วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ


ยอดมือปราบระดับโลก

คงจะไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า โลกของเราทุกวันนี้ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราวของความขัดแย้ง ยาเสพติด ขบวนการใต้ดิน คอร์รัปชัน การก่อการร้ายรวมทั้งการกระทำอีกมากมายที่ขัดต่อ “กฎหมาย” ซึ่งผู้ที่มีหน้าที่ตรวจตรารักษาความสงบ จับกุมและปราบปรามผู้กระทำผิด “กฎหมาย” ก็คือ “ตำรวจ” หรือเหล่า “มือปราบ” ทั้งหลายที่ต้องแสดงฝีมือในการจับกุมโจรผู้ร้ายและดูแลคุ้มครองเพื่อให้เกิดความสงบสุขแก่พลเมืองของประเทศ ในครั้งนี้เราจะมาติดตามเรื่องราวของเหล่า “มือปราบระดับโลก” กันครับ

สำหรับท่านแรกที่ขอแนะนำกันก่อนเลย เชื่อว่าน่าจะคุ้นหูหลายๆท่านกันมาบ้าง เขาคนนั้นก็คือ “แฟรงค์ เซอร์ปิโก” (Frank Serpico) สุดยอดมือปราบตงฉินแห่งนครนิวยอร์กนั่นเอง

มือปราบเซอร์ปิโกเข้าร่วมเป็นหนึ่งในทีมตำรวจนิวยอร์ก (NYPD) เมื่อปี ค.ศ.1959 และได้ดำรงหน้าที่อันทรงเกียรตินี้อยู่นานถึง 12 ปี ความโดดเด่นของมือปราบเซอร์ปิโกที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลยก็คือผลงานด้านการปราบปรามคอร์รัปชัน สิ่งที่เซอร์ปิโกสังเกตเห็นในองค์กรตำรวจของเขาก็คือเพื่อนร่วมงานที่เป็นมือปราบด้วยกันเองนั้นล้วน “รับส่วย” แทบทั้งสิ้น เรียกว่ายุคนั้นกินกันทั้งกรมของนิวยอร์กเลยก็ว่าได้ครับ แต่เซอร์ปิโกของเราเป็นตำรวจตงฉิน เป็นแกะขาวในฝูงแกะดำ เซอร์ปิโกไม่รับส่วยใดๆ และพยายามที่จะเปิดโปงพฤติกรรมของเพื่อนร่วมกรม นั่นจึงไม่แปลกครับที่เซอร์ปิโกจะไม่มีเพื่อนเลย เพราะเขาต้องสู้ทั้งกับฝ่ายผู้ร้าย และฝ่ายตำรวจด้วยกันเอง

ความบ้าระห่ำของมือปราบตงฉินอย่างเซอร์ปิโกก็คือการร้องเรียนเรื่องการคอร์รัปชันของตำรวจทั้งกรมที่เขาได้ประสบมาต่อผู้บังคับบัญชา จนสุดท้ายเขาก็สามารถที่จะแฉมุมทุจริตของวงการตำรวจนิวยอร์กได้ในที่สุด ทว่าในปี ค.ศ.1971 ระหว่างการเข้าตรวจค้นยาเสพติด เซอร์ปิโกถูกยิงโดยที่ไม่มีใครเข้าไปช่วยเหลือ แต่ก็นับว่าโชคดีครับที่เขารอดมาได้ ทว่าก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียการได้ยินของหูข้างซ้ายไปในที่สุด

ในปี ค.ศ. 1973 ได้มีการสร้างภาพยนตร์เรื่อง “เซอร์ปิโก ตำรวจอันตราย” ขึ้น โดยมีอัล ปาชิโน (Al Pacino) แสดงนำในบทของเซอร์ปิโก ทำให้ผลงานของเขายังคงอยู่ในความทรงจำของคนทั่วโลก ภาพของอัล ปาชิโน ในบทของเซอร์ปิโกยังปรากฏให้เห็นอย่างแพร่หลายบนบังโคลนรถสิบล้อยุคนั้น นิยมกันไม่แพ้ภาพของวีรบุรุษนักปฏิวัติ เช กูวารา เลยล่ะครับ

มือปราบท่านต่อไปเป็น “คาวบอย” นาม “ไวย์แอท เอิร์ป” (Wyatt Earp) คาวบอยชาวสกอตท่านนี้เดิมทีตอนลืมตาดูโลกได้รับการตั้งชื่อแบบเต็มๆว่า ไวย์แอท เบอร์รี สแตป เอิร์ป (Wyatt Berry Stapp Earp) สิ่งที่เขาชอบทำในตอนเย็นหลังจากเสร็จงานจากในไร่แล้วก็คือการฝึกยิงปืน ทั้งปืนสั้นและปืนยาว โดยนำปืนของพ่อตัวเองนั่นล่ะครับมาฝึกยิงกับกระต่ายป่าบ้าง อีแร้งบ้าง จนเรียกได้ว่าเป็นคาวบอยนักแม่นปืนคนหนึ่ง ฝีมือในการยิงปืนของเขาก็ปรากฏให้เห็นเด่นชัดในช่วงที่เขารับหน้าที่เป็นผู้ช่วยนายอำเภอ

หนึ่งในผลงานที่โด่งดังของไวย์แอทก็คือการสยบนักเลงโตจากเท็กซัสอย่างเบ็น ธอมป์สัน นักดวลปืนจอมโหดที่สังหารไปแล้วกว่า 20 ศพ ครั้งหนึ่งเบ็นได้เข้ามาก่อเรื่องในซาลูนและยิงนายอำเภอจนล้มคว่ำ ตอนนั้นทุกอย่างโกลาหล ผู้คนแตกตื่น ไม่มีใครกล้าตอแยกับเบ็น ยกเว้นไวย์แอท เอิร์ป ที่ก้าวออกมาอย่างสง่าผ่าเผย ว่ากันว่าเพียงแค่ไวย์แอทจ้องตากับเบ็นแล้วก็ถามว่าจะดวลปืนกันหรือจะยอมปราชัย เพียงเท่านั้นล่ะครับ เบ็นถึงกับเข่าอ่อน ยอมให้จับอย่างง่ายดาย

เรื่องราวอันโดดเด่นที่สุดของไวย์แอท เอิร์ป คงไม่มีเรื่องไหนที่โด่งดังไปกว่าการดวลปืนครั้งประวัติศาสตร์ในวันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ.1881 ช่วงนั้นไวย์แอทย้ายมาทำงานที่ทูมบ์สโตน (Tombstone) โดยได้รับตำแหน่งผู้ช่วยนายอำเภอ ไวย์แอทกับแก๊งแคลนตันซึ่งเป็นเจ้าพ่อดั้งเดิมเกิดเขม่นกัน เมื่อผู้เฒ่าแคลนตันถูกตำรวจเม็กซิกันยิงตาย ลูกชายของแคลนตันก็ขึ้นมาเป็นผู้นำและประกาศสงครามกับไวย์แอท

การดวลปืนครั้งยิ่งใหญ่นี้ เกิดขึ้นบริเวณคอกสัตว์โอเค คอร์ราล (OK Corral) ว่ากันว่าในการดวลปืนครั้งนี้ พวกของไวย์แอทมีกันสี่คน ฝ่ายแคลนตันมากันห้าคน ต่างฝ่ายต่างก็ปล่อยกระสุนใส่กันอุตลุด ไม่รู้ใครเริ่มก่อนเริ่มหลัง ผลลัพธ์คือฝ่ายแคลนตันสิ้นชีพไปสามศพ หนึ่งรายหนีหายไปตั้งแต่กระสุนนัดแรกเพิ่งถูกลั่นไก ส่วนรายสุดท้ายขอสงบศึก ทว่าไวย์แอทไม่ยอม จึงเผ่นหนีหายไปในที่สุด ส่วนทางฝ่ายของไวย์แอทก็โดนยิงเข้าที่ขาบ้าง ตะโพกบ้าง สีข้างบ้าง แต่สำหรับตัวไวย์แอทเองนั้นมีเพียงแค่รอยกระสุนเจาะทะลุชายเสื้อโค้ตของเขาไปนัดเดียวเท่านั้น ไม่มีรอยแผลอื่นใดเลยแม้แต่น้อย

ปัจจุบันคอกสัตว์โอเค คอร์ราลกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเมืองทูมบ์สโตน ไปแล้ว นอกจากนั้น ยังมีภาพยนตร์หลายสิบเรื่องที่นำเอาเรื่องราวคาวบอยนักแม่นปืนท่านนี้มาเสนอ แต่ก็ยากที่จะบอกว่ามีการเสริมแต่งจากประวัติจริงๆของเขาไปมากน้อยเพียงใด

มือปราบท่านที่สามก็ยังคงเป็น “คาวบอย” เช่นกันครับ เขาคือ “แพต การ์เรตต์” (Pat Garrett) นักกฎหมายอเมริกันยุคตะวันตกที่ลืมตาดูโลกเมื่อปี ค.ศ.1950 สิ่งที่ทำให้การ์เรตต์โด่งดังและเป็นที่รู้จักก็คือเขาเป็นมือปราบที่สังหาร “บิลลี เดอะคิด” หนึ่งในจอมโจรที่โด่งดังที่สุดในอเมริกาได้นั่นเองครับ

ในช่วงหนึ่งของการทำหน้าที่เป็นนายอำเภอของการ์เรตต์ เขาอาจจะเคยถูกมองในแง่ร้ายด้วยว่ามีคนเห็นว่าเขาไปนั่งเล่นไพ่กับบิลลี เดอะคิด ในซาลูนบ่อยๆ จนชาวเมืองเชื่อสนิทใจเลยครับว่าสองคนนี้น่าจะเป็นเพื่อนซี้กัน และในตอนที่การ์เรตต์ออกตามจับบิลลีนั้น เขาก็ได้หายออกไปจากเมืองนานมากจนทำให้การ์เรตต์ถูกมองในด้านลบมากขึ้นไปอีก

กล่าวกันว่า บิลลี เดอะคิด ได้แหกคุกโดยสังหารยามเฝ้าคุกสองคนและหลบหนีออกไปได้ในวันที่ 28 เมษายน ค.ศ.1881 ซึ่งการ์เรตต์เองก็ติดตามไปจนถึงเมืองฟอร์ต ซัมเนอร์ ก่อนที่สุดท้ายแล้วเขาสามารถสังหารบิลลี่ได้ที่เมืองนั้น แต่การ์เรตต์สังหารบิลลี่อย่างไรนั้น ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ครับ ไม่มีใครทราบว่าเขาสังหารด้วยวิธีไหน บ้างก็ว่ายิงด้วยปืนลูกโม่ บ้างก็ว่าใช้ไรเฟิล แต่ไม่ว่าจะอย่างไร บิลลี เดอะคิด ก็ถูกปราบได้โดยฝีมือของการ์เรตต์ในที่สุดครับ

การสังหารบิลลี เดอะคิด ได้สร้างชื่อเสียงอันโด่งดังให้กับการ์เรตต์ ถือได้ว่าเขาเป็นหนึ่งในนายอำเภอตงฉินที่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ ใครผิดก็ว่าไปตามผิด ไม่เห็นแก่เพื่อนพ้อง อีกทั้งยังถือว่าเขาเป็นมือปราบแม่นปืนที่มือไวที่สุดคนหนึ่งด้วยครับ นั่นจึงไม่แปลกที่จะมีการนำเอาเรื่องราวของแพต การ์เรตต์และบิลลี เดอะคิด มาสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี ค.ศ.1973 ซึ่งนั่นก็ทำให้ชื่อเสียงของสุดยอดมือปราบท่านนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในหมู่คนรักหนังคาวบอยมากยิ่งขึ้นไปอีก

สำหรับมือปราบท่านสุดท้ายเป็นมือปราบชาวไทยอายุยืนกว่าร้อยปี หลายๆท่านน่าจะคุ้นเคยกับชื่อของท่านกันดี ท่านคือ “ขุนพันธ์” พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช หรือนามเดิมว่า “บุตร์ พันธรักษ์” นั่นเองครับ

ความสามารถในฐานะ “มือปราบ” ของขุนพันธ์เริ่มฉายแววให้เห็นตั้งแต่ปี พ.ศ.2473 เมื่อท่านไปรับราชการที่จังหวัดพัทลุง ท่านได้ปราบเสือกลับ คำทอง ผู้มีอาคมและเคล็ดวิชาหายตัวจนมันไม่กล้ากลับมาเหยียบพื้นที่ของขุนพันธ์ อีกเลย อีกหนึ่งวีรกรรมเด็ดที่น่าสนใจของขุนพันธ์ก็คือท่านเป็นผู้ปราบเสือสังที่กล่าวกันว่าเป็นเสือจอมโหดที่มักจะลงมือสังหารเจ้าทรัพย์ด้วยพร้าลืมงออยู่เสมอ เสือสังมีรูปร่างสูงใหญ่ เรียกได้ว่าเมื่อมาเทียบกับขุนพันธ์แล้วทำให้ท่านดูตัวเล็กไปเลยครับ และเมื่อทั้งคู่เผชิญหน้ากัน เสือสังกัดขุนพันธ์ไม่ยอมปล่อย ขุนพันธ์จึงใช้ง่ามหัวแม่เท้าขวาหนีบพวงสวรรค์เสือสังและกดให้เสือสังชิดติดกับพื้น ทว่ามันก็ยังชักมีดพร้าที่เหน็บอยู่ที่เอวมาเชือดคอ แต่คมมีดเอาขุนพันธ์ไม่อยู่ ด้วยว่าท่านเป็นจอมขมังเวท ท้ายที่สุดแล้วเสือสังก็สิ้นฤทธิ์และสิ้นลมไปในที่สุด การปราบเสือสังในครั้งนั้นถึงแม้ว่าจะเสี่ยงและเกือบทำให้ขุนพันธ์ไม่รอดชีวิต แต่ก็ทำให้ชื่อเสียงของท่านเริ่มโด่งดังมานับแต่นั้น

อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ขุนพันธ์ได้โชว์ฝีมือก็คือการปราบปรามกลุ่มผู้ร้ายทางการเมืองที่นราธิวาส ซึ่งมักจะปล้นฆ่าโดยเน้นเฉพาะชาวไทยพุทธ ว่ากันว่าหัวหน้าโจรกลุ่มนี้เป็นพวกอยู่ยงคงกระพัน ด้วยว่าพกของขลังถึง 5 ชนิดด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นตับเหล็ก เคราทองแดง ช้องหมูป่า ผ้าประเจียด และกริชอาคม แต่ก็ไม่คณามือขุนพันธ์หรอกครับ เพราะไม่นานหลังจากนั้นท่านก็สามารถจับกุมโจรกลุ่มนี้ได้ นั่นจึงทำให้ชาวไทยทั้งพุทธและมุสลิมยกย่องขุนพันธ์เป็นอย่างมาก อีกทั้งชาวไทยมุสลิมยังได้ตั้งฉายาให้ท่านว่า “รายอกะจิ” ซึ่งแปลว่า “อัศวินพริกขี้หนู” อีกด้วยครับ

สมัยที่ขุนพันธ์กลับมาอยู่เมืองนครศรีธรรมราชนั้นก็มีเรื่องราวการออกปราบปรามโจรผู้ร้ายที่น่าสนใจไม่แพ้กันครับ กล่าวกันว่าในสมัยนั้นมีเสือใหญ่อยู่ 10 ราย ไม่ว่าจะเป็นเสือข่อย เสือจ้อย เสือหวนและเสืออื่นๆ อีกมากมาย แต่ขุนพันธ์ก็ได้ออกประกาศิตให้เสือเหล่านั้นกลับใจและให้บวชเป็นพระภิกษุเสีย ไม่เช่นนั้นท่านจะยิงทิ้งทั้งหมด แต่ก็มีเสือข่อยนี่ล่ะครับที่ไม่ยอมทำตามคำสั่ง นั่นจึงทำให้ขุนพันธ์ลั่นไกยิงเสือข่อย ทว่าเกิดปาฏิหาริย์ยิงไม่เข้า ขุนพันธ์เลยสั่งให้ลูกน้องสังหารเสือข่อยด้วยศูลแทงสวนทวารเสียเลยครับ

นอกจากนั้นแล้ว ท่านยังได้ออกปราบปรามเสือในภาคกลางอีกมากมายทั้งเสือฝ้าย เสือย่อง เสือผ่อน เสือครึ้ม เสือปลั่ง เสือใบ เสืออ้วน เสือดำ เสือไหว เสือมเหศวร มากมายหลายเสือ แถมท่านยังเป็นผู้ที่สนใจในด้านประวัติศาสตร์ คติชนวิทยาและไสยศาสตร์มากเป็นพิเศษ ทั้งยอดวิชาคงกระพัน นะจังงัง มหาอุด ผิวกายคงทนต่อศัสตราวุธและท่านยังเชี่ยวชาญมวยไทย เพลงดาบสายทักษิณ กระบี่กระบองและวิชาการต่อสู้อีกหลายแขนงเลยทีเดียว

นั่นจึงไม่แปลกเลยที่นายสัมพันธ์ ก้องสมุทร ได้เรียบเรียงประวัติของขุนพันธ์เอาไว้ใน “ขุนพันธ์มือปราบสิบทิศ” ว่าท่านเป็นคนที่ “เคารพต่อหน้าที่ กรุณาปรานีต่อประชาชน อดทนต่อความเจ็บใจ ไม่หวั่นไหวต่อความยากลำบาก ไม่มักมากในลาภผล บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน ดำรงตนในความยุติธรรม กระทำการด้วยปัญญา รักษาความไม่ประมาทเสมอด้วยชีวิต” นอกจากนั้นแล้ว ในปี พ.ศ. 2530 ขุนพันธ์ได้ริเริ่มให้มีการบวงสรวงพระธาตุนครศรีธรรมราช ซึ่งก็เป็นที่มาของการสร้างจตุคามรามเทพที่เราคุ้นเคยกันดีเป็นรุ่นแรกอีกด้วยล่ะครับ

ด้วยว่าขุนพันธ์เก่งกาจรอบด้าน โดยเฉพาะในเรื่องของการปราบปรามโจรผู้ร้ายที่เรียกได้ว่าไม่น้อยหน้ามือปราบต่างชาติที่ได้เสนอไปเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งท่านยังมีความโดดเด่นในการเป็นจอมขมังเวทอีกด้วย วีรกรรมของท่านถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์แอ็กชั่นฟอร์มยักษ์เรื่อง “ขุนพันธ์” ซึ่งจะเข้าฉายกลางเดือนนี้ ศรัทธาอันแรงกล้าของนายตำรวจผู้พิทักษ์ความสงบสุขให้ผืนแผ่นดินไทย กับเรื่องราวของการไล่ล่าและเผชิญหน้าระหว่างสุดยอดมือปราบกับมหาโจรผู้ฆ่าไม่ตาย ท่ามกลางห่ากระสุนและกลิ่นคาวเลือด แรงกระสุนกับแรงศรัทธาใครจะอยู่ ใครจะไป ต้องลองติดตามกันครับ.

โดย :ณัฐพล เดชขจร
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

2 ก.ค. 2559 11:41 2 ก.ค. 2559 11:50 ไทยรัฐ