วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ถอดโมเดล "ญี่ปุ่น" พัฒนาหุ่นยนต์ ปั้นฝันคลัสเตอร์โรบอติก

ถอดโมเดล "ญี่ปุ่น" พัฒนาหุ่นยนต์ ปั้นฝันคลัสเตอร์โรบอติก

  • Share:

นโยบายล่าสุดของรัฐบาลชุดปัจจุบัน คือ การสร้าง “ทำเลเพชร” ให้เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคตะวันออก อันได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ภายใต้ชื่อโครงการ อีสเทิร์น อีโคโนมิค คอร์ริดอร์ หรืออีอีซี

หรือจะเรียกว่าโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือการพัฒนาพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกก็ได้ แต่นัยสำคัญที่ต้องการสื่อให้นักลงทุนต่างชาติเข้าใจ นั่นคือ รัฐบาลไทยกำลังจะบูมโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ด เฟส 2 ให้เกิดขึ้นบนการพัฒนา 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ล้วนแต่เป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศ

เพื่อให้เดินไปตามเป้าหมาย ประเทศไทย 4.0 หรือประเทศไทยในยุคของการพัฒนาอุตสาหกรรมบนพื้นฐานนวัตกรรม ตามความหวังว่าจะนำคนไทยก้าวพ้นกับดักประเทศรายได้ปานกลาง ไปสู่ประเทศพัฒนาที่ร่ำรวยได้

10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศที่จะมาเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบ่งออกเป็น 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ หรือ First S-curve ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมการเกษตรเทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร

อีก 5 อุตสาหกรรมเป็น New S-curve หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ อุตสาหกรรมดิจิตอล และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร

อุตสาหกรรมที่ “ทีมเศรษฐกิจ” จะหยิบยกมานำเสนอในครั้งนี้ คืออุตสาหกรรมหุ่นยนต์หรือโรบอติก ซึ่งในความรู้สึกของคนไทย อาจจะมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่นักวิทยาศาสตร์กลับมองเป็นเรื่องใกล้ตัว ขณะที่ในภาคอุตสาหกรรมการผลิตมีการใช้หุ่นยนต์แทนคนกันจริงๆแล้ว

รัฐบาลชุดนี้ตั้งความมุ่งมั่นสร้างประเทศไทยให้เป็นฐานของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ โดยมีคณะอนุกรรมการเร่งรัดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษคลัสเตอร์หุ่นยนต์ขึ้นมาแล้วฉะนั้น มาติดตามดู กันว่า ประเทศไทยกับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์จะมีอนาคตร่วมกันได้อย่างไร?

**************

ญี่ปุ่นตั้งเขตพิเศษต่อยอดงานวิจัย

ประเทศที่มีความสามารถในการผลิตหุ่นยนต์ในเอเชียประเทศหนึ่งคงไม่พ้นญี่ปุ่น ซึ่งไทยอาจยึดถือเป็นโมเดลต้นแบบ หรืออย่างน้อยไปดูเป็นตัวอย่างได้ว่า ประเทศที่มีการผลิตหุ่นยนต์เพื่อใช้งานแล้วนั้น ได้ผลิตหุ่นยนต์ เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของคนแบบใด

คงต้องย้อนไปในระหว่างการโรดโชว์ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ระหว่างวันที่ 30 พ.ค.-1 มิ.ย.ที่ผ่านมา คณะของ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ไปเยี่ยมชมศูนย์ทดสอบหุ่นยนต์ ของมหาวิทยาลัยสึคุบะ ซึ่งอยู่ภายในเขตพิเศษ Tsukuba International Strategic Zones

เรียกว่าเป็น 1 ใน 7 พื้นที่เขตพิเศษ (Special Zone) ที่ญี่ปุ่นจัดตั้งขึ้นทั่วประเทศเพื่อให้เป็นพื้นที่พัฒนาต่อยอดงานวิจัย ภายหลังจากที่ญี่ปุ่นเคยประสบปัญหาการนำงานวิจัยมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์และขายเป็นเชิงพาณิชย์มาก่อน

รัฐบาลญี่ปุ่นได้จัดตั้งเขตพิเศษขึ้นมา 7 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ 1.Hokkaido Food Complex 2.Tsukuba International Strategic Zones 3.Tokyo Special Zone for Asian Headquarters

4.Life Innovation in Keihin Coastal Areas 5.Special Zone To create Asia no.1 Aerospace Industrial Cluster 6.Kansai Innovation Strategic Comprehensive Special Zone 7.Green Asia International Strategic Comprehensive Special Zone

โดยสถาบันวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชนในเขตพิเศษทั้ง 7 แห่งนี้ จะได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและการปกครองท้องถิ่น ทั้งด้านการเงิน สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและได้รับการผ่อนคลายกฎระเบียบต่างๆ

สำหรับ Tsukuba International Strategic Zones ที่คณะของรองนายกฯสมคิด ได้ไปเยือน ตั้งอยู่ในเมืองสึคุบะ ในจังหวัดอิบาริกิห่างจากกรุงโตเกียวไปทางเหนือประมาณ 154 กิโลเมตร

ภายในเมืองนี้มีศูนย์วิจัยพัฒนา (R&D) และสถาบันการศึกษา 32 แห่ง และมีบริษัทเอกชนที่มีศูนย์ R&D อีกกว่า 160 แห่ง มีนักวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 15,000 คน

ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่จบระดับปริญญาเอกกว่า 8,000 คน และมีคนต่างชาติอาศัยอยู่กว่า 7,000 คน จาก 130 ประเทศ คิดเป็น 3.2% ของประชากรในเมือง ภายในเมืองมีนิคมอุตสาหกรรม 9 แห่ง และเป็นเมืองที่เน้นการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เป็นเมืองที่มีความน่าสนใจจนรัฐมนตรีวิทยาศาสตร์ของกลุ่มประเทศ จี 7 ได้ไปเยือนมาแล้ว

ศูนย์ทดสอบหุ่นยนต์สึคุบะ

พื้นที่ภายใต้เขตพิเศษสึคุบะ ได้ถูกพัฒนาให้เป็นศูนย์กลางงานวิจัยและพัฒนา (R&D)ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยบริษัทหรือศูนย์วิจัยที่ตั้งอยู่จะได้รับสิทธิประโยชน์ทั้งด้านภาษีและด้านอื่นๆจาก 2 ภาคส่วน

ส่วนแรกจากรัฐบาลกลาง ได้แก่ การผ่อนปรนกฎระเบียบต่างๆ เช่น กฎระเบียบด้านการปลูกสิ่งก่อสร้าง ผังเมือง การสนับสนุนด้านการเงินจากกระทรวงหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ 0.7% ต่อปี และสิทธิด้านภาษี เช่น นำค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างไปลดหย่อนภาษีรายได้สุทธิหัก 20% ของรายได้ก่อนนำไปคำนวณภาษีรายได้นิติบุคคล

ส่วนที่สองคือ การสนับสนุนจากการปกครองส่วนท้องถิ่น เช่น การยกเว้นภาษีสินทรัพย์ถาวร (fixed asset tax) 1-3 ปีให้กับผู้ประกอบการ นอกจากนั้น จะยกเว้นภาษีสินทรัพย์ถาวรให้กับบุคคลที่ให้สถานที่ในการทำการทดลองแก่บริษัทหรือสถาบันวิจัย

ขณะเดียวกัน ในเขตพิเศษสึคุบะแห่งนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเพื่อแก้ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ และปัญหาพลังงานของประเทศ โดยเน้นอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ พลังงานชีวมวล เทคโนโลยีทางการแพทย์และนาโนเทค

มีการบริหารจัดการโดย Tsukuba Global Innovation Promotion Agency โดยปัจจุบันมี 8 โครงการ ซึ่งแต่ละโครงการมีเป้าหมายให้ดำเนินการให้สำเร็จเป็นรูปธรรมภายใน 5 ปี

ในการเข้าเยี่ยมชมศูนย์ทดสอบหุ่นยนต์ คณะของรองนายกฯสมคิด ได้ทดลองและชมการสาธิตการใช้หุ่นยนต์ที่เป็นนวัตกรรมใหม่สำหรับใช้ในการแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ช่วยเดิน ซึ่งมีหลากหลายประเภท ทั้งรถเข็นที่จะช่วยคนสูงอายุในการเดินขึ้น เมื่อขึ้นเนินจะมีแรงส่งให้เดินได้สะดวกมากขึ้น และขณะที่ลงเนินก็จะมีแรงฝืด เพื่อช่วยชะลอ ไม่ให้ล้มหน้าคว่ำไป

หรือจะเป็นหุ่นยนต์ที่ผู้ใช้เพียงสวมเหมือนคาดเข็มขัดที่เอวและขา จากนั้นหุ่นยนต์จะช่วยการเดิน โดยมีแรงส่งในการช่วยยกขาและส่งแรงให้เดินสะดวกขึ้น เหมาะกับผู้ป่วยที่เดินและก้าวและยกขาเดินได้ลำบาก ความฉลาดของหุ่นยนต์นี้ยังรู้จักจดจำท่าทางการเดินของแต่ละคนเอาไว้ด้วย

เจ้าหน้าที่ของศูนย์ทดสอบหุ่นยนต์ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันหุ่นยนต์ช่วยเดินยังไม่ได้จำหน่ายแต่มีให้เช่า ในราคาคิดเป็นเงินไทยเพียง 50,000 บาทต่อปี

อย่างไรก็ตาม มีตัวอย่างบริษัทที่ประสบความสำเร็จจากการนำงานวิจัยของมหาวิทยาลัยสึคุบะ มาทำการผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์คือ บริษัท Cyberdyne ผู้ผลิตและวิจัยและพัฒนา Robot Suit หรือ Hybrid Assist Limb (HAL) ซึ่งใช้ฝึกให้สมองเรียนรู้การเคลื่อนไหวอวัยวะ แขน ขา ในการทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพการเคลื่อนไหว เช่น การฝึกเดิน เป็นต้น

สำหรับ Robot Suit หรือ Hybrid Assist Limb (HAL) เป็นการสั่งการโดยการคิดที่จะเคลื่อนไหว เป็นการฝึกให้สมองเรียนรู้การเคลื่อนไหวอวัยวะ แขน ขา ในการทำกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพการเคลื่อนไหว

มีขั้นตอนการทำงานที่เริ่มต้นจากการ “คิด” ว่าต้องการเดิน ซึ่งในกรณีคนปกติ กล้ามเนื้อจะรับสัญญาณจากการสั่งการของสมอง และเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ แต่ในกรณีของผู้ป่วยจะไม่สามารถรับสัญญาณที่สั่งการจากสมองได้ ทำให้ไม่สามารถเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อได้

หุ่นยนต์ HAL จะสามารถอ่านสัญญาณอ่อนๆ ที่รั่วไปถึงบริเวณผิวหนังที่เรียกว่า “Bio-electric signals (BES)” และรวบรวมข้อมูลผ่านตัวอ่านสัญญาณขึ้นเป็นพิเศษ เพื่อให้ทราบว่าสมองต้องการเคลื่อนไหวอย่างไร จากนั้น HAL จะเคลื่อนไหวตามที่ผู้สวมใส่อุปกรณ์ต้องการ

เมื่อสมองเรียนรู้การเคลื่อนไหว เนื่องจากสมองของผู้ป่วยจะเข้าใจว่า “สามารถเดินได้” ซึ่งหลังจากการฝึกฝน ผู้ป่วยจะสามารถเรียนรู้การเดิน จนสามารถเดินได้เองโดยไม่ใช้ HAL

เหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของประโยชน์หุ่นยนต์ที่ช่วยผู้ป่วยและคนสูงอายุ ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับประเทศญี่ปุ่นที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแล้ว

โอกาสของหุ่นยนต์ในไทย

แล้วสำหรับประเทศไทยโอกาสในการเกิดขึ้นของอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ได้จริงหรือไม่?

ภายใต้ 5 กลุ่มอุตสาหกรรม New S-curve หรืออุตสาหกรรมแห่งอนาคต รัฐบาลได้ร่วมมือกับ 27 มหาวิทยาลัย โดยในกลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ และเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม มีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีเป็นแม่ข่าย

แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ หุ่นยนต์บริการ ที่สามารถสร้างมูลค่าได้สูง ได้แก่ หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติด้านการแพทย์ การศึกษา การเกษตร และหุ่นยนต์ช่วยเหลือผู้สูงอายุและให้บริการสังคม และหุ่นยนต์ในภาคอุตสาหกรรม

ดร.ชิต เหล่าวัฒนา ที่ปรึกษาสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งเป็นหน่วยงานเพิ่มขีดความสามารถด้านวิทยาการหุ่นยนต์ และระบบอัตโนมัติด้านการผลิตกำลังคน และด้านพัฒนาต้นแบบเชิงพาณิชย์ และเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการเร่งรัดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษคลัสเตอร์หุ่นยนต์ ให้ข้อมูลว่า

“การพัฒนาหุ่นยนต์ในประเทศไทยให้ประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ และเกิดคลัสเตอร์หุ่นยนต์ในประเทศไทยได้จริง ในส่วนของหุ่นยนต์ภาคอุตสาหกรรม จะต้องใช้วิธีการแบบ Pull Model คือดูความต้องการของอุตสาหกรรมเป็นหลักก่อนว่ามีความต้องการอย่างไร วิธีคิดนี้จะต่างจากงานวิจัยทั่วไปที่มักจะเริ่มการสร้างต้นแบบขึ้นมาก่อนที่เรียกว่า Push Model”

ดร.ชิตกล่าวว่า เท่าที่ทราบตอนนี้มีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่มีความต้องการใช้หุ่นยนต์ เช่น เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ในวงเงินลงทุน 20,000 ล้านบาท เครือเอสซีจี 5,000-6,000 ล้านบาท และเครือ ปตท. 1,000-2,000 ล้านบาท ซึ่งในกรณีประเทศไทยไม่สร้างคลัสเตอร์หุ่นยนต์ขึ้นมา บริษัทดังกล่าวก็ต้องไปซื้อหุ่นยนต์จากต่างประเทศมาใช้อยู่แล้ว

ดังนั้น จึงต้องมาคิดว่าในเมื่อมีความต้องการอยู่แล้ว การเกิดขึ้นของคลัสเตอร์หุ่นยนต์ รัฐบาลต้องให้แรงจูงใจทางภาษีกับกลุ่มผู้ซื้อ ที่ซื้อหุ่นยนต์ที่มีบางชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศ ไม่เช่นนั้นเงินเหล่านี้ก็จะตกไปอยู่ในมือผู้ผลิตหุ่นยนต์ต่างประเทศทั้งหมด

“ไทยไม่ใช่ประเทศผู้เริ่มต้นผลิตหุ่นยนต์ ซึ่งในโลกนี้หุ่นยนต์เกิดมา 55 ปีแล้ว เรายังผลิตหุ่นยนต์ทั้งตัวไม่ได้ แต่มีบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมในไทยที่สามารถออกแบบและผลิตระบบหุ่นยนต์บางส่วนได้ เช่น แขนกล สายพาน เครื่องจักรต่างๆ ฉะนั้น หากบริษัทที่มีความต้องการใช้หุ่นยนต์ แทนที่จะนำเข้ามาทั้ง 100% ก็อาจนำเข้ามาบางส่วนและมาประกอบกับชิ้นส่วนในไทย ซึ่งบริษัทผู้ซื้อสนใจแน่หากได้รับแรงจูงใจทางด้านภาษี”

ทางคณะอนุกรรมการเร่งรัดนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษคลัสเตอร์หุ่นยนต์ จึงมีข้อเสนอที่เป็นยาแรง ซึ่งคาดว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในอีก 2-3 สัปดาห์ คือมาตรการทางภาษีสำหรับอุตสาหกรรมการผลิต ให้หักค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 3 เท่าเมื่อซื้อระบบอัตโนมัติ/หุ่นยนต์ ที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 40% กรณีนี้มีความสำคัญมากที่สุดที่จะทำให้คลัสเตอร์หุ่นยนต์เกิดขึ้นในไทยได้

ส่วนอุตสาหกรรมการผลิตหุ่นยนต์ จะเสนอมาตรการดึงนักลงทุน สำหรับบริษัทออกแบบระบบหุ่นยนต์ หรือ System integrators โดยยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี ลดหย่อน 50% 5 ปีไม่จำกัดวงเงิน ในส่วนนี้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในพื้นที่อีอีซีก็ได้ ด้านบริษัทที่ให้บริการและอุปกรณ์ซอฟต์แวร์ ให้ยกเว้นภาษีเงินได้ 8 ปี ลดหย่อนภาษี 50% 5 ปี โดยกำหนดวงเงิน และกำหนดให้อยู่ในพื้นที่อีอีซี

นอกจากนี้ ที่ต้องทำต่อไปในอนาคตเมื่อคลัสเตอร์หุ่นยนต์เกิดขึ้นได้จริงแล้ว คือการผลิตหุ่นยนต์ที่ใช้แนวคิดสร้างสรรค์และเชื่อว่าประเทศอื่นในโลกที่เคยผลิตหุ่นยนต์มาแล้วก็ทำแบบประเทศไทยไม่ได้ ด้วยการผลิตหุ่นยนต์ที่ใช้ภูมิปัญญาไทยใส่ลงไป เช่น หุ่นยนต์ที่มีทักษะการนวดแผนไทย เป็นต้น.

ทีมเศรษฐกิจ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้