วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พ่อค้า ลุงป้า รากหญ้าต้องรู้! e-Payment เทียบข้อดี-ข้อเน่า สรุปพร้อมไหม?

ตะแคงหูซ้ายก็ได้ยินว่า e-Payment เอียงหูขวาก็ได้ยินคนถามถึง e-Payment เราเชื่อว่า มีผู้อ่านจำนวนไม่น้อยที่งุนงงสงสัยกันทั่วทุ่งทั่วท่าว่า อ้าว! เจ้า e-Payment คืออะไร? ชีวิตของพี่น้องชาวไทยจะยุ่งยากขึ้นหรือไม่? และใครกันที่ได้ประโยชน์? สละเวลาเล่นเฟซบุ๊ก มาอ่านกันสักนิดนะเพื่อนฝูง!

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ต่อสายตรงถึงกูรูเศรษฐกิจตัวพ่ออย่าง ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ธนวรรธน์ ร่ายยาวให้ฟังแบบเข้าใจง่ายๆ โดยทีมข่าวจะเอามาไล่เรียงเป็นข้อๆ ให้อ่านสบายๆ เอาใจชาวเน็ต ซึ่งเรื่องมันมีอยู่ว่า...

1. National e-Payment เป็นระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือจะพูดให้ง่ายก็คือ การชำระเงิน โอนเงินผ่านอินเทอร์เน็ตหรือแอพพลิเคชั่น โดยใช้วิธีการตัดยอดเงินจากบัตรพลาสติกประเภทต่างๆ

2. วิธีที่ประชาชนจะชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้นั้น ประชาชนจะต้องจะมีบัตรพลาสติก อันได้แก่ บัตร ATM, บัตรเดบิต, บัตรเครดิต เป็นต้น ซึ่งการที่ประชาชนจะถือบัตรดังกล่าวได้ จะต้องเปิดบัญชีออมทรัพย์กับทางธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ก่อน ถึงจะขอสมัครบัตร ATM, บัตรเดบิต และบัตรเครดิตได้

3. ข้อดีของการใช้จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์นั้น ประชาชนจะได้รับประโยชน์ในเรื่องของความสะดวกสบาย ง่าย และรวดเร็วกว่าการชำระเงินในรูปแบบเงินสด นอกจากนี้ยังช่วยให้รัฐบาลสามารถจ่ายเงินช่วยเหลือ และเงินสวัสดิการให้แก่ประชาชนได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย ลดความผิดพลาด ความซ้ำซ้อน และโอกาสการทุจริตจากการจ่ายด้วยเงินสด หรือเช็ค

4."เมื่อประชาชนใช้จ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งหนึ่งที่รัฐได้ประโยชน์คือ รัฐบาลจะเข้ามารับรู้ถึงข้อมูลการทำธุรกรรมทางการเงินของคนไทยทั้งหมด เพราะฉะนั้น คำถามที่ตามมาก็คือ รัฐมีความจำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลขนาดนั้นเลยหรือ? แต่ถ้ารัฐให้คำตอบว่า ไม่ได้ต้องการเข้าถึงข้อมูลทางการเงินทั้งหมด เพราะฉะนั้น รัฐก็ควรชี้แจงจุดประสงค์ให้ประชาชนได้ทราบ และแนะนำประโยชน์ในการใช้บริการ e-Payment อย่างแท้จริง” ผศ.ดร. ธนวรรธน์ กล่าว

5. หากรัฐบาลมีฐานข้อมูลทางการเงินของประชาชนขนาดใหญ่ ก็จะมีผลดี ต่อขั้นตอนการตรวจสอบที่มาของเงิน เช่น การติดตามอาชญากรทางการเงิน การฟอกเงิน การแจ้งภาษีเท็จ รวมไปถึงการตรวจสอบผู้ประกอบการร้านค้า ในกรณีที่แจ้งรายรับ-รายจ่าย ไม่ชัดเจน เพื่อหวังหลีกเลี่ยงภาษี ซึ่งระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ จะเข้ามาช่วยให้การตรวจสอบง่าย รวดเร็ว และมีความโปร่งใส!

“ที่ผ่านมา รัฐบาลมีข้อจำกัดการจัดเก็บภาษี โดยประเด็นหลักๆ มาจาก ประชาชนส่วนใหญ่มักจะไม่ขอใบกำกับภาษีเวลาไปซื้อสินค้า จึงทำให้ร้านค้าบางแห่ง ฉวยโอกาสบิดเบือนรายได้ที่แท้จริง จนทำให้สามารถจ่ายภาษีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น” ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าฯ ชี้ช่องโหว่

“ในอดีต เมื่อกรมสรรพากรเกิดความสงสัยและต้องการเข้าไปตรวจสอบร้านค้าสักแห่งหนึ่ง สิ่งที่รัฐจะทำได้ ณ เวลานั้น คือ จะต้องประเมินรายได้ เช่น การให้เจ้าหน้าที่ ทำทีเข้าไปนั่งนับลูกค้า ซึ่งวิธีนี้ ก็มักจะทำให้เกิดข้อครหา และเสียงบ่นตามมาไม่รู้จบเสมอ เช่น ทำไม เจ้าหน้าที่จึงไปนับวันที่มีลูกค้ามาเยอะ ทำไมไม่ไปวันที่มีคนมาน้อยบ้าง แบบนี้เป็นต้น” ผศ.ดร.ธนวรรธน์ แสดงทรรศนะ

6. ปัจจุบัน พฤติกรรมการชำระเงินของคนไทยโดยส่วนใหญ่ สามารถเข้าถึงระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้มากขึ้นแล้ว ดูได้จากหมายเลขโทรศัพท์มือถือ ที่คนไทยใช้เฉลี่ย มีมากกว่า 90 ล้านหมายเลข และปัจจุบันโทรศัพท์มือถือส่วนใหญ่ อยู่ภายใต้เครือข่าย 3G อีกด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อนำไปบวกกับจำนวนยอดการใช้บัตรเครดิตในปัจจุบัน จึงไม่แปลกที่คนไทยจะสามารถเข้าถึงระบบดังกล่าวได้มากขึ้น และสะดวกมากกว่าในอดีตแน่นอน 

7. แม้ว่าสังคมไทยทั้งหมด ณ เวลานี้ อาจจะยังเข้าไม่ถึงระบบการชำระเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ก็ตาม แต่จากสถิติตัวเลข ข้อมูลระบบชำระเงินปี 2557 ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นผู้รวบรวมไว้ พบว่าประเทศไทย มีคนถือครองบัตรเครดิตโดยรวมอยู่ที่ 20.3 ล้านใบ สะท้อนว่า 1 ใน 3 ของจำนวนประชากร สามารถใช้จ่ายเงินล่วงหน้าได้ และมีประสบการณ์โดยตรงในการใช้บัตรเครดิต 

8. ส่วนปริมาณการใช้บัตร ATM ของคนไทยอยู่ที่ 24.4 ล้านใบ ซึ่งก็สะท้อนอีกเช่นกันว่า มีคนไทยเข้าถึงบัญชีออมทรัพย์เกินกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับ บัตรเดบิต ที่มีการถือครองอยู่ที่ 48.1 ล้านใบ มากกว่าปริมาณการถือครองบัตร ATM ดังนั้นจะเห็นว่าที่ผ่านมา มีคนไทยบางส่วนทำธุรกรรมทางการเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว 

9. เมื่อผู้สื่อข่าวถาม ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าฯ ว่า อะไรที่มันสะดวกและรวดเร็ว ซื้อง่ายขายคล่องมากเกินไป ปัญหาที่มักตามมาเสมอ ก็คือ การใช้เงินเกินตัว มองจุดนี้ว่ามันจะกลายเป็นปัญหาตามมาหรือไม่? ผศ.ดร.ธนวรรธน์ ตอบว่า บัตร ATM และบัตรเดบิต เป็นการชำระเงินสดของตนเองผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้วิธีการตัดยอดเงินจากบัญชีออมทรัพย์ที่ได้ผูกติดกับบัตรไว้ ขณะที่ การชำระเงินผ่านบัตรเครดิต เป็นการนำเงินสดล่วงหน้ามาใช้ชำระผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์

“ที่ผ่านมา การชำระเงินผ่านบัตรเครดิตของคนไทยในขณะนี้ ยังไม่น่ากังวล เนื่องจากสถิติพบว่า การเบี้ยวหนี้ หรือ หนี้ NPL ผ่านบัตรเครดิต มีเพียงไม่ถึง 5% ของวงเงิน และถึงแม้อาจมีคนบางกลุ่ม ที่ใช้เงินเกินตัว เอาหนี้ไปโปะไปโปะมาอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่ายังมีสัดส่วนน้อย ซึ่งสะท้อนว่า คนไทยใช้บัตรเครดิตกันอย่างค่อนข้างมีวินัย” ผศ.ดร.ธนวรรธน์ ให้ข้อมูล

10. ผอ.ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าฯ ได้กล่าวว่า ในสังคมไทยเชื่อว่า ยังมีผู้บริโภคบางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย เพราะเขาอาจไม่ต้องการให้รัฐบาลมารับรู้ถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของเขา หรืออาจมีเหตุผลบางประการที่ไม่สามารถเข้าใช้บริการนี้ได้ ซึ่งหากรัฐบาลต้องการให้ระบบนี้ใช้ได้กับทุกคน ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่า จะทำให้การชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นข้อบังคับหรือทางเลือก เพราะถ้ามันคือ ทางเลือก ประชาชนก็มีสิทธิ์เลือก

“ถ้ามีสิทธิ์เลือกแล้วประชาชนได้ประโยชน์ที่ดีมันก็ดี แต่ถ้ามันคือข้อบังคับ คนไทยทุกคนต้องหันมาใช้ระบบนี้ทั้งหมด เหมือนกับคำที่ว่า ชายไทยทุกคนจะต้องเกณฑ์ทหารเมื่อมีอายุครบกำหนด และเพราะอะไรถึงต้องทำ ก็เพราะมันคือข้อบังคับ มันคือกฎหมาย ทุกคนจึงมีหน้าที่ที่จะต้องทำ” ผศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าว

11.ในขณะที่คนไทยบางกลุ่มที่ยังเข้าไม่ถึงเงินออม หรือไม่มีบัญชีออมทรัพย์ ที่เป็นเหตุผล และเป็นข้อด้อยที่ทำให้ประชาชนห่างไกลการใช้ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์และบัตรพลาสติก ซึ่งหากรัฐบาลมีแนวคิดโดยการแจกบัตรอิเล็กทรอนิกส์ฟรีกับประชาชน เพื่อเข้าเชื่อมโยงกับข้อมูลทางการเงิน ก็เป็นเรื่องที่รัฐสามารถทำได้ ดังนั้นจึงขึ้นอยู่กับรัฐบาลว่าจะมีการปรับเปลี่ยนด้วยวิธีใด แต่จะต้องเป็นวิธีที่ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบตามมาด้วย

12. ผศ.ดร. ธนวรรธน์ ทิ้งคำถามส่งท้ายไว้ว่า คนไทยจะพร้อมใช้ e-Payment ได้ ก็ต่อเมื่อคนไทยมีความรู้ มีประสบการณ์ในการใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ มีทัศนคติที่ถูกต้อง และมีความเต็มใจที่จะใช้งาน แต่ถ้าเขามีความเต็มใจ มีความสามารถ มีความรู้ แต่เขาไม่มีเงินพอที่จะเชื่อมโยงกับระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือถ้าเขามีเงิน แต่เขาไม่เข้าใจ ไม่เต็มใจ ไม่มั่นใจ คนไทยก็จะไม่พร้อมอยู่ดี เพราะฉะนั้น คำถามคือ คนไทยพร้อมใช้ e-Payment หรือยัง?

ขณะที่ ผศ.ดร.ณดา จันทร์สม คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ได้พูดคุยกับผู้สื่อข่าวถึงเรื่องราวของเจ้า e-Payment เช่นกัน โดยเราขอไล่เรียงเป็นข้อๆ เช่นเดิม ซึ่งมีใจความดังต่อไปนี้

1. การชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ มีผลดีต่อประชาชน คือ ไม่จำเป็นต้องถือเงินสดจำนวนมาก สามารถชำระเงินได้สะดวก และรวดเร็ว และในบางครั้งสามารถได้รับสิทธิพิเศษในการซื้อสินค้าและบริการที่มีราคาถูกกว่าตามท้องตลาด เช่น ส่วนลดจากแต้มสะสม

2. สิ่งสำคัญคือ การให้บริการในระบบอิเล็กทรอนิกส์มีต้นทุนที่ถูกกว่าครึ่งหนึ่ง หรือ 1 ใน 3 ของการจัดการเงินสด ในขณะที่การใช้เงินสด มีข้อดีคือ ทำให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจในการถือเงิน แต่กลับพบว่า มีข้อเสียจำนวนมาก เช่น ความไม่สะดวกในการพกพาเงินจำนวนมาก เพราะมีโอกาสเสี่ยงต่อการถูกขโมย สูญหาย หรือชำรุดได้

3. ส่วนข้อเสียของการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น ความเสี่ยงของการทำธุรกรรมทางการเงินผิดพลาด และไม่สามารถแก้ไขได้ หรือมีความยุ่งยากในการแก้ไขหรือเรียกร้อง เช่น การโอนเงิน หรือชำระเงินผิด ที่ทำให้เกิดความสูญเสีย และที่สำคัญอีกหนึ่งประการคือ ข้อมูลส่วนตัวทางการเงินของลูกค้าจะไม่เป็นความลับอีกต่อไป เช่น ข้อมูลบัตรเครดิต ข้อมูลบัญชีเงินฝาก เป็นต้น  

4. เมื่อพิจารณาข้อมูลการชำระเงินผ่านช่องทางต่างๆ ของธนาคารแห่งประเทศไทย พบว่า การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ มีทิศทางปรับตัวที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ตั้งแต่ปี 2554 มีปริมาณการทำรายการอยู่ที่ 1,380 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่า 215 พันล้านบาท และเพิ่มขึ้นในปี 2558 อยู่ที่ 2,589 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่า 282 ล้านล้านบาท แต่หากพิจารณาถึงตัวเลขการใช้จ่ายผ่านอิเล็กทรอนิกส์ จะพบว่ามีการเติบโตเพียงเล็กน้อย

5. ผู้บริโภคยังคงมีความกังวลใจในแง่ของความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัยของระบบ รวมถึงกรณีการทำธุรกรรมผิดพลาด และไม่สามารถแก้ไขได้

6. ดังนั้นการขับเคลื่อนในเรื่องนี้ จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการกับธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะผู้บริโภคส่วนใหญ่ ยังคงมีความกังวลเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยอยู่ ทั้งๆ ที่ในความจริงแล้ว อาจจะไม่มีความเสี่ยงเหล่านั้นอยู่เลยก็ได้

7. ผู้สื่อข่าวถาม ผศ.ดร.ณดา โดยใช้คำถามเดียวกับ ผศ.ดร.ธนวรรธน์ ว่า อะไรที่มันสะดวกและรวดเร็ว ซื้อง่ายขายคล่องมากเกินไป ปัญหาที่มักตามมาเสมอ ก็คือการใช้เงินเกินตัว มองจุดนี้ว่ามันจะกลายเป็นปัญหาตามมาหรือไม่? แต่กลับได้รับคำตอบที่แตกต่างกันว่า ด้วยความที่มันรวดเร็ว สะดวก สบาย จึงทำให้มีโอกาสสูง ที่ผู้บริโภค จะใช้เงินเกินตัวได้ เพราะถึงแม้จะมีข้อจำกัดในเรื่องของวงเงิน แต่โอกาสสร้างหนี้ โดยเฉพาะกับการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ประเภทบัตรเครดิต ยังคงมีอยู่พอสมควร ดังนั้น ในแต่ละการใช้จ่าย ประชาชนจะต้องมีความรอบคอบ และต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เหมาะสม

8. คนไทยพร้อมหรือไม่ กับการใช้ e-Payment ผศ.ดร.ณดา มองเรื่องนี้ว่า การเปลี่ยนผ่านมาอยู่ในยุคสังคมไร้เงินสดของคนไทยนั้น จะมีความพร้อมเพียงบางกลุ่มเท่านั้น แม้ว่าตัวเลขปริมาณการชำระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์จะเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังไม่พร้อม ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องปรับตัว เขาสามารถทำได้ เพียงแต่ต้องให้เวลาในการปรับตัวให้เขาคุ้นเคยการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เพราะประเทศไทยยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนระบบการชำระเงินได้ทันที การเปลี่ยนผ่านจำเป็นต้องเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป

“แต่สิ่งสำคัญในขณะนี้คือ การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจให้กับคนทุกคนได้หมด เพราะมีกลุ่มคนอีกจำนวนมากที่ยังไม่พร้อมจะเข้าใช้งาน” คณบดีคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ นิด้า ทิ้งท้าย

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์
    สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่


    reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ
เราเชื่อว่า มีผู้อ่านจำนวนไม่น้อยที่งุนงงสงสัยกันทั่วทุ่งทั่วท่าว่า อ้าว! เจ้า e-Payment คืออะไร? ชีวิตของพี่น้องชาวไทยจะยุ่งยากขึ้นหรือไม่? และใครกันที่ได้ประโยชน์? สละเวลาเล่นเฟซบุ๊กมาอ่านกันสักนิดนะเพื่อนฝูง! 2 ก.ค. 2559 15:13 2 ก.ค. 2559 23:14 ไทยรัฐ