วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฝังดีเอ็นเอต้านคอร์รัปชัน "สมคิด" มั่นใจภาพลักษณ์ประเทศขยับดีขึ้น

“สมคิด” ชี้ดัชนีวัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันของไทยในอนาคตจะดีขึ้นในสายตาชาวโลก แนะฝังดีเอ็นเอให้คนไทยต้านการทุจริต ปล่อยไปจะเป็นมะเร็งร้าย เดินหน้าประสาน 2 เสาหลักภาครัฐร่วมประชาสังคมแก้โกง ด้านคลังเตรียมสรุปมาตรการภาษีหนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมภายใน 2 สัปดาห์

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานเสวนา “มาตรการภาคธุรกิจ ต้านทุจริตติดสินบน” ว่า ที่ผ่านมารัฐบาลได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันไปแล้วหลายด้าน เช่น การออก พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐ การเปิดเผยข้อมูลโครงการของรัฐผ่านเว็บไซต์ การมีข้อตกลงคุณธรรม การส่งเสริมให้เอกชนมีระบบบัญชีเดียว การจัดทำระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือเนชั่นแนล อี-เพย์เม้นต์ และการผลักดันแผนให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความง่ายต่อการทำธุรกิจ ซึ่งเมื่อสำเร็จแล้วจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยดีขึ้น และยังมีผลต่อการจัดอันดับของสถาบันจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยให้ปรับดีขึ้นด้วย

“นายกรัฐมนตรีเอาใจใส่กับเรื่องแก้ไขปัญหาการทุจริต โดยได้ตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) ขึ้นมา จนปัจจุบันปัญหาหลายอย่างได้พัฒนาดีขึ้น วัดได้จากดัชนีชี้วัดภาพลักษณ์คอร์รัปชัน ซึ่งตั้งแต่ปี 2548-2558 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 68 จาก 168 ประเทศทั่วโลก และตกลงหนักสุดคือปี 2555 อยู่ที่อันดับ 102 แต่หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเข้ามาและตั้ง คตช.ขึ้นมาแก้ไขลำดับของไทยก็ค่อยๆดีขึ้น จนปีล่าสุดมาอยู่อันดับ 76 และจากนี้ไปสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่จะส่งผลให้ปีต่อๆไป อันดับของไทยจะดีขึ้น”

นายสมคิดกล่าวด้วยว่าการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ต้องอาศัย 2 เสาหลักคือ ภาครัฐและองค์กรอิสระ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ต้องเข้มแข็ง อีกเสาหนึ่งคือภาคประชาสังคม ที่ต้องมีความเข้มแข็ง ขณะที่เรื่องของบทลงโทษต้องมีความเฉียบขาด และต้องทำให้เป็นเยี่ยงอย่าง ซึ่งถ้า ป.ป.ช.เห็นว่า ตรงไหนที่อยากให้รัฐบาลช่วย รัฐบาลก็พร้อมให้ความร่วมมือ

“เรื่องคอร์รัปชันนั้น ถ้าคนเรารู้ว่าการทุจริตเป็นสิ่งที่ไม่ดี ขัดต่อคำสอนทางศาสนา แล้วยังฝืนทำและยอมรับในสิ่งที่ผิดเป็นถูก จะเหมือนกับมะเร็งร้ายที่ค่อยๆ ซึมเข้าไปในสังคมไทยในอนาคตข้างหน้า ในอดีตเวลาพูดถึงการทำไม่ดี การทุจริตคอร์รัปชันคนจะหลีกเลี่ยง แต่ถ้าในอนาคตเราไม่ดูแลให้เต็มที่จะกลายเป็นว่าทุจริตได้ เศรษฐกิจเสื่อมโทรมไม่เป็นไร แต่ถ้าคนไทยเสื่อมโทรมด้วยศีลธรรมจรรยา ประเทศจะยืนอยู่ไม่ได้ ดังนั้นถ้าดูหลายๆประเทศที่ขึ้นไปสู่จุดที่เจริญมากจู่ๆ ก็พลิกผันลงมากลายเป็นรัฐที่ล้มเหลวเพราะการคอร์รัปชัน ดังนั้นจึงต้องจัดการให้เด็ดขาด และต้องปลูกฝังไว้ในดีเอ็นอีของคนไทยให้ต่อต้านการคอร์รัปชัน”

ขณะที่ นายบัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย กล่าวว่าปัจจุบันมีภาคเอกชนของไทยเป็นสมาชิกของโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (ซีเอซี) จำนวน 700 บริษัทเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลัก– ทรัพย์จำนวน 370 บริษัท และเป็นบริษัทที่ได้รับการรับรองการเป็นบริษัทที่มีมาตรการรองรับการทุจริตแล้ว 168 บริษัท ทั้งนี้หากภาครัฐกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯว่าให้บริษัทเอกชนทุกแห่งที่จะทำธุรกรรมจัดซื้อจัดจ้าง ต้องทำกับบริษัทที่จัดทำมาตรการป้องกันการทุจริตภายในองค์กรเท่านั้นก็จะทำให้ช่วยลดปัญหาการทุจริตลงได้

พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาภาครัฐได้ออก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในเรื่องความรับผิดของนิติบุคคล และบทบาทของภาคเอกชนในการป้องกันการให้สินบน และจากนี้ไปจะออกคู่มือแนวทางการกำหนดมาตรการควบคุมภายในที่เหมาะสมสำหรับนิติบุคคลในการป้องกันการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐตามมาตรา 123/5 ให้สอดรับกับมาตรการของสากล และป้องกันทุจริตให้เข้มงวดมากขึ้น

ด้านนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่าจะเห็นความชัดเจนของมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคม ได้ภายใน 2 สัปดาห์นี้ โดยรัฐบาลมีนโยบายให้บริษัทเอกชนไทย เข้าไปช่วยเหลือสังคม และพัฒนาท้องถิ่น เพื่อเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ซึ่งเชื่อมั่นว่าบริษัทเอกชนไทย จะสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ตรงเป้าหมาย ทำให้เกิดผลดีต่อประเทศในภาพรวม โดยค่าใช้จ่ายต่างๆที่เกิดขึ้น บริษัทเอกชนจะสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้มาตรการภาษีที่สนับสนุนให้บริษัทขนาดใหญ่ เข้าไปช่วยเหลือบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ทั้งการจัดหาแหล่งเงินทุน และการให้ความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการ และระบบบัญชี รวมถึงการอัพเกรดโปรแกรมต่างๆ คาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ภายใน 2 สัปดาห์นี้ โดยเบื้องต้น หากบริษัทขนาดใหญ่นำเงินลงไปช่วยเหลือเอสเอ็มอีมีวงเงินจำนวน 10,000 บาท จะสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ 20,000 บาท หรือประมาณ 2 เท่า เพื่อเป็นการลดความเหลื่อมล้ำของประเทศนอกจากนี้รัฐบาลยังมีแผนที่จะจัดตั้งกองทุนฟื้นฟูเอสเอ็มอี ที่มีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอล เพื่อให้บริษัทเหล่านั้น สามารถมีเงินทุนไปฟื้นฟูกิจการ และแข่งขันได้ต่อไป คาดว่าจะเห็นความชัดเจนได้ภายใน 2 สัปดาห์นี้เช่นกัน.

“สมคิด” ชี้ดัชนีวัดภาพลักษณ์คอร์รัปชันของไทยในอนาคตจะดีขึ้นในสายตาชาวโลก แนะฝังดีเอ็นเอให้คนไทยต้านการทุจริต ปล่อยไปจะเป็นมะเร็งร้าย เดินหน้าประสาน 2 เสาหลักภาครัฐร่วมประชาสังคมแก้โกง ด้านคลังเตรียมสรุปมาตรการภาษีหนุนวิสาหกิจ 2 ก.ค. 2559 01:22 ไทยรัฐ