วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จากเงินล้านเหลือ 50 สต. บทเรียนผีพนัน บ้านแตก ติดคุก หวิดตายยกครัว!

"ใครบ้าง?!! ที่ต้องเกือบเอาชีวิตไปทิ้งไว้กับการพนันฟุตบอล...!"

หนังชีวิต(จริง) ของเขาและเธอคนนี้ ยินดีถ่ายทอดประสบการณ์ผ่านตัวหนังสือในฐานะ 'อดีตนักพนันฟุตบอล' ให้ 'ซอซิ่ม' แห่ง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้นำเรื่องราวของพวกเขามาแชร์กับสังคมไว้เป็นอุทาหรณ์ให้หลายคนได้ฉุกคิด! โดยเฉพาะเหล่านักพนันทั้งหลายที่กำลังตกอยู่ในห้วงวงจรนี้จนเข้าเส้น ซึ่งหากว่าคุณมีเวลา เราขอเพียง 20 นาที ให้คุณใจจดใจจ่อไปกับเรื่องราวในวันนี้ ที่ต้องบอกว่า เข้มข้นไปด้วยความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนนำมาซึ่งบทเรียนราคาแพง สมกับคำพูดที่ว่า หายนะการพนันนั้น...มีอยู่จริง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่! 

>> เรื่องราวของหญิงสาวที่ใช้ชีวิตผิดพลาด จนเกือบพาตายยกครัว! 

น.ส.ก้อย (นามสมมติ) อายุ 36 ปี เริ่มต้นเล่าถึงเส้นทางก่อนเข้ามาสู่วงจรการพนันฟุตบอลว่า เราเป็นคนหนึ่งที่เกิดและโตมาท่ามกลางอบายมุข เป็นเด็กเกเร กินเหล้า เที่ยวเตร่กลางคืน ติดยาเสพติด ใช้ชีวิตผิดพลาดจนตั้งท้องตอนอายุ 16 ปี ทำให้ต้องออกจากโรงเรียนไปมีครอบครัว กระทั่งอายุย่างเข้า 19 ตัดสินใจแยกทางกับสามีและลูก จนต้องออกมาใช้ชีวิตตัวคนเดียว

ต่อมาก็ไปพักอาศัยอยู่กับเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ซึ่งทำอาชีพเป็นโต๊ะบอล ด้วยความที่เราเองก็ไม่มีงานการทำ ไม่มีวุฒิการศึกษา จะไปสมัครงานที่ไหนก็คงยาก ชีวิตก็ต้องกินต้องใช้ จึงตัดสินใจลองทำโต๊ะบอลกับเพื่อน เพราะไม่ต้องลงทุน เริ่มแรกก็ลองไปเป็นคนเดินโพย คืนแรกได้เงินมาเป็นหลักหมื่นบาท เป็นเงินก้อนครั้งแรกในชีวิต ซึ่งความรู้สึกตอนนั้นถือว่าเยอะมาก และรู้สึกว่าได้มาง่าย โดยไม่ต้องลงแรงเหนื่อยตากแดดตากฝน จนสุดท้ายเงินก้อนแรกก็หมดไปกับการเที่ยวกลางคืนและยาเสพติด เพราะคิดว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ก็คงได้มาอีก...

หลังจากนั้นเราก็เดินโพยส่งโต๊ะบอลมาเรื่อยๆ จนยึดเป็นอาชีพหลัก ทุกคืนเพื่อนก็จะพาไปทำความรู้จักกับผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการโต๊ะบอล ทำให้เริ่มได้ลูกค้ามากขึ้น มีคนรู้จัก มีสังคม และเริ่มมีเครดิต แต่จู่ๆ วันหนึ่งกลับลืมส่งโพยให้โต๊ะบอล เป็นเงินหลักแสนบาท ซึ่งบังเอิญเป็นความโชคดีที่ บอลไม่เข้า นั่นเท่ากับเงินก้อนนั้นกลายเป็นของเราไปโดยปริยาย ในความรู้สึกตอนนั้นคือ “เงินเยอะจังวะ กำไรดีขนาดนี้ หรือเราจะอุ้มรับไว้เอง” โดยแทบไม่ได้นึกถึงเงินที่ต้องเสียเลย...

ผันตัวเองเป็นโต๊ะบอล หวังเงิน หลงระเริง ใช้ชีวิตสวยหรู

น.ส.ก้อย เล่าต่อว่า ด้วยเงินเป็นปัจจัยหลัก จากเด็กเดินโพยที่ได้เพียงค่าน้ำ ก็ตัดสินใจวางตัวเองเป็นเจ้ามือโต๊ะบอล ช่วงปีแรกๆ ดวงดีไม่มีตก มีรายได้คืนละเป็นหลักแสนบาท เพราะลูกค้าเราไม่ได้เล่นคู่ละ 500 หรือหลักพัน แต่ละคู่เล่นไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นถึงหลักแสนบาท ยิ่งช่วงที่คนเล่นเยอะ บางคืนมีรายได้เหยียบล้าน ถือเป็นช่วงที่เฟื่องฟูที่สุดในการทำอาชีพนี้ จนเริ่มใช้ชีวิตหลงระเริงไปกับทุกสิ่ง ใช้เงินซื้อทุกอย่างที่อยากได้ ทั้งกระเป๋าแบรนด์เนม กระเป๋าหลุยส์ นาฬิกา เที่ยวกลางคืน ซื้อยาเสพติด มีเวลาใช้ชีวิตสวยหรูสุขสบายนานนับปี 

มีมาก็มีไป! เส้นทางชีวิตเริ่มล้มเป็นโดมิโน เมื่อมีหนี้หลักล้าน

จากสิ่งที่กำลังหลงระเริง ชีวิตมีแต่คำว่า ‘เงิน’ กระทั่งเข้าสู่ช่วงปีที่ 2 เงินเริ่มเข้าและออกมากพอๆ กัน บางคืนเสียมากถึง 5-6 แสนบาท ดวงเริ่มตก ชีวิตก็ล้มเป็นโดมิโน อย่างคืนนั้นรับมา 3 แสน ในช่วงที่ไม่มีเงินทุนเลย เมื่อลูกค้าได้ เราก็ไม่มีเงินให้เขา สุดท้ายก็ต้องหาทางออกโดยการไปเป็นผู้เล่นแทงบอลกับโต๊ะอื่น 3 แสนบาท เพื่อหวังเอาเงินมาจ่ายให้ลูกค้า แต่กลายเป็นว่าเราเสีย แถมได้หนี้สินเพิ่มมาอีก 3 แสนบาท จนเริ่มมีหนี้สินทบไปเรื่อยๆ จากหลายโต๊ะ เป็นหลักล้านบาท เมื่อไม่มีเงินชดใช้ จึงตัดสินใจเอาของรัก ทั้งกระเป๋า นาฬิกา รวมถึงสิ่งของเครื่องใช้ไปขาย เพื่อเอาเงินมาใช้หนี้ แต่สุดท้ายก็ใช้ไม่หมด

“ช่วงนั้นยอมรับว่าเครียดมาก เพราะเราเริ่มทำวงการนี้ไม่ได้แล้ว ไม่มีใครเชื่อถือ ไม่มีเครดิต จนวันที่นั่งเล่นยาเสพติดก็คิดชั่ววูบขึ้นมาว่า จะไปค้ายาเสพติด แต่ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น เพื่อนรักโดนจับ ข้อหาค้ายาเสพติด มีโทษจำคุก 13 ปี เราก็ไปเยี่ยมเพื่อนในเรือนจำทุกสัปดาห์ จนวันหนึ่งทราบข่าวจากเรือนจำว่า เพื่อนที่เรารักที่สุด เสียชีวิตจากการใช้ยาเกินขนาด ชีวิตตอนนั้นทั้งมืดมน หมดหนทาง ผิดหวัง และเสียใจมากที่สุด...”

หนี้สินล้นมือ เจ้าหนี้ตามเช็กบิล ครอบครัวติดร่างแหซวยไปด้วย

มาถึงจุดนี้ ผู้สื่อข่าวถามเธอว่า สุดท้าย...เราหาทางออกให้กับชีวิตอย่างไร และปัญหาหนี้สินหลักล้านที่อยู่ตรงหน้า เธอชดใช้มันมาด้วยวิธีใด? เธอเล่าว่า “เมื่อชีวิตดูเหมือนจะถึงทางตัน แต่ก็ต้องเดินหน้าต่อไป จึงตัดสินใจแบกหน้าไปขอความช่วยเหลือจากผู้หลักผู้ใหญ่ในวงการให้ช่วยเกลี้ยกล่อมเจ้าหนี้ให้ ซึ่งแม้ว่าจะมีแบ็กคุ้มกะลาหัว แต่สุดท้ายก็ยังมีเจ้าหนี้รายอื่นๆ ที่ยังคงตามทวงหนี้โดยใช้วิธีข่มขู่สารพัด ทั้งขับรถตาม ขับมอเตอร์ไซค์มาเบิ้ลเครื่องใส่เพื่อกดดันให้เรากลัว ช่วงนั้นต้องใช้ชีวิตอย่างหลบๆ ซ่อนๆ แทบไม่กล้าออกไปไหน แต่แล้ววันหนึ่ง รับสายจากพี่ชายว่า “มีคนมาล็อกบ้าน ทุกคนติดอยู่ข้างใน เด็กๆ หลานๆ ก็ไปโรงเรียนไม่ได้” ด้วยความที่เราเป็นลูกไม่รักดี ออกจากบ้านมาตั้งแต่เด็ก ไม่สนใจใคร ไม่เคยโทษตัวเอง ก็ตอบกลับไปว่า “จะโวยวายอะไรกันนัก ก็แค่โดนล็อกบ้าน ไม่ได้มีใครตายซะหน่อย!!!” จนสิ่งที่พี่ชายตอบกลับมานั้น ทำให้เรารู้สึกจุกขึ้นมาว่า “ถ้าไฟไหม้บ้านตอนนี้ หรือเกิดเหตุฉุกเฉิน ไม่ตายทั้งครอบครัวเหรอ...!?” เราน้ำตาคลอขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว ได้แต่ถามตัวเองว่า นี่เราทำทุกคนเดือดร้อนมานานแค่ไหนแล้ว!...”

จนวันหนึ่ง ‘พ่อ’ ซึ่งไม่เคยพูดกับเรามาเป็นเวลานาน กลับพูดขึ้นมาว่า “พ่อขออะไรอย่างหนึ่งได้ไหม เลิกพนัน เลิกยาเสพติด แล้วกลับไปเรียนหนังสือ ทำให้พ่อสักครั้งได้ไหม...” ตอนนั้นเราอายุย่างเข้า 25 ก็รู้สึกว่า พ่อไม่เคยขอ ไม่เคยพูดเรื่องนี้กับเรา แต่ทำไมอยู่ๆ ถึงมาพูดแบบนี้ และด้วยความที่ไม่เคยโทษตัวเองเช่นเคย ก็พูดตอกกลับไปว่า “ที่ชีวิตหนูพัง เป็นแบบนี้ก็เพราะพ่อ พ่อเสพยามาตั้งแต่หนูยังเด็ก ก็ไม่เห็นพ่อจะเลิก” ตอนนั้นคิดว่าพ่อจะต้องด่าเหมือนเมื่อก่อน แต่วันนี้สิ่งที่ท่านตอบกลับมาคือ “พ่อจะเลิกเพื่อหนู” สุดท้ายท่านก็ค่อยๆ เลิกจริงๆ ทำให้เราฉุกคิดขึ้นมาอีกครั้งว่า แล้วเราเคยทำอะไรเพื่อท่านบ้างหรือยัง...!?

จากเคยมีเงินล้าน เหลือเพียงเหรียญ 50 สตางค์ ต้องกลืนน้ำลายประทังชีวิต!

ผู้สื่อข่าวยิงคำถามต่อไปว่า สุดท้ายเราผ่านจุดนี้มาได้อย่างไร? เธอจึงเล่าถึงจุดพลิกผันที่ทำให้เธอกลับมาเป็นผู้เป็นคนปกติทั่วไปว่า หลังจากใช้ชีวิตไปเรื่อยๆ โดยไม่มีงานทำ และไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวงการพนันบอลเลี้ยงชีพได้อีกแล้ว ชีวิตตอนนั้นมีเพียงแค่เงินซื้อมาม่า ไข่ต้ม พอประทังชีวิตให้ผ่านพ้นไปวันๆ จนกระทั่งถึงวันที่เหลือเงินในกระเป๋าเพียงเหรียญ 50 สตางค์ 2 เหรียญ อยากจะดื่มน้ำสักหยดยังทำได้แค่กลืนน้ำลายตัวเอง สุดท้ายเมื่อหมดหนทาง จึงตัดสินใจโทรไปหาญาติห่างๆ เพื่อขอไปทำงานด้วย และรับปากว่าจะกลับตัวเป็นคนใหม่ เขาก็ให้โอกาสเราไปทำงานเกี่ยวกับงานถ่ายเอกสาร แต่สุดท้าย เมื่อได้เงินเดือนครั้งแรกมาไม่ถึงหมื่นบาท ก็รู้สึกว่าอยากลองเล่นพนันอีกครั้ง ก็แทงไป 2 คู่ คู่ละ 500 บาท แต่กลับเป็นครั้งแรกที่รู้สึกเสียดายเงินที่สุดในชีวิต เหมือนเอาเงินไปทิ้งเปล่าๆ เมื่อนึกย้อนกลับไป ยังรู้สึกว่า โชคดีที่วันนั้นเสีย เพราะถ้าเกิดได้ขึ้นมา ก็ไม่แน่ ชีวิตเราอาจจะกลับไปสู่วงจรเดิมอีก...

“สุดท้าย มาถึงวันนี้ เราเลิกขาดหมดทุกอย่าง ทั้งการพนันและยาเสพติด กลับมาใช้ชีวิตเหมือนคนปกติทั่วไป กลับไปอยู่บ้านกับพ่อ คอยดูแลท่าน ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ทำให้ท่านภูมิใจเหมือนได้ลูกสาวคนเดิมกลับมา แต่ก็เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เพราะไม่ถึง 3 ปี ท่านก็จากเราไป แต่อย่างน้อยก็ยังมีโอกาสได้อยู่กับท่านจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต”

ก่อนจบบทสนทนา เธอกล่าวทิ้งท้ายกับทีมข่าวฯ ว่า ปัจจุบันเธอทำงานด้านหนังสือ เขียนพ็อกเกตบุ๊กและเพาะปลากัดขาย ชีวิตตอนนี้มีความสุขมาก จึงอยากจะฝากถึงหลายๆ คนที่ยังติดอยู่ในวังวนนี้ว่า "ไม่มีใครได้ทุกวัน ทุกอย่างก็แค่ 50:50 วันนี้เราอาจจะหลงระเริงว่าเงินเยอะจัง หรือว่าได้มาง่ายจัง แต่สุดท้ายแล้วก็แค่ผ่านมาและผ่านไป เมื่อวันที่เราไม่มี เราจะไปหาจากไหน คือสิ่งที่เราต้องคิดต่อ จะไปค้ายาเสพติด หรือไปเป็นขโมย จุดจบสุดท้ายชีวิตก็พังอยู่ดี แค่จะช้าหรือเร็วเท่านั้นเอง หายนะการพนันมีอยู่จริง ไม่เชื่ออย่าลบหลู่!” น.ส.ก้อย กล่าว.

----- ### -----

>> เมื่อเขาคนนี้...ดึงตัวเองไปอยู่ในวงจรพนันบอลซ้ำแล้วซ้ำเล่า ด้วยเงินเป็นปัจจัยหลัก แต่แล้ววันหนึ่ง ถึงจุดสะกิดให้ชีวิตเปลี่ยน! เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเขานับจากนี้?...

ก่อนเริ่มบทสนทนา เขาคนนี้เปรยกับทีมข่าวฯ ว่า “มีเงินก็เหมือนราชา ไม่มีเงินก็เหมือนหมาตัวหนึ่ง มีเงินก็มีคนยอมรับ มีเงินก็มีอิทธิพล” แรงบันดาลใจแรกที่นำไปสู่ความล้มเหลวในชีวิต...

นายวัชระ (ไม่ขอเปิดเผยนามสกุล) อายุ 26 ปี ย้อนถึงเส้นทางชีวิตก่อนจะหลวมตัวเข้าไปอยู่ในวงจรพนันฟุตบอลว่า ชีวิตเราเกิดและโตมากับอบายมุขรอบตัว เริ่มรู้จักและเล่นการพนันมาตั้งแต่ประถม ประเภทแรกที่เล่นคือ ไพ่ จนรู้ตัวว่าเป็นคนชอบและติดการพนันมาตั้งแต่นั้น กระทั่งอายุ 12 ปี ต้องย้ายไปเรียนต่อ ม.1 ที่โรงเรียนในตัวเมือง ซึ่งอยู่ไกลจากบ้าน ด้วยความที่ไม่ชอบนั่งรถประจำทาง จึงรู้สึกว่าจะต้องมีรถมอเตอร์ไซค์ให้ได้

"เมื่อเข้ามาสู่รั้วโรงเรียนใหม่ สภาพแวดล้อมใหม่ๆ และเพื่อนใหม่ เพื่อนรอบข้างคุยกันแต่เรื่องฟุตบอล ส่วนตัวไม่ได้ชอบหรือดูฟุตบอลเลย จนเพื่อนสนิทที่เป็นคนเดินโพยบอลมีเงิน มีของเล่นเยอะ เราก็รู้สึกว่าอยากมีบ้าง และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ของการแทงบอลครั้งแรกกับเพื่อน ด้วยเงินเพียง 5-10 บาท" 

หลังจากวันนั้นก็เล่นมาเรื่อยๆ ได้บ้างเสียบ้าง โดยที่ไม่ได้คิดอะไร เพราะส่วนตัวชอบการพนันอยู่แล้ว ก็ยิ่งรู้สึกว่าสนุก จนเริ่มรู้จักโต๊ะบอล ก็ลองเข้าไปเล่นจากคำชักชวนของเพื่อนว่า ลงทุนน้อยแต่ได้เงินมากกว่าการแทงหวย ครั้งแรกก็แทงไปคู่ละ 20-30 บาท ได้บ้างเสียบ้างไปเรื่อยๆ เล่นทุกคืน จนรู้สึกว่าติดการพนันแบบขาดไม่ได้ เคยได้เงินพนันมามากที่สุด 2,000-3,000 บาท ก็เอาไปซื้อของไร้สาระ ของเล่นตามประสาเด็กผู้ชาย รถบังคับ อยากได้อะไรก็ซื้อ และเที่ยวกลางคืน 

กระทั่งย่างเข้าสู่ ม.2 เริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีเครดิตดี ไม่เคยเป็นหนี้ เราแทงเราได้ เราเสียก็จ่าย จากเด็กแทงบอลสู่เด็กเดินโพย ตอนนั้นมีเงินเยอะขึ้น มีรายได้เป็นหลักหมื่นบาท ได้ซื้อของชิ้นที่ใหญ่กว่า เป็นรถมอเตอร์ไซค์ในราคา 6 หลัก 

จากเด็กเดินโพยกินค่าน้ำหลักหมื่น ผันตัวเองสู่โต๊ะบอลด้วยอายุเพียง 14 

เมื่อ 'เงิน' เป็นแรงบันดาลใจแรก แน่นอนว่าแม้จะมีแล้ว ก็ยังอยากจะมียิ่งๆ ขึ้นไป จากเด็กเดินโพยที่ได้เพียงเปอร์เซ็นต์ค่าน้ำค่าเดิน ผันตัวเองไปเป็นเจ้ามือโต๊ะบอล "ตอนนั้นรู้สึกว่ากล้าได้กล้าเสีย ลูกค้าส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มนักศึกษาและวัยทำงาน วงเงินที่แทงก็เป็นหลักพัน ยิ่งในช่วงบอลทัวร์นาเมนต์ โดยเฉพาะรอบชิง ยิ่งทำให้เรามีรายได้เป็นหลักแสนบาทต่อคืน ช่วงแรกๆ ทุกอย่างดูจะราบรื่น มีเงิน มีเครดิต ใช้ชีวิตเต็มที่ แจกเพื่อนฝูง" นายวัชระ เล่าถึงช่วงแรกของการเป็นโต๊ะบอล

ชีวิตไม่ได้ราบรื่นไปตลอด! เส้นทางเริ่มสะดุด ฉุดให้หยุดพนัน 

นายวัชระ เล่าถึงเส้นทางการพนันต่อว่า เมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งเล่นก็ยิ่งหมดตัว เพราะด้วยความที่เรายังเด็กด้วย โดนโกงบ้าง ไม่จ่ายบ้าง ทุกอย่างดูรวดเร็วไปเสียหมด มาไวไปไว จนทำให้เราต้องหยุดการพนันไปพักหนึ่ง... จนช่วงเข้าสู่ ม.2 ตอนปลาย เรากลับเข้ามาสู่วงการพนันอีกครั้ง กลับมาเป็นผู้เล่นใหม่ แต่การเล่นครั้งนี้ เริ่มมีหนี้สิน ก็ต้องไปเล่นโต๊ะอื่นเพื่อหวังจะแก้มือ สุดท้ายก็ทบกันไปเรื่อยๆ จากหลายๆ โต๊ะ จนมีหนี้สะสมเป็นเงินหลักแสนบาท ช่วงนั้นก็โดนตามทวงหนี้ถูกข่มขู่สารพัด ตามมาถึงบ้าน ขู่จะฆ่า จนต้องหนีไปอยู่กับเพื่อน และออกจากโรงเรียน เพื่อหาเงินมาใช้หนี้ ก็ตัดสินใจไปทำงานรับจ้างทั่วๆ ไป และค้ายาเสพติดไปด้วย จนเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งก็เอาไปใช้หนี้หมด

คิดผิดชีวิตพัง! จุดพลิกผัน ก่ออาชญากรรมใช้หนี้ ติดคุก 5 ปี 

“เวลาผ่านไปจนอายุราวๆ 15 ปี เรากลับมาสู่วงจรนี้อีกครั้ง... แต่ด้วยความที่เข็ดกับการเป็นหนี้ เราก็ใช้วิธีเล่นน้อยๆ เล่นเท่าที่มีเงิน สุดท้ายก็ไม่รอด มีหนี้สินอีกรอบ แต่ทางออกของครั้งนี้กลับนำไปสู่จุดเปลี่ยนตลอดชีวิต เมื่อเราเลือกทางเดินผิด ไปจี้ปล้นคน จนต้องติดคุกไปนานถึง 5 ปี หมดอนาคต หมดทุกอย่าง ชีวิตในเรือนจำแสนจะมืดมน ไม่มีอิสระ คิดถึงพ่อทุกวัน เพราะเรามีกันอยู่สองคนพ่อลูก ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนให้เราได้มีเวลาคิดทบทวนอะไรได้มากมายว่า ทุกอย่างเป็นผลมาจากการกระทำของเรา ผิดก็ยอมรับผิด” นายวัชระ เล่าถึงจุดพลิกผันของชีวิต

บทเรียนราคาแพง! ใช้ความผิดพลาดเป็นครู กำหนดชีวิตไม่ทำผิดอีก

หลังจากออกมาก็กลับไปใช้ชีวิตอยู่กับพ่อ และไม่กลับไปยุ่งเกี่ยวกับการพนันและยาเสพติดอีกเลย ปัจจุบันเป็นประธานบริษัทอสังหาริมทรัพย์แห่งหนึ่ง และเป็นเจ้าของมีธุรกิจเต็นท์รถและร้านกาแฟ ซึ่งต้องบอกว่า 5 ปีที่ขาดอิสรภาพทำให้เข็ดมาก

บทเรียนครั้งนี้สอนอะไรมากมายว่า "แท้จริงแล้ว เงินซื้อไม่ได้ทุกอย่าง อิสรภาพไม่ได้มีอยู่ทุกที่ และทุกอย่างอยู่ที่ตัวเรา อย่าไปโทษว่าเราอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายแค่ไหน หากเราไม่ยุ่งก็คงไม่มีใครบังคับได้ และอยากจะฝากในฐานะที่เคยผ่านมาก่อนว่า วันนี้เราอาจจะหลงระเริงกับของที่เราอยากได้ จนต้องเอาชีวิตเอาอนาคตไปแลกมา แต่สุดท้ายเมื่อเวลาผ่านไป มันก็แค่ของชิ้นหนึ่ง แต่การติดคุกเป็นเหมือนตราบาปที่จดจำไปชั่วชีวิต หรือบางคนอาจโชคร้ายโดนเจ้าหนี้ฆ่าทิ้ง เพราะฉะนั้น ชีวิตเรา เรากำหนดเอง อยู่ที่เราจะเลือก"

“หลายคนมองว่าพนันฟุตบอลเป็นเกมที่ได้เงินมาง่ายและเยอะ ในฐานะที่เราผ่านจุดนี้มาก่อน อยากบอกว่า เงินมีมาก็มีไป วงการนี้เป็นการค้า เพราะฉะนั้น ตราบใดที่คุณไม่ใช่เจ้ามือ คุณก็ไม่มีทางรวย เพราะต่อให้เล่น 5 วัน โอกาสที่จะได้ก็แค่ครั้งเดียวหรือไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ไม่เชื่อลองคิดบวกลบดูว่า ได้กับเสีย อย่างไหนมากกว่ากัน” 

นอกจากนี้ นายวัชระ ยังฝากข้อคิดทิ้งท้ายด้วยว่า “เชื่อว่า ณ วันนี้ ใครที่กำลังตกอยู่ในวังวนพนัน ต่อให้เตือนแค่ไหนก็คงไม่ฟัง เพราะผมก็เคยผ่านจุดนั้นมาก่อน จนกว่าที่คุณจะเจอด้วยตัวเอง ว่า สุดท้ายแล้วไม่มีใครหรอกที่จะช่วยคุณ และไม่มีใครหรอกที่จะอยู่ข้างคุณ นอกเสียจากพ่อแม่ ฉะนั้น อย่ามองเห็นท่านเมื่อตอนที่คุณหมดหนทางแล้ว เพราะถึงเวลานั้นมันอาจจะสายเกินไป...”

สุดท้ายแล้ว... คุณยังจะเข้าไปแตะมันอยู่อีกหรือ...!?

• สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์
 สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ reporter.thairath@gmail.com 
หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ