วันจันทร์ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“มาตรา 50” กับความแตกแยก

ผลกระทบจาก “Brexit” สหราชอาณาจักร (ยูเค) ลงประชามติถอนตัวจากสหภาพยุโรป (อียู) เมื่อ 23 มิ.ย. นอกจากจะทำให้ทั่วโลกปั่นป่วน ยังสร้างความแตกแยกให้ทั้งยูเคและอียูแทบทุกองคาพยพ!

พรรคอนุรักษนิยมของนายกรัฐมนตรีเดวิด คาเมรอน และพรรคแรงงาน ฝ่ายค้านหลักของยูเค แตกแยกเละตุ้มเป๊ะไม่แพ้กัน คาเมรอนซึ่งสนับสนุนฝ่ายให้อยู่ต่อ หรือ “Remain” ต้องลาออก เปิดทางให้พรรคสรรหานายกฯใหม่ในเดือน ต.ค. ซึ่งคงมาจากฝ่ายที่รณรงค์ให้แยกหรือ “Leave”

ตัวเก็งรวมทั้งนายบอริส จอห์นสัน อดีตนายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน และนางเทเรซา เมย์ รมว.มหาดไทย ส่วนพรรคแรงงาน ยิ่งแตกแยกหนัก “รัฐมนตรีเงา” กว่าครึ่งยกโขยงลาออก ยื่นญัตติไม่ไว้วางใจ กดดันให้นายเจเรมี คอร์บิน ผู้นำพรรคไขก๊อก โทษฐานนำทัพรณรงค์ฝ่าย Remain ไม่เอาไหนจนพ่ายแพ้

ประชามติครั้งนี้ยังทำให้สังคมและครอบครัวแตกร้าวลึก คล้ายกรณี “เสื้อเหลือง” และ “เสื้อแดง” ในบ้านเรา กลุ่มคนหนุ่มสาวจำนวนมากที่เห็นต่างด่าทอกันเอง และขุ่นแค้นกลุ่มคนสูงวัยซึ่งส่วนใหญ่ลงมติให้ถอนตัวจากอียู โดยโพลของ “ไมเคิล แอชครอฟต์” ระบุว่า กลุ่มคนหนุ่มสาวอายุ 18-24 ปี และ 25-34 ปี ลงคะแนนให้ยูเคอยู่ในอียูต่อไปถึงร้อยละ 73 และ 62 ตามลำดับ ส่วนผู้สูงวัยอายุ 65 ปีขึ้นไปลงคะแนนขอถอนตัวถึงร้อยละ 60

หนุ่มสาวบางคนเสียดสีว่าพวกคนแก่ยุค “เบบี้บูม” ซึ่งมีการงานมั่นคงแล้ว มีบำนาญเลี้ยงชีพสูงๆ นอกจากจะทำให้ราคาที่อยู่อาศัยพุ่งและประเทศจมกองหนี้ ยังทำให้ลูกหลานที่ยังต้องดิ้นรนต่อสู้สร้างฐานะต้องลำบากกันยาวนาน บางคนพูดว่า “ขอบคุณพวกเบบี้บูมที่ช่วยตอกตะปู
ปิดฝาโลงดอกสุดท้ายให้คนรุ่นเรา”!

ส่วนผู้นำ “สกอตแลนด์” ที่ลงมติขออยู่ต่อถึงร้อยละ 62 ต่อ 38 ก็ขุ่นแค้น ขู่จะจัดการลงประชามติแยกเอกราชจากยูเคครั้งที่ 2 หรือไปเจรจาขออยู่กับอียูต่อไป แม้แต่ “ยิบรอลตา” ดินแดนเล็กๆในยูเคก็ขู่จะไปซบอียู

ขณะที่ฝ่ายชาตินิยมขวาจัดและพวกต่อต้านอียูในหลายประเทศได้ทีเรียกร้องให้จัดการลงประชามติแยกตัวบ้าง จึงมีศัพท์ใหม่ๆโผล่ขึ้นเป็นดอกเห็ด เช่น Frexit (ฝรั่งเศส), Nexit (เนเธอร์แลนด์), Oexit (ออสเตรีย), Swexit (สวีเดน), Fixit (ฟินแลนด์), Dexit (เดนมาร์ก), Gerxit (เยอรมนี) และ Italexit (อิตาลี)

ส่วนความแตกร้าวระหว่างยูเคกับสมาชิกอียูอื่นๆ อีก 27 ชาติยิ่งสาหัส เพราะฝ่ายอียูเห็นว่ายูเคทำป่วนขั้นโลกาวินาศ จะฉุดรั้งให้อียูและทั้งโลกที่เศรษฐกิจย่ำแย่อยู่แล้วลงเหวลึกไปด้วย

อียูซึ่งมี “เยอรมนี” และ “ฝรั่งเศส” เป็นพี่ใหญ่ พยายามลดความแตกตื่น โดยประกาศจะผนึกกำลังอียูให้แข็งแกร่งกว่าเดิม ขณะเดียวกัน ก็กดดันให้ยูเครีบประกาศใช้ “มาตรา 50” เปิดการเจรจาถอนตัวโดยเร็วที่สุด เพราะยิ่งล่าช้าจะยิ่งทำให้เกิดความไม่แน่นอน เป็นผลร้ายต่อเศรษฐกิจ ตลาดหุ้น ตลาดเงินทั่วโลกช่วงนี้ “มาตรา 50” จึงเป็นคำยอดฮิต เพราะมันคือ “หัวใจ” ของ “Brexit” ก็ว่าได้!

มาตรา 50 อยู่ใน “สนธิสัญญาลิสบอน 2007” ว่าด้วยการรวมอียู มีแค่ 5 พารากราฟสั้นๆและคลุมเครือ พูดถึงเรื่องสิทธิในการถอนตัวจากอียู โดยระบุว่า เมื่อชาติสมาชิกใดตัดสินใจถอนตัว จะต้อง “ประกาศใช้สิทธิ” (Trigger) มาตรา 50 เสียก่อนจึงจะเริ่มต้นเจรจาถอนตัวได้

การประกาศใช้มาตรา 50 ประเทศนั้นๆ ต้องส่งจดหมายแจ้ง “สภายุโรป” (European Council) ซึ่งประกอบด้วยผู้นำชาติสมาชิกอียูทั้งหมดบวกกับประธานสภายุโรป (ปัจจุบันคือนายโดนัลด์ ทัสค์) หรือใช้วิธีแถลงอย่างเป็นทางการต่อที่ประชุมสภายุโรปก็ได้ แต่ชาติที่ขอถอนตัวต้องเป็นผู้แจ้งเองเท่านั้น โดยไม่มีกำหนดเวลาว่าต้องแจ้งเมื่อไหร่ และไม่มีใครบังคับได้ ดังนั้น ยูเคจึงมีสิทธิ์ “เตะถ่วง” ได้โดยไม่มีกำหนด

แต่ถ้าประกาศใช้มาตรา 50 แล้ว ยูเคและอียูมีเวลาเจรจากัน 2 ปีเต็ม เพื่อหาข้อตกลงว่าจะมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไรต่อไป ถ้ายังตกลงกันไม่ได้ก็อาจขยายเวลาได้ แต่ยูเคและชาติสมาชิกอียูต้องตกลงเป็นเอกฉันท์

มาตรา 50 ยังระบุว่าชาติที่ถอนตัวแล้วมีสิทธิ์ขอกลับเข้าเป็นสมาชิกอียูได้ภายใต้มาตรา 49 แต่ต้องเริ่มกระบวนการเจรจาขอเป็นสมาชิกใหม่ทั้งหมด นับจาก “ศูนย์” เหมือนตุรกี เซอร์เบีย และแอลเบเนียขณะนี้

มีนักกฎหมายชี้ว่ายูเคมีสิทธิ์กลับลำ ไม่ยอมประกาศใช้มาตรา 50 หรือเมินผลประชามติ เพื่ออยู่ในอียูต่อไป เพราะรัฐสภาไม่มีข้อผูกมัดตามกฎหมายให้ต้องปฏิบัติตามประชามติใดๆ

ยูเคยังอาจใช้วิธียุบสภาเลือกตั้งใหม่ โดยถ้ามีพรรคใดประกาศนโยบายชัดเจนว่าถ้าตนชนะเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากได้ตั้งรัฐบาล จะไม่ถอนตัวจากอียู และเกิดชนะขึ้นมาจริงๆ อาจ “หักดิบ” ให้ยูเคอยู่ในอียูต่อไป หรืออาจจัดการลงประชามติใหม่ อ้างว่าให้โอกาสประชาชนตัดสินใจว่าจะรับรองผลประชามติรอบแรกหรือไม่

เป็นทางเลือก “แหกกฎ” ที่ยากจะเกิดขึ้น แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้!

บวร โทศรีแก้ว

2 ก.ค. 2559 08:49 ไทยรัฐ