วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เชือดผู้ปกครอง นร.ตีกัน คดีแรกเซ่นม.44

เชือดผู้ปกครอง นร.ตีกัน คดีแรกเซ่นม.44

  • Share:
รวบแล้ว2เทคนิคยิงอริบนรถเมล์ พงศพัศระบุถ้ารู้เห็น-ไม่ตักเตือน คนยั่วยุ-ขายปืน-ร.ร.โดนจับหมด


จับแล้ว 2 โจ๋ยิงอริต่างสถาบันบนรถเมล์สาย 131 เจ็บไป 4 คน อ้างเจอคนเจ็บให้ของลับ เลยตามไปยิง 1 ใน 2 ปากสั่นเสียใจเอ่ยปากขอโทษแม่ที่ถูกตำรวจนำตัวมาสอบปากคำด้วย ขณะที่ “พงศพัศ” กร้าว บอกคดีนี้เป็นคดีแรกหลังนายกฯประกาศใช้ ม.44 ดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าผู้ปกครอง ผู้ปลูกฝังวัฒนธรรมผิดๆยันไปถึงคนขายปืน ด้านรองเลขาธิการ คณะกรรมการการอาชีวศึกษา ลั่นสถานศึกษาไหนแก้ปัญหาไม่ได้ จะให้ยุติการรับนักศึกษา

จากปัญหานักเรียนนักศึกษาต่างสถาบัน ทั้งในเขต กทม. และปริมณฑล ก่อเหตุทะเลาะวิวาทถึงขั้นยกพวกใช้ปืนใช้ระเบิดเข้าทำร้ายจนบาดเจ็บล้มตายเสียอนาคต บางครั้งมีชาวบ้านที่ไม่เกี่ยวข้องถูกลูกหลงไปด้วย นับเป็นปัญหาสังคมที่สร้างความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก แต่เนื่องจากมาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาได้ทันต่อสถานการณ์ ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์-โอชา หัวหน้า คสช.และนายกรัฐมนตรี ต้องประกาศใช้ ม.44 สะสางปัญหานี้อย่างเร่งด่วน โดยราชกิจจานุ-เบกษา ประกาศคำสั่งดังกล่าวเมื่อวันที่ 21 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยให้อำนาจเจ้าพนักงานกักตัวผู้ก่อเหตุ หรือเตรียมก่อเหตุไม่เกิน 6 ชั่วโมง ส่วนพ่อแม่ผู้ปกครองต้องทำทัณฑ์บนหรือวางเงินประกัน หากลูกหลานทำผิดซ้ำถูกริบเงิน รวมทั้งเอาผิดผู้ยุยง ส่งเสริม สนับสนุนติดคุกด้วย ขณะที่สถาบันศึกษาต้องทำมาตรการป้องกันและแก้ไขโดยด่วน

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 30 มิ.ย. ที่ สน.มีนบุรี พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พล.ต.ต.ชัยพร พานิชอัตรา ผบก.น.3 พ.ต.อ.ถนัด นักธรรม ผกก.สน.มีนบุรี พ.ต.อ.สินชัย นิ่มปุญญกำพงศ์ ผกก.สส.บก.น.3 พ.ต.ท.สุรพล ก้อมน้อย รอง ผกก.สส.สน.มีนบุรี ร่วมกันแถลงข่าวจับกุมนายณัฐพงษ์ หรือบอย สังข์ทอง อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 56 ซอยมอเตอร์เวย์ 18 แขวงคลองสามประเวศ เขตลาดกระบัง และนายภควัต หรือเป้ ตั๋นมา อายุ 20 ปี อยู่บ้านเลขที่ 48 ซอยลาดกระบัง 46 แขวงลาดกระบัง เขตลาดกระบัง ทั้งคู่เรียนอยู่ปี 2 โรงเรียนอาชีวะเอกชนมีนบุรี โปลีเทคนิค พร้อมของกลางปืนลูกซองสั้นไทยประดิษฐ์ 1 กระบอก กระสุนปืน 4 นัด รถ จยย.ยี่ห้อฮอนด้าเวฟ สีดำ 1 คัน ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน เสื้อผ้าที่ใส่ในวันก่อเหตุ

พล.ต.อ.พงศพัศกล่าวว่า เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. เวลา 18.50 น. มีเหตุผู้ใช้ปืนยิงไปบนรถประจำทางสาย 131 บริเวณถนนสีหบุรานุกิจ ฝั่งตรงข้ามตลาดนัดจตุจักร 2 แขวงและเขตมีนบุรี ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 4 คน เป็นนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษก-มหานคร ต่อมาสืบสวนทราบว่า นายณัฐพงษ์ และนายภควัต เป็นผู้ก่อเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ออกติดตามกดดันจนผู้ปกครองนำทั้ง 2 คนมามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ โดยนายณัฐพงษ์หรือบอยรับว่า เป็นคนนั่งซ้อนท้ายรถ จยย. ที่มีนายภควัตหรือเป้เป็นผู้ขี่ มาพบกับกลุ่มผู้บาดเจ็บที่นั่งอยู่บนรถโดยสารสาย 131 มีการตะโกนให้ของลับกัน จึงได้ขี่รถ จยย.ติดตามไป ก่อนที่นายณัฐพงษ์จะใช้ปืนยิงใส่กลุ่มคู่อริในรถโดยสารแล้วขี่หลบหนีไป

รอง ผบ.ตร.กล่าวต่อว่า ในส่วนของผู้ต้องหา ได้แจ้งข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น จะต้องดำเนินการต่อไป อีกส่วนหนึ่งพนักงานสอบสวนจะทำหนังสือเรียกผู้ปกครอง ซึ่งวันนี้แม่ของนายณัฐพงษ์ และยายของนายภควัต เจ้าหน้าที่ได้เรียกมาสอบปากคำแล้ว ว่าได้ดูแลบุตรหลานอย่างไรบ้าง ปล่อยปละละเลยหรือไม่ รู้หรือไม่รู้ หากหลักฐานปรากฏชี้ชัดว่าผู้ปกครองรู้เห็นเป็นใจไม่ตักเตือน ผู้ปกครองจะต้องถูกดำเนินคดีด้วย คดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่ดำเนินการตามประกาศของ คสช. ร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดการตามคำสั่งเพื่อป้องกันและบูรณาการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

พล.ต.อ.พงศพัศกล่าวอีกว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรี มีความกังวลใจอยู่ตลอด มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติไปดูแล การกระทำของนักเรียนนักศึกษาทำให้เกิดอันตรายกับบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะผู้ที่โดยสารรถประจำทาง หรือนั่งอยู่บริเวณป้ายรถประจำทาง เกิดเหตุขึ้นเมื่อไรก็ต้องมีผู้สูญเสียทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิต บางคนก็ไม่รู้เรื่องด้วยเป็นเพียงพี่น้องประชาชนทั่วไป นายกรัฐมนตรีได้ใช้ประกาศ คสช.ออกมาเป็นคำสั่ง วางมาตรการดูแลไม่ให้มีเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้น ไม่อยากให้สังคมได้รับผลกระทบจากเหตุนักเรียนทะเลาะกัน คำสั่งที่ออกมาจะครอบคลุมทั้งตัวผู้กระทำผิด ผู้ปกครอง สถานศึกษา ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จะเห็นเป็นมิติภาพรวม เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ จะต้องออกหมายเรียกบุคคลที่มีความเชื่อมโยงตามที่ผู้ก่อเหตุกล่าวอ้างว่ามีการปลูกฝังวัฒนธรรมผิดๆนี้ รวมทั้งขอให้ผู้ที่ขายปืนให้ผู้ก่อเหตุเข้ามามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ด้วย

ขณะที่ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น.กล่าวว่า สำหรับมาตรการในการป้องกัน ได้สั่งการให้ทุกโรงพักลงพื้นที่ไปสำรวจนักเรียนนักเลงพร้อมทำประวัติ ต่อจากนั้นจะทำหนังสือขอความร่วมมือไปยังสถานศึกษา ครู อาจารย์ รวมทั้งผู้ปกครองให้ช่วยกันดูแลและตักเตือน นอกจากนี้ ในมาตรการเชิงรุก ได้ตั้งจุดตรวจจุดสกัด รวมถึงการเข้าตรวจค้นโรงงาน โรงกลึง ที่จะสามารถผลิตอาวุธให้นักเรียนนักเลงเหล่านี้ และต้องทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อลดความหวาดระแวงระหว่างนักเรียนให้สิ่งเหล่านี้หมดไป

เช่นเดียวกับนายชาญเวช บุญประเดิม รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ที่มาร่วมการแถลงข่าวครั้งนี้ กล่าวว่า หลังมีคำสั่ง คสช. ที่ 30/2559 ได้เรียกประชุมผู้บริหารสถานศึกษาในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครมาประชุมทำความเข้าใจ ให้ไปประชุมคณะครู ก่อนเรียกผู้ปกครองมาประชุมร่วมกัน หลังมีคำสั่งออกมาก็ได้ดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว ต่อไปผู้ปกครอง สถานศึกษา นักเรียน ตำรวจจะต้องช่วยกันเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ ส่วนกรณีที่สถานศึกษาใดก็ตามไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ จะมีมาตรการให้สถานศึกษานั้นยุติการรับนักศึกษา เชื่อมั่นว่า เหตุการณ์นี้คงไม่เกิดขึ้นอีก สิ่งสำคัญคือผู้ปกครองมาร่วมรับรู้และช่วยเตือนบุตรหลานให้กระทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะไม่อยากให้เกิดความสูญเสียขึ้นอีก

ส่วนนายณัฐพงษ์ หรือบอย 1 ในผู้ต้องหาที่ต้องเสียอนาคตกล่าวว่า รู้สึกผิด อยากขอโทษแม่ อยากให้กรณีตนเป็นกรณีตัวอย่างให้นักเรียนพยายามประพฤติตัวให้ดี อย่าทำเหมือนตน สำหรับปืนที่ใช้ก่อเหตุ ซื้อต่อมาในราคา 5,000 บาท ส่วนสาเหตุที่ก่อเหตุเพราะฝั่งตรงข้ามชูของลับให้ และท้าทายกัน เบื้องต้นแจ้งข้อหาร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืน พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ก่อนเจ้าหน้าที่จะคุมตัวทั้งคู่ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ และนำตัวส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ต่อมาเวลา 13.00 น. ที่ สน.หัวหมาก พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร รรท.ผบช.น. พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.น.4 พ.ต.อ.ศรายุทธ จุณณวัตต์ ผกก.สน.หัวหมาก ฝ่ายสืบสวน กก.สส.บก.น.4 สนธิกำลังกับ ชป.พท.ร.12 พัน 2 รอ. เจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานคร สำนักงานเขตบางกะปิ ร่วมกันปล่อยแถวป้องกันเหตุนักเรียนอาชีวะยกพวกตีกัน โดย พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวถึงการปล่อยแถวครั้งนี้ว่า ถือเป็นยุทธการหนึ่งที่สอดคล้อง กับคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 30 เพื่อปรับความเข้าใจกันชี้แนะ และให้คำแนะนำ ให้ข้อคิด ผลกระทบแก่พ่อแม่ผู้ปกครอง รวมทั้งข้อกฎหมาย และหลักการปฏิบัติ ให้น้องๆอาชีวะสบายใจ ลดความหวาดระแวง เห็นใจน้องๆที่มาศึกษา หาความรู้เพื่อประกอบอาชีพใช้แรงงานที่มีคุณภาพ แต่ทุกๆครั้งที่เกิดเหตุเจ้าหน้าที่เองไม่สบายใจ ไม่อยากเห็นแรงงานชั้นดีเสียอนาคต เป็นสิ่งที่หลายๆฝ่ายไม่อยาก ให้เกิดขึ้น วันนี้ได้ระดมกำลังตรวจค้นอาวุธ 2 จุด คือ วิทยาลัยเทคโนโลยีช่างอุตสาหกรรมกรุงเทพ และโรงเรียน เทคโนโลยีบางกะปิ ยันยืนว่า ทุกมาตรการต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย สำหรับผลการตรวจค้นทั้ง 2 สถาบัน ไม่พบอาวุธและสิ่งผิดกฎหมายใดๆ โดยจะ ขยายการตรวจค้นสถาบันอาชีวะทั่วกรุงเทพฯต่อไป

ล่าสุดเวลา 20.00 น. พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวรรรท.ผบช.น. พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผบก.น.4 พร้อมทหารจาก ร.12 พัน.2 รอ. เดินทางไปที่วิทยาลัยเทคโนโลยีบางกะปิ แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ เพื่อให้โอวาทและให้ความรู้เรื่องกฎหมายที่ คสช.ออกมาบังคับใช้ โดยมีนักเรียนนักศึกษาในระดับชั้น ปวช.และ ปวส.ราว 300 คน เข้าร่วมรับฟัง พล.ต.ท.ศานิตย์กล่าวว่า การให้โอวาทในครั้งนี้เป็นเหมือนกับการเอาใจมาแลกใจ เอาความรักมาให้ อยากจะให้ทุกคนถอยกันคนละ 1 ก้าว เพื่อไม่ให้ เกิดการทะเลาะวิวาทกัน นักเรียนนักศึกษาทุกคนถือว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ เป็นแรงงานที่สำคัญของประเทศ

ทั้งนี้ พล.ต.ท.ศานิตย์ยังเปิดเผยรายละเอียดของมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาทของนักเรียน ตามคำสั่ง คสช.ที่ 30/2559 ด้วยว่า 1.เจ้าพนักงานสามารถกักตัวนักเรียนนักศึกษาที่ก่อเหตุได้ไม่เกิน 6 ชม. ก่อนจะนำตัวส่งให้แก่สถาบันการศึกษาหรือผู้ปกครอง 2.หากพบนักเรียนนักศึกษากระทำความผิดตามคำสั่งฉบับนี้จะมีผลให้บิดาหรือมารดามีความผิดด้วย และต้องวางเงินประกัน ซึ่ง บช.น.กำหนดวงเงินไว้ 2 หมื่นบาท กำหนดการ 2 ปี หากพบเด็กในความปกครองกระทำความผิดจะถูกยึดเงินประกัน 3.ใครยุยงส่งเสริม ฝ่าฝืนประกาศนี้มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หากยุยงให้ไปทะเลาะวิวาทจำคุก 6 เดือน ปรับ 6 หมื่นบาท และหากเกิดการทะเลาะวิวาทแล้วมีคนเสียชีวิต มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และ 4.ให้สถานศึกษาจัดกิจกรรมแนะแนวให้เป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วน “การให้โอวาทชี้แนะแนวทางและคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 30/2559 ที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหานักเรียนทะเลาะวิวาทกัน ทั้งนี้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากน้องๆ นักเรียนนักศึกษาด้วย จึงจะสำเร็จ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยาก”

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้