วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สายเคเบิลความเร็วสูง Faster

ในที่สุดโครงการวางสายเคเบิลใต้ทะเลลึกเชื่อมต่อระหว่างชายฝั่งทะเลทางตะวันตกของประเทศสหรัฐอเมริกา มายังชายฝั่งทะเลของญี่ปุ่น เพื่อให้บริการเชื่อมต่อการสื่อสารรับ-ส่งข้อมูลความเร็วสูงระหว่างสหรัฐฯกับเอเชียของกลุ่มกิจการร่วมค้าขนาดยักษ์ใหญ่ 6 ราย นำโดย “กูเกิล” ได้ฤกษ์เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.ที่ผ่านมา เป็นที่เรียบร้อย

ภายใต้ชื่อโครงการ “Faster” มูลค่าการลงทุน 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 10,500 ล้านบาท ความยาวถึง 9,000 กิโลเมตร พาดยาวข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกจากรัฐโอเรกอน มาขึ้นที่หมู่บ้านชิบะและหมู่บ้านมิเอะ เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่เดือน ส.ค.57

นอกจากกูเกิลแล้วยังมี ไชน่า โมบาย, ไชน่า เทเลคอม, โกบอล ทรานสิท, เคดีดีไอและสิงเทล โดยใช้อุปกรณ์จากเอ็นอีซี คอร์ป เพียงรายเดียวกับเทคโนโลยีล่าสุด ที่เรียกว่า digital coherent optical transmission ให้ความเร็วสูงสุดถึง 60 Terabits per second (Tbps) ของแบนด์วิธ ใช้สายเคเบิลขนาดเล็ก 6 คู่

ทั้งนี้ความเร็วของการรับส่งข้อมูลนี้จะเร็วขนาดไหน ลองนึกภาพดูเพียงแค่ 1 Tbps ที่มีการทดสอบในระบบมือถือ 5G ซึ่งเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ได้มีการทดลองกันว่า ประเมินกันว่าจะมีความเร็วกว่าเครือข่าย 4G ในปัจจุบันถึง 30 เท่า โดยมาตรฐานของ 5G คาดกันว่าความเร็วการใช้งานจริงจะอยู่ที่ 10-50 Gbps เท่านั้น หากจะเทียบกับ 1 Tbps ซึ่งมีความเร็วเท่ากับ 1000 Gbps

นายอุ้ย เส็ง เกียะ ผู้บริหารของสิงเทล หนึ่งในกลุ่มกิจการร่วมค้าระบุว่า ความสำเร็จของโครงการนี้จะสนับสนุนความต้องการใช้งานอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงบรอดแบนด์ในทวีปอเมริกาเหนือและเอเชียที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า การเพิ่มเครือข่ายอินเตอร์เน็ตขึ้นมา 2 ชุดและค่าหน่วยเวลาต่ำ แบบ ultralow latency ทำให้รับส่งข้อมูลเร็วขึ้น จะตอกย้ำความเป็นผู้นำในการบริการข้อมูลระหว่างประเทศ

ด้วยการออกแบบให้สายเคเบิลเชื่อมต่ออย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพมากพอสำหรับระบบ “คลาวด์”, วีดิโอสตริมมิ่ง, อินเตอร์เน็ต ออฟ ธิงส์ เป็นต้น ที่จะกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรมทั้งสองทวีปเพื่อกระตุ้นให้เศรษฐกิจดิจิตอลมีอัตราเติบโต

โดยสายเคเบิลความเร็วสูงจะขยายการเชื่อมต่อในเมืองหลักๆ ของชายฝั่งทะเลด้านตะวันตก ไล่ตั้งแต่เมืองลอสแอนเจลิส, ซานฟรานซิสโก, พอร์ตแลนด์ และขึ้นไปถึงเมืองซีแอตเติล และไม่เพียงเกิดประโยชน์ในสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นเท่านั้น รวมไปถึงทั่วทุกภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะได้ประโยชน์ในโครงการนี้ ซึ่งประเทศไทยของเราก็นับว่าได้ประโยชน์จากโครงการนี้ด้วย

โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอลที่จะต้องพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้!!

หนุ่มดิจิตอล
cybernet@thairath.co.th 

2 ก.ค. 2559 10:10 ไทยรัฐ