วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไทยเฮขยับ 'เทียร์2' แก้ค้ามนุษย์ มีพัฒนาการ

สุดารัตน์อัด มาร์คคิดเก่า

“ประยุทธ์” ปิดประตู “หญิงหน่อย” ชวนนักการเมืองถกหาทางออกประเทศ สวดยังไม่ใช่เวลา ไม่ใช่เรื่องมาบังคับให้เอาคนนั้นคนนี้มา ลั่นถ้าจะคุยจะจัดเอง “สุดารัตน์” ติงผู้มีอำนาจอย่ากลัว สัปดาห์หน้าลุยจับเข่าคุยอดีต ส.ส. ปัดแอ็กชั่นปูทางคุมพรรคเพื่อไทย แนะ “มาร์ค” เลิกคิดเก่าทำเก่า เป็นนักการเมืองต้องกล้ารับผิดชอบต่อประชาชน ปชป.จี้คิดเซ็ตซีโร่ทบทวนให้ดี “นิพิฏฐ์” ซัดไล่ทุบ ปชต.เพิ่มความเข้มแข็งเผด็จการ ด้าน “จตุพร” เชื่อ รธน.ผ่านล้างไพ่สลายทุกพรรค เปิดช่องผุดพรรคทหาร มัดตราสังแกนนำ 111-109 ชวดลงสนาม “วัฒนา” ดักคอผู้นำคายอำนาจตามสัญญา หัวหน้า คสช.สั่งดู ก.ม.ทบทวนคำสั่งหลัง “เสี่ยไก่” บินพบ “ทักษิณ” กกต.บังคับใช้ ก.ม.ประชามติเข้มข้น “สมชัย” ไม่ทบทวนกฎเหล็กทำได้-ไม่ได้

จากกรณีที่นักการเมือง นำโดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำกลุ่ม กทม. พรรคเพื่อไทยจะนัดกับอดีต ส.ส. พรรคการเมืองต่างๆ ร่วมหารือ ช่วยกันหาทางออกให้ประเทศ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ไม่เห็นด้วยจะทำให้ผู้มีอำนาจหวาดระแวง ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ออกมา ตอกย้ำว่า การพูดคุยเพื่อสร้างการปรองดอง ถ้าจะคุยก็จะเป็นคนจัดเอง แต่วันนี้ยังไม่ใช่เวลา

“บิ๊กตู่” ลั่นถกปรองดองถึงเวลาลุยเอง

เมื่อเวลา 12.45 น. วันที่ 30 มิ.ย. ที่ทำเนียบ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ระบุบนเวทีวันสิ่งแวดล้อมโลก เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ว่าถูกกดดันจากภายนอกให้ปรองดองกับการทำผิดกฎหมาย ตรงนี้มีใครกดดันให้ซูเอี๋ยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า สื่อไม่รู้เลย หรือ ก็นักการเมืองหลายคนพูดผ่านสื่อต่างๆ จะรวม กลุ่มหารือกัน แล้วเคยพูดหรือไม่ว่าจะพูดเรื่องกฎหมายกันอย่างไร เหมือนกับพูดว่าถ้าประเทศชาติจะสงบ ไม่เกิดความขัดแย้งอีกต่อไปก็ต้องมาพูดคุยกัน ตรงนี้ตนไม่เถียง อย่างไรมันก็ต้องคุย แต่ถามว่าถ้าคุยแล้วมีข้อเสนอแทรกมาว่าจะต้องอย่างนั้นอย่างนี้ ตนรับไม่ได้ ต้องเอาสิ่งที่จะเดินข้างหน้าว่าจะเดินอย่างไร ส่วนเรื่องมีปัญหาเอาไว้ข้างๆ คดีความต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไปต่อสู้กันเอาเอง ตนไม่เกี่ยวตรงนั้นอยู่แล้ว ถ้าอย่างนี้คุยได้ แล้วไม่ต้องมาคุยเยอะ จะมาบังคับตนว่าเอาคนนั้นคนนี้มาคุยไม่ใช่เรื่อง ถ้าจะคุยตนจะจัดเอง แต่วันนี้ยังไม่ใช่เวลาในรัฐธรรมนูญเขียนไว้อยู่แล้วเรื่องการปรองดองสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ก็มีคณะกรรมการ จะมาถามตนวันนี้ได้อย่างไร

ต้องคุยสร้างสรรค์ไม่ใช่ปลุกขัดแย้ง

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่านายกฯมีแนวคิดจะจัดเวทีปรองดองขึ้นมา พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ตนคิดมานานแล้ว แต่มันยังไม่ได้เวลา ทำไมจะไม่คิด ต้องคิดเพราะตนให้ตั้ง สปท. มีคณะกรรมการปรองดอง ปฏิรูป ตรงนั้นก็ว่ากันไป และก็ยังคิดไม่จบ แต่ถ้าจะทำต้องศึกษาเรื่องเหล่านี้ แต่ตนไม่ได้สั่ง สปท.เพราะเป็นหน้าที่ของเขา ตนตั้งคณะกรรมการแต่ละชุดมาแม้จะเป็นหน้าที่ของตน แต่สิ่งใดที่มอบหมายไปแล้วต้องไปทำมา ทั้งรัฐธรรมนูญหรืออะไรก็ตาม เขาทำหน้าที่มาอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ไม่ใช่จะไปลงโทษ กัน ถ้าไม่ผ่าน เพราะตั้งใจทุกคนถ้าทุกคนคิดว่าจะพูดคุยหารือกัน ต้องหารือในสิ่งที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่มาหารือสร้างความขัดแย้งโครมๆอยู่ทุกวัน นั่นไม่ใช่พฤติกรรม มันไม่ได้ ดังนั้นการจะไปคุยกับคนมีพฤติกรรมแบบนี้คงคุยยาก วันนี้ตนต้องทำประโยชน์สร้างสรรค์เพื่อประเทศชาติ ปัญหาเก่าเอาไว้ข้างๆ เขาเรียก พุท อะ ไซด์ (put a side) แล้วแก้ไปเดินหน้าประเทศ อย่าเอาปัญหาความขัดแย้งวันนี้และอดีตตีกัน ตนก็เดินหน้าไปไม่ได้ ปฏิรูปก็เกิดไม่ได้อยู่ดี แค่จะเดินประชามติไปเลือกตั้ง มันยังยากขนาดนี้เลย คิดเอาแล้วกัน

ดู ก.ม.กันใหม่หลัง “วัฒนา” พบ “ทักษิณ”

เมื่อถามถึงกรณีนายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว. พาณิชย์ เดินทางไปพบนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่สิงคโปร์ว่า ไม่มีผลอะไรกับตนหรือ คสช. แล้วสื่อยอมรับกับการที่สองคนนี้เจอกันเหรอ ตนไม่เดือดร้อนอะไรอยู่แล้ว สังคมดูเอาเองว่าคนเหล่านี้เป็นอย่างไร เมื่อเรียกร้องอยากไปต่างประเทศก็ผ่อนปรนให้ พอให้แล้วกลับมาถามว่าจะเกิดผลกระทบอะไรกับตนหรือไม่ ผลกระทบเกิดกับทุกคน คนที่ขอต้องรับไว้ด้วยตนให้แล้ว ไม่ให้ก็บ่นให้ก็บ่น คนให้ต้องมารับผิดชอบอีก ดีเหมือนกัน เดี๋ยว คสช.พิจารณาเอง นายวัฒนาได้ไปเพราะอะไรรู้กันไหมจริงๆ เขาไม่ได้ไปหรอก ติดคดีต้องไปขอศาล ก่อนหน้านี้ศาลห้ามเดินทางออกนอกประเทศ ถ้าจะไปต้องขออนุญาตศาล และครั้งนี้ไม่ต้องมาขอตนเพราะปล่อยหมดแล้ว ใครมีคดีให้ไปขอศาล และที่นายวัฒนาโพสต์ขอบคุณตนนั้น ขอบคุณเรื่องอะไร เพราะไม่ได้ให้เขา มีคนดีๆอีกหลายคนที่น่าให้เขาแต่ตนเลือกให้ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม ไปแล้วสร้างปัญหาอะไรอีกก็ต้องกลับมาดูกันใหม่ คสช.และฝ่ายกฎหมายดูอยู่

บอกหิวข้าวแหย่พวกยั่วระวังจะโดน

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯตอบคำถามวันนี้ด้วยอารมณ์นิ่งๆ เพราะดาวยั่วทำงานไม่เป็นผลใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “พอดี ผมแก่แล้ว ดาวยั่วไม่ได้มีผลอะไรกับผม เพราะเป็นผู้สูงวัย แต่พวกยั่วมากๆ ระวังจะโดน”

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ก่อนให้สัมภาษณ์ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวแก่ผู้สื่อข่าวด้วยน้ำเสียงเนือยๆแบบราบเรียบว่า มีอะไรให้สื่อถามมาเลย เนื่องจากประชุมข้าว (คณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวแห่งชาติ : นบข.) นานยังไม่ได้กินข้าว หิวข้าว

หยัน “เจ๊หน่อย” ชิงธง หน.พรรค

นายวันชัย สอนศิริ สมาชิก สปท. กล่าวถึงกรณีคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ออกมาพูดเรื่องนักการเมืองนัดคุยเรื่องหาทางออกประเทศว่า เป็นการพูดจาปราศรัยบนเวทีเสวนาเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องจริงจัง จนนักการเมืองจะมานั่งคุยกัน แค่พูดกันเล่นๆ บนเวที แล้วไปต่อความยาวสาวความยืด ทหารกับผู้เกี่ยวข้องรักษาความสงบ เรียบร้อยบ้านเมือง ไม่ควรให้ค่า เนื้อแท้ 3 คนในข่าว ทั้งจากพรรคเพื่อไทย ชาติไทยพัฒนา หรือประชาธิปัตย์ ทางการเมืองใครก็รู้ เข้ากันไม่ได้อยู่แล้ว อีกทั้งมาในนามบุคคล ไม่ใช่ในนามพรรค ไม่มีอำนาจพลังใดๆ ที่ทหารต้องไปตื่นตระหนกตกใจ พูดแล้วเดี๋ยวก็หายไปกับสายลม โดยเฉพาะคุณหญิงสุดารัตน์ ต้องการเป็นข่าว สร้างกระแสชิงธงนำเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย สร้างค่าให้ใครบางคนเห็นว่าตัวเองเชื่อมได้ทั้งทหาร และพรรคการเมือง แต่แท้ที่จริงแล้ว เป็นที่ยอมรับของพรรคตัวเองจริงๆ หรือไม่ ไม่มีใครรู้ แต่สิ่งที่ตนเห็นด้วย คือนักการเมือง อย่ามัวแต่ไปโทษทหารที่ปฏิวัติ แต่นักการเมืองควรไปนั่งคุยกันเองว่า จะปรับปรุงตัวเองอย่างไรไม่ให้ทหารออกมาปฏิวัติอีก ถ้านักการเมืองดีเสียอย่าง ทหารก็ปฏิวัติไม่ได้ ปรับปรุงตัวดีกว่ามาคิดจะแย่งอำนาจจากทหารเท่านั้น

“สุดารัตน์” เดินหน้าจับเข่าคุยอดีต ส.ส.

ที่วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำภาค กทม. พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงแนวคิดการนัดหารืออดีต ส.ส. เพื่อ แก้ปัญหาประเทศในสัปดาห์หน้าว่า ใครเห็นด้วยก็มาพูดคุย ซึ่งไม่ใช่แนวคิดตนคนเดียว แต่เกิดจากวงเสวนาที่มหาวิทยามหิดลที่ผ่านมา ตัวแทนคณาจารย์และนักการเมืองมีความเห็นตรงกัน ทั้งนี้ การพูดคุยกันเป็นทางออกที่ดี ผู้มีอำนาจอย่ากลัว ควรให้สิทธิและถ้าผู้มีอำนาจเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อประชาชนต้องเปิดโอกาสให้คุยกัน ทั้งนี้ตนไม่ได้มีอำนาจอะไร แต่อยากเห็นการแก้ไขปัญหา ดังนั้น ยืนยันว่าสัปดาห์จะเดินหน้าพูดคุยกับทุกฝ่ายที่เห็นด้วยกับแนวทางนี้ ทั้งนักการเมือง นักวิชาการ อย่างไรก็ตาม ต้องพยายามไม่ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย และยืนยันไม่ได้ทำอะไรที่สร้างความวุ่นวาย คงไม่ต้องขออนุญาตคสช. ส่วนเรื่องดังกล่าวได้คุยกับผู้ใหญ่ในพรรค 2 คนเท่านั้น แต่ยังไม่ได้หารือกับทางพรรคอย่างเป็นทางการ

ปัดปูทางคุม พท.ไม่ได้ยินตั้งพรรคใหม่

เมื่อถามถึงกระแสข่าวจัดตั้งพรรคการเมือง คุณหญิงสุดารัตน์ตอบว่า เพิ่งได้ยินเรื่องนี้เป็นครั้งแรก ตอนนี้จะพูดคุยกันยังพูดคุยไม่ได้ และไม่เกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคต ยืนยันว่าที่ออกมาเคลื่อนไหวในช่วงนี้ ไม่ใช่เพื่อหวังปูทางเป็นแกนนำพรรค ส่วนกรณีศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มาตรา 61 วรรคสอง ไม่ขัดรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวเปิดโอกาสให้ตีความได้กว้างขวางก็จริง แต่กฎหมายเป็นแค่เครื่องอำนวยให้เกิดระเบียบการอยู่ร่วมกัน หากตีความในทางบวกและสร้างสรรค์จะเป็นคุณ ทำให้สถานการณ์เดินต่อไปได้ เมื่อถามว่า ประชามติจะเกิดอีก 1 เดือนข้างหน้า กังวลใจเรื่องใดหรือไม่ คุณหญิงสุดารัตน์ ตอบว่า กังวลและห่วงเพราะถึงแม้รัฐบาลจะตัดสินใจใช้วิธีประชาธิปไตยในการลงประชามติ แต่ควรให้สิทธิเสรีภาพและพื้นที่ในการแสดงความเห็นอย่างสร้างสรรค์แก่ทุกฝ่าย หากรัฐบาลกังวลจะคุมสถานการณ์ไม่ได้ ควรจะเปิดเวทีให้คนมีความเห็นหลากหลายมาพูดคุยกัน

สวน “มาร์ค” ต้องกล้ารับผิดชอบ

วันเดียวกัน คุณหญิงสุดารัตน์ได้โพสต์เฟซบุ๊กว่า ยังไม่ทันที่จะได้เริ่มพูดคุยกันเพื่อแสวงหาความร่วมมือแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ก็มีคำตอบจากหัวหน้าพรรคการเมืองเก่าแก่ ในลักษณะปิดฉากการปรึกษาหารือ การที่เราจะหันหน้ามาพูดคุยกัน น่าจะเป็นหนทางแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องมิใช่หรือ สาเหตุของปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมืองทุกวันนี้ประการหนึ่ง เกิดจากนักการเมืองทะเลาะขัดแย้งกัน มุ่งเอาชนะกันในทุกวิถีทาง ที่ผ่านมาเรายังขัดแย้งกันไม่พอหรือ ประชาชนยังยากลำบากไม่พอหรือ ไม่ใช่เป็นเพราะนักการเมืองไม่หันมาพูดคุยเพื่อปฏิรูปแก้ไขกันเองหรือ ที่เป็นสาเหตุข้ออ้างให้เกิดการทำรัฐประหาร คิดว่าถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งที่เป็นนักการเมืองเหมือนกัน ควรรับผิดชอบ โดยเฉพาะนักการเมืองบางท่าน ต้องเลิกคิดแบบเก่าๆ ทำแบบเก่าๆ เหมือนกับที่เคยทำมาได้แล้ว คือทำเรื่องบ้านเมือง ให้เป็นเรื่องการเมือง ถ้าหากนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ จะถูกหัวหน้าพรรคสั่งห้ามไม่ให้มาร่วมพูดคุยปรึกษาหารือก็ไม่เป็นไร เข้าใจเงื่อนไขข้อจำกัดของคุณนิพิฏฐ์ดี แต่ขอเห็นต่างจากหัวหน้าพรรคของนายนิพิฏฐ์ที่เกรงว่าผู้มีอำนาจจะหวาดระแวง ถ้านักการเมืองได้มาพูดคุยกันเพื่อหาทางออก เพราะนักการเมืองต้องมีความกล้าหาญที่จะรับผิดชอบต่อประชาชน เพราะคนที่ตนเกรงใจมากกว่าคือประชาชน

“องอาจ” จี้คนคิดเซ็ตซีโร่ทบทวนให้ดี

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวเซ็ตซีโร่สลายพรรคการเมืองว่า ยังมองไม่เห็นเหตุผลชัดเจนว่า มีจุดประสงค์จะเซ็ตซีโร่พรรคการเมืองเพื่อ อะไร แต่ทั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์หรือส่วนตัวไม่เห็นด้วย พรรคการเมือง มีพัฒนาการมานานระดับหนึ่งแล้ว พรรคใหม่ๆ ก็ให้จดทะเบียนกันไป ส่วนพรรคการเมืองเก่า ไปจดทะเบียนใหม่จะยุ่งยาก ควรให้เขาคงสภาพเดิมต่อไป เพราะมีสมาชิกพรรค มีการบริหารจัดการเป็นระบบแล้ว หากใครมีความคิดเซ็ตซีโร่พรรคการเมือง ควรทบทวนใหม่ดีๆ ยัง มองไม่เห็นว่าจะเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างไร ตรงกันข้ามจะก่อให้เกิดความยุ่งยากกับพรรคการเมืองในปัจจุบัน

ซัดทุบ ปชต.เพื่อเผด็จการเข้มแข็ง

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวการเซ็ตซีโร่ พรรค การเมืองว่า การยึดอำนาจระยะหลัง ผู้ยึดอำนาจจะคงสถานะพรรคการเมืองเอาไว้ โดยห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง ยึดอำนาจคราวนี้ก็เช่นกันคงสถานะแต่ห้ามเคลื่อนไหว แต่ถ้าต่อไปใครก็ตาม มีแนวคิดไกลไปถึงขนาดจะเซ็ตซีโร่ หรือยุบพรรคการเมืองเริ่มต้นใหม่ ให้จดทะเบียนใหม่ จะทำลายกระบวนการประชาธิปไตยอย่างย่อยยับที่สุด ปรากฏการณ์นี้ ระยะหลังไม่ค่อยเกิด ถ้ายุบพรรคการเมืองถามว่า อะไรจะเกิดขึ้น 1.พรรคการเมือง จะมีผู้ทัศนคติทางลบกับผู้ใช้อำนาจยุบพรรคแน่นอน 2.พรรคการเมืองจะขัดแย้งกันเอง จะเหมือนในอดีตที่พรรคการเมืองแย่งกันใช้ชื่อพรรคการเมืองเดิมในการจดทะเบียน จนจดทะเบียนลงเลือกตั้งไม่ได้ ดังนั้น พนันได้เลยว่าถ้ามีการเซ็ตซีโร่ยุบพรรค มีเหตุผลเดียวคือ ผู้ทำต้องการให้พรรคการเมืองและระบอบประชาธิปไตยอ่อนแอ แต่ระบบเผด็จการจะเข้มแข็งขึ้นมา แทนระบอบประชาธิปไตยแน่นอน

“จตุพร” เชื่อ รธน.ผ่านโละล้างไพ่ใหม่

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวในรายการมองไกล ผ่านยูทูบถึงการทำประชามติ ว่า ส่วนตัวยังเชื่อว่าวันที่ 7 ส.ค. ที่เป็นวันลงประชามติจะไม่เกิดขึ้นจริง หากดูจากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ประชาชนคงจะตัดสินใจไม่ยากว่าจะตัดสินใจอย่างไรกับร่างรัฐธรรมนูญ เชื่อว่าหากร่างรัฐธรรมนูญผ่านจะเกิดการล้างไพ่ใหม่ทั้งหมด ด้วยการยกเลิกพรรคการเมืองทุกพรรค เปิดให้ย้ายพรรคได้อย่างเสรีไม่มีเงื่อนไขเรื่องระยะเวลา เปิดช่องให้เกิดพรรคทหาร แต่เชื่อว่าไปไม่รอดเหมือนเช่นในอดีต ส่วน การควบคุมตัวนักศึกษา 7 คนนั้นเรื่องนี้ไม่จบง่ายๆ หากผู้มีอำนาจมีดวงตาที่ไม่เห็นธรรม ไม่มีใครมีอำนาจตลอดไป มีแต่จะเสื่อมอำนาจลงไป อยู่ที่จะเลือกเสื่อมอำนาจในวันที่มีเกียรติ หรือวันที่ไม่เหลืออะไรเลย

ทำนายแกนนำ 111–109 ชวดลงสนาม

จากนั้นนายจตุพรกล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ถึงการปฏิรูป ส.ส.ว่า สิ่งที่เป็นห่วงในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ มาตรา 98 (11) ที่กล่าวถึงคุณสมบัติต้อง ห้ามผู้ลงสมัครเลือกตั้งว่าเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่า ทุจริตเลือกตั้ง เพราะบรรดาบ้านเลขที่ 111 และ 109 ถ้าว่าตามลายลักษณ์อักษรข้อนี้จะไม่มีสิทธิรับสมัครเลือกตั้ง เป็นการเขียนที่รอการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ เป็นความจริงที่แสนเจ็บปวด จึงพออนุมานได้ว่าสมาชิกบ้านเลขที่ 111 และ 109 จะมีชะตากรรมอย่างไร สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ การไม่ยอมรับความจริงจากประชาชน พอแพ้เลือกตั้งบอกว่า คู่ต่อสู้ซื้อเสียงเข้ามา วันนี้ที่บ้านเมืองไปไหนไม่ได้เพราะคนเลวสถาปนาตัวว่าเป็นคนดี เมื่อตัวตนที่เป็นคนเลวปรากฏ จึงสร้างความดีให้เกิดขึ้นในแผ่นดินไม่ได้

“ณัฐวุฒิ” ไม่กลัวเดินหน้าจัดรายการ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า แม้มาตรา 61 วรรค 2 ยังมีผลบังคับใช้ การจัดรายการให้ความรู้ประชาชนชื่อ “รัฐธรรมนูญมีชัย ประเทศไทยเดินหน้าหรือถอยยาว” ทางพีซทีวี เวลา 18.30 น. เริ่มตอนแรก 1 ก.ค. ยังเดินหน้าต่อไป มั่นใจว่าไม่เป็นความผิด รายการที่จัดโดย กกต.เลือกข้างชัดเจน ส่วนกรณีที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ห่วงใยนั้น ไม่กลัว รู้ว่าอะไรทำได้หรือไม่ สิ่งที่ กกต.ควรห่วงคือการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชน

“สุเทพ” ตีปี๊บ รธน.สร้าง ส.ส.น้ำดี

ขณะที่เวลา 14.00 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) กล่าวผ่านโปรแกรม “เฟซบุ๊กไลฟ์” บนเฟซบุ๊ก Suthep Thaugsuban (สุเทพ เทือกสุบรรณ) สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการปฏิรูปนักการเมืองว่า รัฐธรรมนูญนี้บัญญัติเกี่ยวกับ ส.ส. ตั้งแต่มาตรา 83 ถึงมาตรา 106 อ่านแล้ว ชอบใจมาก เพราะกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัคร ส.ส.ไว้แข็งแรง โดยห้ามบุคคลบางประเภทไม่ให้ลงเลือกตั้งในมาตรา 98 มีการเพิ่มบุคคลต้องห้าม จากรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ที่สำคัญเมื่อมาเป็น ส.ส.แล้วกฎหมายยังสั่งห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน เพื่อจะไปสร้างผลงานในพื้นที่ตัวเอง หรือหากินกับงบประมาณแผ่นดิน ไม่ให้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือแทรกแซงในการบรรจุ ตั้งแต่ง โยกย้ายข้าราชการ จะมี ส.ส.ที่ทำงานนิติบัญญัติออกกฎหมายเพื่อรับใช้ประชาชน และได้ ส.ส.ดีในสภาฯจากรัฐธรรมนูญนี้

จวกอย่าใช้คำวินิจฉัยปิดปาก ปชช.

ส่วนกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่ามาตรา 61 วรรคสองของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 นั้น นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกฯ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ไม่เหนือความคาดหมาย ผู้มีอำนาจทั้งหลายจะยิ่งอ้างบิดเบือนกฎหมายประชามติเพื่อข่มขู่ปิดปากประชาชนมากขึ้น ต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยไปอีกทางหนึ่ง ประชาชนอาจไม่ได้รับการคุ้มครองอยู่ดี เพราะยังมีคำสั่ง คสช.ที่อยู่เหนืออำนาจศาลทั้งหลาย อยากให้ผู้มีอำนาจหยุดใช้อำนาจตามอำเภอใจ อย่าใช้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาปิดปากประชาชน

“วัฒนา” ดักคอผู้นำให้ทำตามสัญญา

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊ก “พูดแล้วจำด้วยนะครับ ท่านผู้นำ” ว่า เชื่อที่ท่านผู้นำประกาศในการเปิดงานวันสิ่งแวดล้อมโลกว่า ไม่มีใครมาสั่งให้ท่านยึดอำนาจ ท่านทำของท่านเอง เนื่องจากการยึดอำนาจคือการทำผิดกฎหมาย ทั้งยังเป็นเรื่องเลวร้ายที่ทั่วโลกประณาม การทำเรื่อง ที่ไม่ดีแบบนี้คงไม่มีใครไปสั่งหรือแนะนำให้ท่านทำ ท่านน่าจะคิดเองทำเองโดยไม่ต้องสงสัย แต่ที่ตนติดใจคือคำพูดของท่านที่ว่าประชาชนเท่านั้นที่สั่งให้ท่านปล่อยอำนาจได้ ถ้าประชาชนไม่อยากให้ทำท่านจะได้เลิกแล้วกลับไปอยู่ที่เดิม จึงขอให้พี่น้องประชาชนร่วมเป็นพยานกับคำประกาศของท่านผู้นำที่ถือเป็นสัญญาประชาคม โดยจะคอยดูเช่นกันว่าในวันที่ 7 ส.ค. ประชาชนจะออกมาบอกว่าอยากให้ท่านเลิกแล้วหรือไม่ เมื่อผลออกมาแล้วกรุณาทำตามที่พูดด้วย อย่าให้เสียศักดิ์ศรีชายชาติทหารเพราะมันน่าอาย

“วิรัตน์” ห่วง รธน.ถูกบิดเบือนหนักขึ้น

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาว่ามาตราที่ 61 วรรค 2 ของ พ.ร.บ.ประชามติไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว 2557 ว่า หลังจากนี้ กกต.คงจะมีเครื่องมือทำให้การออกเสียงประชามติวันที่ 7 ส.ค. เป็นไปด้วยความเรียบร้อยมากขึ้น ถ้าถามตนต้องยอมรับว่ายังขาดความมั่นใจกับการทำงานของ กกต.อยู่ว่าจะมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ แม้จะมีอำนาจก็ตาม ตอนนี้มีขบวนการกลั่นแกล้งบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญออกมาเป็นระยะภายใต้การบงการของคนแดนไกล เชื่อว่าจะมีให้เห็นเป็นระยะ และคาดว่าจะมีต่อไป อาทิ บิดเบือนว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่าน นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคจะต้องถูกยกเลิก บิดเบือนว่าการจ่ายเบี้ยยังชีพคนชราจะไม่มีอีกแล้ว

อย่าวิตกข่าวป่วนล้มประชามติ

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกระแสข่าวบางฝ่ายระบุว่า อาจมีการล้มการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า เป็นการสร้างกระแสของบางกลุ่มบางพรรค เพื่อใช้เคลื่อนไหวหวังประโยชน์ดิสเครดิตรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เชื่อว่าพรรคการเมืองและต่างประเทศส่วนใหญ่ยังคงเชื่อมั่นรัฐบาลว่าจะรักษาสัญญาประชาคมเดินตามโรดแม็ปที่ประกาศไว้ เชื่อว่าทุกพรรคจะไม่มีใครขัดขวางการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มีแต่ให้ความร่วมมือ ข่าวปล่อยต่างๆ ช่วงใกล้วันลงประชามติ เป็นแค่การป่วนเพื่อดักทางว่าจะไม่มีการจัดการเลือกตั้งเกิดขึ้นตามโรดแม็ปเท่านั้น รัฐบาลอย่าได้วิตกกังวลประชามติจะผ่านหรือไม่เป็นอีกเรื่อง รัฐบาลคงเตรียมการรองรับไว้แล้ว

กกต.ลั่นใช้ ก.ม.เข้มข้นเหมือนเดิม

เมื่อเวลา 10.00 น. นายสุวพงศ์ จั่นฝั่งเพ็ชร บรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ และนายอรุณ วัชระสวัสดิ์ คอลัมนิสต์นักเขียนการ์ตูน หนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ เข้าชี้แจงต่อนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านบริหารงานเลือกตั้ง กรณีเว็บไซต์มติชนออนไลน์เผยแพร่ภาพการ์ตูนมีถ้อยคำก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อร่างรัฐธรรมนูญ ภายหลังหารือนาน 1 ชั่วโมง นายสมชัยแถลงว่า บรรณาธิการข่าวหนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ยอมรับว่าภาพการ์ตูนดังกล่าวลงในหนังสือพิมพ์มติชนสุดสัปดาห์ช่วงวันที่ 4-10 ก.ย.58 เป็นการ์ตูนระบุเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ไม่ใช่เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญปัจจุบัน และยอมรับว่าภาพการ์ตูนที่ถูกโพสต์นั้นเนื้อหาเป็นเท็จ ไม่ได้มีเจตนาจะทำซ้ำ เป็นความผิดพลาดทางเทคนิค ถือว่าจบจะไม่ดำเนินคดี ส่วนการที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่ามาตรา 61 วรรคสอง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติฯ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญว่า ไม่ได้ทำให้ กกต.เข้มงวดการบังคับใช้กฎหมายแตกต่างไปจากเดิม ทุกอย่างยังเหมือนเดิมเดินหน้าไปสู่การทำประชามติโดยสุจริตและเที่ยงธรรม อย่าปลุกระดมโดยใช้ประชามติเป็นเครื่องมือให้วุ่นวายหรือเพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม

ไม่ทบทวนประกาศฯทำได้–ทำไม่ได้

นายสมชัยกล่าวว่า ส่วนที่นายจอน อึ๊งภากรณ์ ผอ.โครงการอินเตอร์เนตเพื่อกฎหมายประชาชน (ILAW) เสนอให้ทบทวนประกาศ กกต.อะไรทำได้ไม่ได้ในการออกเสียงประชามติ ขอยืนยันว่าประกาศ กกต. เหมาะสมแล้วไม่ได้เขียนเพื่อจำกัดสิทธิเสรีภาพใครทั้งสิ้น การแสดงความเห็นใครจะรับหรือไม่รับ พูดได้แต่ต้องมีเหตุผล มีคนแค่ 3 กลุ่มเท่านั้นที่จะเดือดร้อนจากประกาศนี้ คือ 1.ทุจริตชน คือคนที่คิดและเอาเรื่องเท็จมาพูด 2.กักขฬะชน คือคนที่ใช้ถ้อยคำหยาบคายก้าวร้าวมาพูด 3.คนที่ชอบปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวาย จึงไม่จำเป็นต้องทบทวน ความจริง ILAW เมื่อใช้กระบวนการทางกฎหมายยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน และศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยแล้ว ควรยอมรับผลของคำวินิจฉัย ถ้าไม่ยอมรับก็ไม่ควรจะยื่นเรื่องตั้งแต่แรก

โฆษก กรธ.ขู่ “เสี่ยไก่” ระวังผิด ก.ม.

นายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกรณีนายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำพรรคเพื่อไทย สวมเสื้อไม่รับร่างรัฐธรรมนูญถ่ายรูปคู่กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า ถ้าถ่ายส่วนตัวแล้วไม่นำไปขยายผลก็ไม่เข้าข่ายผิดกฎหมายประชามติ แต่หากไปโพสต์ต่ออ้างว่าคนนั้นคนนี้ส่งเสริมให้เห็นดีเห็นงามน่าจะผิดกฎหมาย และต้องติดตามต่อไปว่านายวัฒนาจะเอาภาพนี้ไปทำอะไรต่อไปหรือไม่ คนในภาพมีความสำคัญในฐานะอดีตหัวหน้าพรรคและอดีตนายกฯ ต้องมองเจตนาว่าจะนำภาพนี้ไปเผยแพร่เช่นใด เช่น ถ้าเอาไปรณรงค์ทำโปสต์การ์ดไปเหน็บไว้ตามประตูบ้านของประชาชนน่าจะเข้าข่ายผิดกฎหมาย เพราะทำปริมาณมาก แสดงวัตถุประสงค์ชัดเจน แม้จะไม่มีข้อความใต้ภาพแต่เจตนารณรงค์ก็ผิด หรือหากนายทักษิณถ่ายกับคนอื่นที่ใส่เสื้อไม่รับร่างรัฐธรรมนูญจำนวนมากหลายๆคน จะเข้าข่ายลักษณะชักจูงใจ เพราะเป็นการทำซ้ำให้นำไปเผยแพร่ก็ผิดชัดเจน เรื่องนี้ต้องอาศัยเรื่องกรรมเป็นเครื่องชี้เจตนา จะบอกว่าดารานักร้องมีแฟนคลับมาขอถ่ายอาจฟังยาก การไม่ทักท้วงหรือรู้ว่าเป็นสิ่งผิดแล้วยอมเป็นส่วนหนึ่งของการเผยแพร่ โดยไม่คัดค้านเสมือนสนับสนุนการกระทำผิดนั้น

สปท.ตั้ง กก.ร่าง ก.ม.ปฏิรูป

ที่รัฐสภา นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกคณะกรรมการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (วิป สปท.) แถลงว่า วิป สปท.มีมติ แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาและจัดทำร่างกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ตามคำสั่งของ ร.อ.ทินพันธ์ นาคะตะ ประธานสปท. โดยมี พ.ต.ต.ยงยุทธ สาระสมบัติ เป็นประธาน ให้มีอำนาจหน้าที่ ศึกษา วิเคราะห์ จัดทำแนวทาง ข้อเสนอแนะและเนื้อหาสาระของร่างกฎหมายว่าด้วยแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ โดยคำนึงถึงการบูรณาการแผนการปฏิรูปทุกด้านให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ และมีหน้าที่ยกร่างกฎหมายดังกล่าวตามมาตรา 259 ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับลงประชามติด้วย และเพื่อให้การปฏิรูปประเทศบรรลุตามเป้าหมายจะต้องประกาศใช้กฎหมายนี้ภายใน 120 วัน นับตั้งแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญใหม่

“ปชต.ใหม่” บุกเยี่ยม 7 แกนนำ

อีกด้านหนึ่ง เมื่อเวลา 10.30 น. ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ กลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ นำโดยนายปกรณ์ อารีย์กุล น.ส.ชลธิชา แจ้งเร็ว ร่วมกับนักศึกษากลุ่มธรรมศาสตร์เสรีเพื่อประชาธิปไตย หรือแอลแอลทีดี นำโดย น.ส.อภิญญา สวัสดิ– วรากร คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) นายกัลป์ กรุยรุ่งโรจน์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการกลุ่มนิติราษฎร์ นำโดยนายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายธีระ สุธีวรางกูล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายเอกชัย ไชยนุวัติ รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม รวมตัวกันเข้าเยี่ยม 7 แกนนำกลุ่ม เอ็นดีเอ็ม ที่ถูกคุมขังในเรือนจำเป็นวันที่ 7 โดยมี พ.ต.อ.สมมาตร พรหมชาติ ผกก.สน.ประชาชื่น นำกำลังตำรวจ สน.ประชาชื่น สนธิกำลังกับทหารนอกเครื่องแบบจาก ร.11 พัน. 2 รอ.เฝ้าจับตาสังเกตการณ์ใกล้ชิด

โชว์จุดยืนไม่รับร่างฯหน้าเรือนจำ

ก่อนเข้าเยี่ยม แกนนำเอ็นดีเอ็มร่วมกันแถลงจุดยืนไม่ยอมรับการวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญและประกาศเดินหน้ารณรงค์ประชามติแบบเห็นต่างต่อไป มีการนำตุ๊กตารูปแบบต่างๆ แปะข้อความรณรงค์ ร่างรัฐธรรมนูญตลอดจนข้อความให้กำลังใจผู้ต้องขัง รวมทั้งลูกโป่งที่มีข้อความว่า รณรงค์ไม่ผิด มาวางไว้ที่บริเวณฟุตปาทหน้าทางเข้าเรือนจำพิเศษฯ ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษฯเข้ามาขอให้แกะป้าย ข้อความว่า “คสช.ออกไป” ที่ติดไว้บนตุ๊กตาทหารออก ให้เหตุผลว่าเป็นข้อความที่ล่อแหลม

ลั่นขอต่อสู้ในคุกแบบอหิงสา

ต่อเวลา 12.50 น. กลุ่มแกนนำทั้ง 7 คนได้รับอนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมที่ห้องเยี่ยมหมายเลข 8-9 โดยนายรังสิมันต์ โรม นักศึกษาปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวผ่านห้องคุมขังถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ม.61 วรรค 2 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงลงประชามติฯไม่ขัดต่อมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวว่า สิ่งที่ตัดสินออกมาถือเป็นการบอกว่า เสรีภาพของประชาชนในการแสดงความคิดเห็นไม่มี แล้วแบบนี้จะมีศาลรัฐธรรมนูญไว้ทำไม คำตัดสินไม่มีผลต่อแนวทางการต่อสู้ของกลุ่มเอ็นดีเอ็มในเรือนจำ จึงจะคงยึดแนวทางเดิม คือการไม่ขอประกันตัว ถึงประกันตัวออกไปอยู่ข้างนอก สภาพก็คงไม่ต่างอะไรกับอยู่ในเรือนจำ เพราะไม่สามารถเคลื่อนไหว หรือทำอะไรได้ ต้องขึ้นศาลทหาร ติดเงื่อนไขประกันตัว การอยู่ในเรือนจำจึงถือเป็นการต่อสู้ ในแบบอหิงสาอย่างหนึ่ง

“วรเจตน์” ย้ำประชามติต้องเปิดกว้าง

นายวรเจตน์กล่าวว่า ตั้งใจมาเยี่ยม นศ.ในเรือนจำ แต่ไม่ได้เยี่ยม เพราะทางเรือนจำกำหนดให้เฉพาะผู้มีรายชื่อ 10 คนที่ผู้ต้องหาแจ้งไว้ และไม่ขอออกความคิดเห็นเรื่องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะปกติหลังการยึดอำนาจแล้วจะต้องไม่มีองค์กรนี้ แต่ก็พูดได้แค่ว่าไม่เกินความคาดหมาย สำหรับการทำประชามติส่วนตัวมองว่าไม่ใช่จะทำอย่างไรก็ได้ ต้องมีเป็นแกนกลางร่วมกัน เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ถ้าการทำประชามติ ไม่เปิดกว้างให้มีการรณรงค์เสรี ก็เป็นเรื่องยากที่จะเรียกได้ว่าเป็นการทำประชามติควรให้ประชาชน เข้าคูหาด้วยการตัดสินใจจากข้อมูลรอบด้าน ไม่ใช่เฉพาะแค่จากการประชาสัมพันธ์

ทนายแย้งขอสู้ในศาลอาญา

ด้านนายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความกลุ่มเอ็นดีเอ็ม เผยถึงแนวทางการต่อสู้คดีว่า ในวันที่ 5 ก.ค. ที่พนักงานสอบสวนต้องนำตัว 7 นักศึกษาเอ็นดีเอ็มไปขออำนาจศาลทหารฝากขัง ผัดที่ 2 ทีมทนายจะเสนอเหตุผลแย้งคำร้องขอฝากขัง อาทิ กรณีที่ตั้งข้อหาขัดคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับที่ 3/2558 ถือว่าไม่ชอบ เพราะคำสั่งนี้ต้องถูกยกเลิกไปแล้ว หลังมี พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะบังคับใช้ ประกอบกับใน ม. 61 วรรค 1-2 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงลงประชามติ ไม่ได้ห้ามการแสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ การดำเนินคดีต่อผู้ต้องหาทั้งหมดจึงจะต้องเป็นอำนาจศาลอาญา ไม่ใช่ศาลทหาร

ร้อง กสม.จับตาชาวบ้านถูกละเมิด

เมื่อเวลา 15.30 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ นำโดยนายปกรณ์ อารีกุล เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ผ่านนายชาติชาย สุทธิกลม นางประกายรัตน์ ต้น–ธีรวงศ์ และนางอังคณา นีละไพจิตร ขอให้ กสม. เข้าร่วมสังเกตการณ์การรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญของทางกลุ่ม และเรียกร้องให้เข้าเยี่ยมผู้ต้องหาคดีกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติทั้ง 7 คน โดยนายปกรณ์กล่าวว่า ทางกลุ่มต้องการให้ กสม.ส่งเจ้าหน้าที่เข้าสังเกตการณ์กิจกรรมการรณรงค์ประชามติร่างรัฐธรรมนูญของกลุ่มเราและกลุ่มอื่น เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐบาลไม่ให้มีการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการรณรงค์นอกจากนี้อยากให้ กสม.เข้าเยี่ยมผู้ต้องหาทั้ง 7 คนในเรือนจำเพื่อดูสภาพความเป็นอยู่ของกลุ่มนักศึกษาที่ถูกคุมขัง เนื่องจากถูกปิดกั้นไม่ให้รับรู้ข้อมูลข่าวสารภายนอก

สนช.เปิดคดีสอย “ประชา” 28 ก.ค.

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธาน สนช.คนที่หนึ่ง เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณากระบวนการถอดถอนนายประชา ประสพดี เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง รมช.มหาด-ไทยออกจากตำแหน่ง กรณีใช้สถานะหรือตำแหน่งรัฐมนตรี เข้าไปก้าวก่าย แทรกแซง การดำเนินงานของคณะกรรมการองค์การตลาด ที่พิจารณาเกี่ยวกับการทุจริตของนายธีธัช สุขสะอาด ผู้อำนวยการองค์การตลาด ทั้งนี้ นายสุรชัยแจ้งว่า ได้กำหนดวันแถลงเปิดสำนวนคดีของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ผู้กล่าวหา และนายประชา ผู้ถูกกล่าวหา ในวันที่ 28 ก.ค. เวลา 10.00 น.

มีมติให้ผู้ถูกร้องเพิ่มพยานหลักฐาน

ต่อมาที่ประชุมได้พิจารณาคำขอเพิ่มเติมพยานหลักฐานของผู้ถูกกล่าวหา โดยให้นายประชาและตัวแทนจาก ป.ป.ช.ชี้แจง จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติด้วยคะแนน 108 ต่อ 53 เสียง อนุญาตให้นายประชาเพิ่มเติมพยานเอกสารได้ และที่ประชุมมีมติไม่ตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อทำหน้าที่สรุปข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและพยานหลักฐานอันจำเป็นสำหรับคู่กรณีเนื่องจากเป็นคดีที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน

สนช.รับหลักการ ก.ม.ปฏิรูป กสทช.

ต่อมาที่ประชุม สนช.ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ตามที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯกล่าวชี้แจงว่า สาระ
สำคัญของร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว คือ เปลี่ยนแปลงจำนวนคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) จาก 11 คนเหลือ 7 คน และได้วางหลักเกณฑ์การใช้งบประมาณของ กสทช.ให้เกิดความโปร่งใส รวมทั้งยังให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้งบประมาณของ กสทช.จากนั้นที่ประชุมมีมติเอกฉันท์ 162 คะแนน รับหลักการในวาระที่ 1 พร้อมกับตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาในรายละเอียดจำนวน 17 คน มีกำหนดระยะเวลาทำงานและส่งร่าง พ.ร.บ.กลับมาให้ สนช. ลงมติภายใน 60 วัน

ขีดเส้นทวงเงินจำนำข้าวเสร็จปีนี้

เมื่อเวลา 12.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ถึงกรณีที่กล่าวในที่ประชุม นบข.ว่า จะดำเนินการ
คดีโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ว่า คดีอะไรที่สำคัญก็ต้องเร่งดำเนินการให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อความชัดเจน โดยคดีรับจำนำข้าวนั้นมีส่วนที่ตนต้องรับผิดชอบเป็นไปตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 ตนต้องรับผิดชอบความเสียหายและต้องทำให้เสร็จ ถือเป็นการจบหน้าที่ ส่วนเรื่องอื่นอยู่ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยเปิดให้มีการตอบโต้สู้คดีในกระบวนการยุติธรรมตลอดเวลา ดังนั้นจึงอย่าได้ฟังการบิดเบือน ทุกอย่างอยู่ที่เจตนา เมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้วก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร หากคิดว่าถูกต้องก็ขอให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

นายกฯขอรอผลเทียร์ 2 ชัดๆ

เมื่อเวลา 12.40 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.กล่าวถึงกระแสข่าวกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯเตรียมเผยรายงานการค้ามนุษย์หรือทิปรีพอร์ตประจำปี 2559 โดยยกระดับไทยจากเทียร์ 3 ขึ้นมาอยู่ในระดับเทียร์ 2 ว่าต้องรอ เพราะเป็นข่าวจากทางสื่อ อย่าให้รัฐบาลเป็นคนพูดก่อนต้องให้เกียรติ อย่าไปเริ่มตีปีก จะต้องฟังคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการต่างประเทศ และคณะทำงานต่างๆจะเตรียมตัวแถลงการณ์หลังจากสหรัฐฯเปิดเผยรายงาน ต้องให้เกียรติสหรัฐฯ เราต้องมุ่งมั่นทำต่อไป ไม่ว่าจะไอยูยู ค้ามนุษย์ ทำทุกอย่างอะไรยังไม่เสร็จก็ทำต่อเท่าที่ตนทำได้อยู่

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบผลที่ชัดเจน แต่ยืนยันว่ารัฐบาลแก้ปัญหาทุกเรื่องอย่างเต็มที่ และคงยังตอบไม่ได้ว่า หากไทยถูกปรับระดับสถานการณ์ค้ามนุษย์จากเทียร์ 3 เป็นเทียร์ 2 จะส่งผลดีต่อการพิจารณาปรับระดับการแก้ปัญหาประมงผิดกฎหมายของไทยด้วยหรือไม่ เพราะผลอย่างเป็นทางการยังไม่ประกาศ ดังนั้นจึงไม่ควรคิดไปล่วงหน้า

สหรัฐฯขยับไทยขึ้นเทียร์ 2

ค่ำวันเดียวกัน ตามเวลาในไทย สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯเผยแพร่รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ (Tip report) ประจำปี 2559 ปรากฏว่ากระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯได้ปรับอันดับของไทยกับคูเวตจากระดับ “เทียร์ 3” ระดับต่ำสุดจากปีที่แล้วซึ่งหมายถึงมีปัญหาค้ามนุษย์ขั้นเลวร้ายและไม่พยายามแก้ปัญหาเพียงพอ ขึ้นมาอยู่ระดับเทียร์ 2 วอทช์ ลิสต์ (Tier 2 Watch List) ซึ่งหมายถึงกลุ่มประเทศที่มีความพยายามเพื่อแก้ปัญหาการค้ามนุษย์แต่ยังต้องถูกจับตามอง ขณะที่เมียนมาและอุซเบกิสถาน ถูกปรับให้อยู่อันดับเทียร์ 3 ร่วมกับอีก 6 ประเทศรวมทั้งเฮติและเติร์กเมนิสถาน ด้านกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อมนุษยชน “ฮิวแมน ไรท์ วอทช์” แสดงความยินดีที่เมียนมากับอุซเบกิสถานถูกปรับตกลงสู่ระดับเทียร์ 3 แต่รู้สึกเสียใจที่ไทยและมาเลเซียรอดพ้นถูกจัดให้อยู่เทียร์ 3

กต.ตีปี๊บต้านค้ามนุษย์ต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 21.00 น. กระทรวงการต่างประเทศ ได้เผยแพร่ท่าทีของไทยต่อรายงานดังกล่าว โดยระบุว่าการปรับสถานะของไทยให้อยู่ในเทียร์ 2 วอช ลิสต์ สะท้อนให้เห็นว่าสหรัฐฯตระหนักถึงความมุ่งมั่นและความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ของไทยในช่วงปีที่ผ่านมา รวมถึงให้คุณค่าต่อความร่วมมือระหว่างสองประเทศในเรื่องการต่อต้านการค้ามนุษย์ รวมถึงความร่วมมือเพื่อคุ้มครองดูแลผู้เสียหายและการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิด นำไปสู่ผลสัมฤทธิ์และความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ถึงแม้ไทยจะได้รับการปรับสถานะให้อยู่ในระดับที่ดีขึ้น แต่ไม่ได้นิ่งนอนใจ จะยังคงมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์ให้เกิดผลสำเร็จยิ่งขึ้นต่อไป รวมถึงมีแผนจะเพิ่มพูนความร่วมมือกับทุกภาคส่วน เพื่อให้เสริมสร้างความร่วมมือการจัดการปัญหาระดับโลกนี้ได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ

“ประยุทธ์” ปิดประตู “หญิงหน่อย” ชวนนักการเมืองถกหาทางออกประเทศ สวดยังไม่ใช่เวลา ไม่ใช่เรื่องมาบังคับให้เอาคนนั้นคนนี้มา ลั่นถ้าจะคุยจะจัดเอง “สุดารัตน์” ติงผู้มีอำนาจอย่ากลัว สัปดาห์หน้าลุยจับเข่าคุยอดีต ส.ส. 1 ก.ค. 2559 07:31 1 ก.ค. 2559 08:05 ไทยรัฐ


advertisement