วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“ประยุทธ์”แข็งโป๊ก “ชู”รัฏฐาธิปัตย์เปลี่ยนผ่าน : สถานการณ์ชี้ขาด เหนือประชามติ

โลกยังคงอยู่ในภาวะอาฟเตอร์ช็อก จากผลประชามติประเทศอังกฤษออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู)

สั่นสะเทือนตลาดเงินตลาดทุนไปทั่วทุกภูมิภาค

และในสถานการณ์ที่ยุโรปกำลังเป็นโซนที่อยู่ในภาวะอ่อนไหวทางเศรษฐกิจ ล่าสุดก็ยังมาเจอกับเหตุก่อการร้ายที่ประเทศตุรกี โดยคนร้ายกราดยิงผู้คนบริเวณทางเข้าสนามบินอตาเติร์ก สนามบินนานาชาติหลักของกรุงอิสตันบูล ทำให้มีผู้เสียชีวิต 40 กว่าราย

ซ้ำบรรยากาศให้ยิ่งปั่นป่วนวุ่นวายเข้าไปอีก

ยุโรปกำลังเผชิญความเสี่ยงทั้งด้านเศรษฐกิจและการก่อการร้าย ย้อนกลับมาที่ประเทศไทยซึ่งกำลังอยู่ในโหมดของการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะมีขึ้นในวันที่ 7 สิงหาคม

สถานการณ์ยังเดินหน้าไปได้ตามโปรแกรมโรดแม็ป คสช.

ตามจังหวะผ่านจุดลุ้น “สะดุด” ไปได้ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญโดยมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 61 วรรคสอง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 มาตรา 4

จึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2557

เป็นอันว่า กระบวนการประชามติไม่มีปัญหาในเชิงกฎหมาย แต่ในขณะที่การต่อสู้กับแรงเสียดทานของฝ่ายต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ก็ยังต้องยื้อยุดฉุดกระชากกันต่อไป

โดยมีกฎหมายเป็นเครื่องมือในการคุมเชิง

ในสถานการณ์แบบที่แกนนำกลุ่มเสื้อแดง นปช.19 คน ได้ส่งทนายความเข้ายื่นหนังสือต่อพนักงานสอบสวนกองปราบปรามเพื่อขอเลื่อนการเข้ารับทราบข้อกล่าวหา

หลังนายทหารพระธรรมนูญในฐานะฝ่ายกฎหมายของ คสช.เข้าแจ้งความเพื่อให้ดำเนินคดีกับแกนนำ นปช.ในข้อหาชุมนุมเกิน 5 คน ในวันเปิดศูนย์ปราบโกงประชามติ

ถึงจุดนี้ คสช.บล็อกแกนนำเสื้อแดงไม่ให้ขยับขยายแนวรบป่วนได้

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ก็ขู่น้ำเสียงเข้มๆ ตอบโต้กรณีเครือข่าย 292 นักวิชาการและองค์กรสิทธิมนุษยชน 6 องค์กร ออกแถลงการณ์ให้ปล่อยนักกิจกรรม รวมทั้งเปิดพื้นที่การแสดงออกในช่วงการทำประชามติ

ตอนนี้อยู่ในช่วงรัฐบาลเปลี่ยนผ่าน ต้องการความสงบเรียบร้อยเป็นหลัก

ใครทำผิดกฎหมาย ใครออกมาเคลื่อนไหว จับหมด

ประเมินจากยุทธศาสตร์ก็ชัดเจน เมื่อ พ.ร.บ.ประชามติไม่มีปัญหาในการตีความเรื่องวิธีการปฏิบัติ ก็เป็นอะไรที่ คสช.ต้องยกระดับความเข้มในการบังคับใช้กฎหมาย

ล็อกฝ่ายต้าน เบรกแรงกระเพื่อมกันอย่างสุดกำลัง

ตามจังหวะที่ คสช.ยังสามารถคุมเกมป่วนภายในประเทศไทย ในขณะที่แรงเสียดทานจากภายนอกประเทศตามสถานการณ์โลกล้อมประเทศไทย

ก็อยู่ในวิสัยที่ผู้นำรัฐบาลทหารยังประคองเกมถ่วงดุลได้

ในเหลี่ยมแบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช.ขยันต่อสายตรง ส่งทีมที่ปรึกษาไปขอเข้าชี้แจงสถานการณ์ความจำเป็นในการคุมเข้มความเคลื่อนไหวทางการเมืองในประเทศไทยกับนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติอีกรอบ ภายหลังการต่อโทรศัพท์เคลียร์ด้วยตัวเองไปก่อนหน้านี้

แม้จะเป็นอะไรที่รู้กันดีว่า น้ำหนักคำพูดของผู้นำรัฐบาลทหารจะเบากว่ารัฐบาลจากการเลือกตั้ง

โดยเฉพาะกับตัวอย่างที่สะท้อน “ปมด้อย” ตามปรากฏการณ์กรณีไทยไม่ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกไม่ถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซี) หลังมีการลงคะแนนเสียงในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยที่ 69 ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

ทั้งๆที่ลงทุนค่ารณรงค์หาเสียงไปกว่า 600 ล้านบาท

ด้วยเหตุปัจจัยที่หลายฝ่ายมองตรงกันว่า สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันภายใต้รัฐบาลทหาร โดยเฉพาะปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชน ส่งผลให้ไทยแพ้โหวตเก้าอี้ในยูเอ็นเอชซี

แต่ทั้งนั้นทั้งนี้มันก็มีจังหวะหักลบกลบกระแสกัน โดยบรรยากาศด้านต่างประเทศของเมืองไทยภายใต้รัฐบาลทหารไม่ได้ย่ำแย่ไปเสียทีเดียว

เมื่อมีการยืนยันว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ตัดสินใจปรับให้ไทยพ้นจากกลุ่มประเทศในระดับ “เทียร์ 3” ในการจัดอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ (ทิปรีพอร์ท) หรือกลุ่มประเทศที่ดำเนินการไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำของกฎหมายสหรัฐฯ และไม่มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ มาอยู่ในระดับ “เทียร์ 2”

สัญญาณด้านบวกต่อการส่งออกสินค้าประมงของไทย

เบื้องต้นเลยนั่นหมายถึง “พี่เบิ้ม” สหรัฐอเมริกายังต้องให้คะแนนรัฐบาลทหาร คสช. ยอมรับเชิงบวกของ “อำนาจพิเศษ” ในการจัดการกับปมปัญหาที่คาราคาซังมานาน

ประทับใจผลงานโบแดงของรัฐบาลท็อปบูตในการลุยกู้ “ใบแดง” ปมค้ามนุษย์กันแบบสุดกำลัง

ลุยกันอย่างจริงๆจังๆไม่มีลูบหน้าปะจมูก

นี่คือจุดที่ พล.อ.ประยุทธ์และทีมงานรัฐบาล คสช.ยกเอามาเคลมเป็นเครดิต ใช้ความตั้งใจในการใช้ “อำนาจพิเศษ” เชิงบวก กลบปมด้อยของรัฐบาลทหารได้อย่างเต็มปากเต็มคำ

ตามรูปการณ์ ทีมงาน คสช.ก็ยังประคองสถานการณ์สู้แรงกระเพื่อมภายในและแรงเสียดทานจากภายนอกประเทศได้อย่างไม่ลำบากเท่าไหร่

ยังไม่ถึงจุดที่จะต้องรีบคายอำนาจ เพื่อผ่องถ่ายแรงกดดันแต่อย่างใด

และนั่นก็เลยทำให้เหมือนกับว่าจะผิดคิวไปเยอะ

กับปรากฏการณ์ขยับของกลุ่ม “นักการเมืองเก่าแก่” โดยมีตัวชูโรงอย่าง “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จากค่ายเพื่อไทย นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ จากพรรคประชาธิปัตย์ และนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล จากพรรคชาติไทยพัฒนา

นัดหารือเพื่อหาทางออกให้ประเทศ ตามเหตุเงื่อนไขที่อ้างว่า เมื่อนักการเมืองเป็นเหตุให้บ้านเมืองเดินมาถึงจุดนี้ ก็ต้องกลับไปแก้กันที่ต้นเหตุคือนักการเมือง

ตามท้องเรื่อง นักการเมืองเดินหมากข้ามช็อต

มองผ่านขั้นตอนการประชามติไปถึงการเคลียร์พื้นที่ เตรียมลงสนามเลือกตั้งกันแล้ว

ซึ่งตามแนวโน้มสถานการณ์ก็น่าจะโยงกับกระแสโลกบีบรัฐบาลทหารของไทย ในขณะที่กระแสความเคลื่อนไหวของเครือข่ายนักศึกษา นักวิชาการรุ่นใหม่ที่ตามเทรนด์กระแสโลก

แสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ต่อต้านรัฐบาลทหารหนักขึ้นทุกวัน

บรรยากาศ “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ใกล้หมดโปรโมชั่น

ผู้นำรัฐบาลทหารไม่น่าจะทนกับแรงกดดันที่ยกระดับขึ้นเรื่อยๆ

ประกอบกับกระแสประชามติของประเทศอังกฤษ ที่นายเดวิด คาเมรอน นายกรัฐมนตรีเมืองผู้ดี ได้ประกาศลาออก หลังเป็นฝ่ายสนับสนุนให้อังกฤษอยู่กับอียูต่อไป

เมื่อแพ้ประชามติก็โชว์สปิริตไม่ขออยู่ในเก้าอี้ต่อ

ซึ่งนั่นก็ทันทีทันควัน มีการโยงมาเป็นคำถามมัดคอ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องแสดงความรับผิดชอบในระดับเดียวกันกับนายกฯอังกฤษหรือไม่

ในกรณีถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย” ไม่ผ่านด่านประชามติ

อย่างไรก็ดี เมื่อประเมินอารมณ์ผ่านประโยคน้ำเสียงเขียวๆของ พล.อ.ประยุทธ์ที่สวนหมัดทันควัน

“ทำไมจะให้ผมลาออกใช่ไหม ผมไม่ออก ผมเป็นคนกำหนดกติกาของผม เขาไม่ได้มาแบบผม บ้านเมืองเขาไม่ได้มีปัญหาแบบบ้านเรา”

ชัดเจน ไม่ต้องแปลไทยเป็นไทย

ไม่ว่าจะสถานการณ์ไหน ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านด่านประชามติหรือไม่ กระแสจะไหลไปในทิศทางใด พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่มีทางปล่อยมือง่ายๆ

ในฐานะคนกำหนดกติกาเล่นเองไม่สนใจอะไรทั้งนั้น

แน่นอนมันคือการชูอำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์” คุมสถานการณ์เปลี่ยนผ่านประเทศไทย

ย้ำอย่างเป็นทางการอีกรอบ โปรดฟังอีกครั้ง

ได้ยินได้ฟังแบบนี้ “นัก
การเมืองเก่าแก่” คงหลบกันวูบวาบ อย่างมากก็แค่ชิงกระแสการนำ ทำตัวให้เด่นขึ้นมาเผื่อสถานการณ์เป็นตัวเลือกในดีลอำนาจ

ซึ่งก็ไม่แน่ใจว่าจะคุ้มกันหรือไม่กับการขยับเคลื่อนไหวยั่วให้โดนทหารหมั่นไส้ เสี่ยงกับการโดน “ของแถม” ตามมาในภายหลัง

ฐานละเมิดคำสั่งให้นั่งพักข้างสนาม

ตามอารมณ์แบบที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้ให้น้ำหนักอะไร และยังถากถางเป็นนัย ทุกวันนี้นักการเมืองก็เดินสายคุยกันอยู่แล้วทั้งในที่ลับและที่แจ้ง

แต่ใครจะแสดงบทมือประสานก็ไม่มีผล เพราะเจรจากับคนผิดกฎหมายไม่ได้

เอาเป็นว่า คนกำหนดกติกาไม่รับมุกนักการเมืองสุมหัวหาทางออกให้บ้านเมือง เบื้องต้นเลยมันก็ยังไม่ใช่เวลาที่จะปล่อยไฟเขียวสนามเลือกตั้งตามจังหวะที่นักการเมืองขยับกดดัน

ที่สำคัญกว่านั้น จับสัญญาณที่ พล.อ.ประยุทธ์เล่นบทแข็ง ชูรัฏฐาธิปัตย์ช่วงเปลี่ยนผ่าน ทำให้ประเมินได้ ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านด่านประชามติหรือไม่ก็ไม่มีผลต่อการตัดสินใจปล่อยมือจากอำนาจพิเศษ

คสช.ยึด “สถานการณ์” เหนือผลของประชามติ

ตามเงื่อนไขที่ท็อปบูตจะไม่ยอมเสี่ยงให้เสียของซ้ำซาก

ซึ่งอ่านเกมตามรูปการณ์ ระหว่างเส้นทางที่ยังไม่รู้จะยุติตรงไหน ต้องลากอำนาจพิเศษออกไปอีกนานเท่าไหร่ ผู้นำรัฏฐาธิปัตย์ก็คงต้องชั่งน้ำหนัก ประคองเกมถ่วงดุลกันไป ระหว่างการรับมือแรงกระเพื่อมภายในประเทศ กับเคลียร์แรงเสียดทานภายนอกประเทศ

ในเมื่อเราอยู่อย่างโดดเดี่ยวในโลกใบนี้ไม่ได้ แต่ก็จำเป็นต้องรักษาบ้านไว้ไม่ให้พัง

ที่สำคัญประเทศไทยแบกรับวิกฤติมากกว่านี้อีกไม่ไหวแล้ว.

“ทีมการเมือง”

2 ก.ค. 2559 08:57 ไทยรัฐ