งข้อมูลที่หลายคนเชื่อถือ อย่าง CIA World Fact Book 2011 ระบุไว้ว่า ณ วันที่ 10 กรกฎาคม 2553 ประชากรไทยมีอยู่ทั้งสิ้นจำนวน 67,089,500 คน

ปกติแล้ว สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย คือ หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่ประกาศจำนวนประชากรของประเทศอย่างเป็นทางการ ณ วันสิ้นปี...โดยถือเป็นประเพณีว่า มักจะมีการประกาศภายในไม่เกินวันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป

เมื่อ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2558 สำนักบริหารการทะเบียน ได้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เรื่องจำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร แยกเป็นกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆตามทะเบียนราษฎรทั้ง 77 จังหวัด

ระบุไว้ว่า ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557 ประเทศไทยมีประชากรจำนวน 65,124,716 คน แบ่งเป็นชาย 31,999,008 คน เป็นหญิง 33,125,708 คน

กรุงเทพมหานคร มีจำนวนประชากรมากที่สุด คือ 5,692,284 คน เป็นชาย 2,695,519 คน หญิง 2,995,765 คน จังหวัดที่มีประชากรน้อยที่สุด คือ ระนอง มีประชากรเพียง 177,089 คน เป็นชาย 89,653 คน และหญิง 87,436 คน

สำหรับปีที่ผ่านมาผู้อำนวยการทะเบียนกลาง ได้ออกประกาศไปเมื่อ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2559 เรื่อง จำนวนราษฎรทั่วราชอาณาจักร ตามหลักฐานการทะเบียนราษฎร ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2558

ตามประกาศฯระบุว่า ประเทศไทยมีราษฎรทั้งสิ้นจำนวน 65,729,098 คน ที่แตกต่างจากครั้งก่อนๆก็คือ เริ่มมีการระบุแยกแยะตาม สัญชาติ เป็นครั้งแรก แบ่งเป็นสัญชาติไทยจำนวน 64,930,085 คน และผู้ที่ไม่ได้สัญชาติไทยอีก 799,013 คน โดยผู้ที่ไม่ได้สัญชาติไทย คิดเป็นร้อยละ 1.2

และแล้วการประกาศครั้งนี้...ก็ทำให้เกิดปัญหาคาใจนักประชากรศาสตร์ตามมาจนได้ คงไม่ได้เป็นเรื่องของการจับผิด หรือต้องการไปดิสเครดิตใคร แต่เป็นข้อท้วงติง ที่น่าสนใจมากกว่า

ดร.ปัทมา ว่าพัฒนวงศ์ นักวิจัยของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล บอกว่า ในฐานะที่เธอเป็นนักประชากรศาสตร์คนหนึ่ง เมื่อเห็นตัวเลขตามประกาศของสำนักบริหารการทะเบียน รู้สึกดีใจที่ได้รับทราบจำนวนประชากรอย่างเป็นทางการ เพราะต้องการจะนำไปเปรียบเทียบกับตัวเลขคาดประมาณประชากร ที่เธอจัดทำเอาไว้ว่า ใกล้เคียงกันหรือไม่

แต่แล้วเธอก็อดประหลาดใจไม่ได้ว่า การประกาศครั้งนี้ นอกจากเป็นครั้งแรกที่มีการแยกจำนวนราษฎรที่ถือสัญชาติไทย กับไม่ใช่สัญชาติไทย ออกจากกัน รวมทั้งจำนวนประชากร ณ ปลายปี 2558 ยังเพิ่มขึ้นจากประกาศของปีก่อนหน้า (ปี 2557) สูงถึง 6 แสนคน

“สองประเด็นนี้ ทำให้ดิฉันรู้สึกประหลาดใจ และอยากค้นหาคำอธิบายในรายละเอียด ถึงที่มาของตัวเลข ตามประกาศจำนวนราษฎรเปรียบเทียบระหว่างปี 2557 กับ 2558 และตั้งคำถามกับความต่างที่พบ”

ปัทมาบอกว่า ตามรายงานจำนวนประชากร เมื่อปี 2557 มีอยู่ 65.1 ล้านคนเศษ เทียบกับปี 2558 เพิ่มขึ้นเป็น 65.72 ล้านคนเศษ หรือถือว่ามีอัตราเพิ่มประชากร ณ ปี 2558 ประมาณ 1%

ประเด็นนี้ ดร.ปัทมาตั้งข้อสังเกตไว้ว่า อัตราเพิ่มประชากรของไทยนั้น เคยสูงถึงร้อยละ 3 เมื่อประมาณ พ.ศ.2500 ต้นๆ แต่หลังจากมีโครงการวางแผนครอบครัวแห่งชาติในเวลาต่อมา อัตราเพิ่มประชากรก็เริ่มลดลงมาโดยตลอด และเริ่มลดลงเป็นต่ำกว่าร้อยละ 1 มาตั้งแต่ปี 2540 ทั้งยังคงลดลงต่อมาเรื่อยๆ

จึงน่าสังเกตว่า ทำไมจู่ๆปี 2558 อัตราเพิ่มประชากรจึงกลับสูงขึ้นอย่างฉับพลันอีกครั้ง

ปัทมาบอกว่า องค์ประกอบหลัก 3 ตัว ที่ทำให้ประชากรเปลี่ยนแปลง นักประชากรศาสตร์มักจะดูจาก การเกิด การตาย และ การย้ายถิ่น จึงเห็นว่ามีอยู่ 2 กรณี ที่ทำให้จำนวนประชากรปี 2558 สูงขึ้น

กรณีแรกคือ จำนวนเด็กที่เกิดใหม่ทั้งหมดในปี 2558 มีมากกว่าผู้ที่ตายทั้งหมด ในปีเดียวกันราว 2 แสน 8 หมื่นคน

กรณีที่สองคือ จำนวนผู้ที่ไม่ได้สัญชาติไทย แต่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน ของปี 2558 มีอยู่จำนวน 674,026 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2557 จำนวน 347,367 คน หรือเพิ่มขึ้นมาราวๆ 3 แสน 3 หมื่นคน

“การที่จำนวนเกิดมากกว่าจำนวนตายประมาณ 2 แสนเศษถึง 3 แสนเศษนั้น ถือเป็นเรื่องปกติในแต่ละปี ซึ่งทำให้อัตราเพิ่มประชากรอยู่ที่ราวร้อยละ 0.5 แต่น่าสังเกตตรงที่ กรณีผู้ไม่ได้สัญชาติไทย และมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านของปี 2558 ต่ำกว่าตัวเลขในประกาศจำนวนราษฎรอยู่ 124,987 คนนั้น ทำให้อัตราเพิ่มของประชากรในปี 58 พุ่งขึ้นมาอย่างฉับพลัน เป็นร้อยละ 1 ภายในเวลาแค่ 1 ปีเชียวหรือ”

ดร.ปัทมายังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า นับเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่มีการประกาศจำนวนราษฎร โดยมีการจำแนกเรื่อง สัญชาติ ซึ่งเมื่อนำข้อมูลจากประกาศฯ มาพิจารณาเป็นรายจังหวัด เบื้องต้นพบว่า ทุกจังหวัดมีผู้ที่ไม่ใช่สัญชาติไทย คิดเป็นสัดส่วนมากน้อยต่างกันไป

แต่มีเพียง 12 จังหวัดเท่านั้น ที่สัดส่วนผู้ซึ่งไม่ใช่สัญชาติไทย สูงกว่าค่ารวมของประเทศ (ร้อยละ 1.2) เช่น กรุงเทพมหานคร (ร้อยละ 1.6) ตราด (ร้อยละ 4.6) ราชบุรี (ร้อยละ 2.7) กาญจนบุรี (ร้อยละ 8.4) สมุทรสาคร (ร้อยละ 4.0) ประจวบคีรีขันธ์ (ร้อยละ 2.0) เชียงใหม่ (ร้อยละ 7.4) เชียงราย (ร้อยละ 9.2) เป็นต้น

“น่าสังเกตว่า ส่วนใหญ่เป็นจังหวัดชายแดน หรือบางจังหวัดซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่ามีแรงงานข้ามชาติอาศัยอยู่จำนวนมาก เช่น สมุทรสาคร ระนอง และภูเก็ต แต่ก็คงไม่อาจสรุปได้ว่า จำนวนผู้ที่ไม่ได้สัญชาติไทยที่เพิ่มขึ้น 3 หรือ 4 แสนกว่าคนนั้น มาจากจังหวัดเหล่านี้ เพราะไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบกับปี 57 ซึ่งยังไม่เคยมีการระบุข้อมูลแบบแยกสัญชาติมาก่อน”

ดร.ปัทมาบอกว่า สรุปแล้วเธอยังหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ว่า เพราะเหตุใดผู้ที่ไม่ได้สัญชาติไทย แต่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน จึงเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 3 แสน 2 หมื่นคนเศษ หรือเกือบ 2 เท่าตัว เมื่อเทียบกับปี 2557

“คนกลุ่มนี้เป็นใคร มาจากไหน และทำไมปีก่อนหน้าจึงไม่มี อยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบทะเบียนราษฎร โปรดช่วยชี้แจงแถลงไขให้ประชาชนทั่วไป หายข้องใจ” เธอทิ้งท้าย.

3 ก.ค. 2559 10:33 ไทยรัฐ