วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตั้งกองทุนฉุกเฉิน 5 หมื่นล้าน

ม.หอการค้าชี้มีไว้ช่วยรับผลกระทบเบรกซิท

ม.หอการค้าไทยเผยเบรกซิทจ่อฉุดจีดีพีไทยทรุดฮวบ 0.32% เหลือโต 2.7–3.2% เท่านั้น คิดเป็นมูลค่าที่หายไป 44,000 ล้านบาท แนะรัฐตั้งกองทุนฉุกเฉิน 50,000 ล้านบาทพยุงเศรษฐกิจ ด้าน กนง.จ่อประเมินแบบเจาะลึกในครั้งหน้า ระบุปีนี้ยังมีโอกาสลดต่ำกว่า 3.1% หวังว่าผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลกระทบของการที่สหราชอาณาจักรลงประชามติถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) หรือเบรกซิท ว่า จะทำให้อัตราการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของไทยลดลง 0.32% คิดเป็นมูลค่า 44,850 ล้านบาท จากมูลค่าการส่งออกหายไป 24,850 ล้านบาท โดยมูลค่าส่งออกไปอังกฤษจะหายไป 8,875 ล้านบาท และมูลค่าการส่งออกอียูรวมอังกฤษ จะหายไป 14,200 ล้านบาท นอกจากนี้ รายได้จากการท่องเที่ยวจะหายไป 10,000 ล้านบาท จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยลดลง 200,000 คน เฉพาะนักท่องเที่ยวอังกฤษคาดหายไป 60,000 คน คิดเป็นมูลค่า 3,000 ล้านบาท แต่หากรวมนักเที่ยวอังกฤษและอียู จะหายไป 120,000 คน มูลค่าหายไป 6,000 ล้านบาท และการบริโภคภายในประเทศลดลง 10,000 ล้านบาท ทำให้คาดว่า ประมาณการจีดีพีไทยที่จะโต 3-3.5% เหลือเพียง 2.7-3.2% เท่านั้น แต่ศูนย์ฯยังไม่ปรับประมาณการจีดีพีใหม่ จะรอดูผลในอีก 1-3 เดือนจากนี้ก่อน

“แนะนำให้รัฐบาลเร่งสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยด้วยการบริโภคภายใน ทั้งเร่งกระตุ้นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ตั้งงบกลาง หรือกองทุนฉุกเฉิน เพื่ออัดฉีดเงินเข้าระบบ 50,000 ล้านบาท ตามวงเงินที่จะหายไป เพื่อพยุงเศรษฐกิจหากเกิดกรณีฉุกเฉินให้อัดฉีดเข้าภาคเกษตร ชาวฐานราก รวมทั้งสร้างความเข้มแข็งในภูมิภาคเอเชียด้วยกัน โดยเฉพาะการค้าชายแดน ตั้งแต่ครึ่งปีหลังนี้เป็นต้นไปถึงปีหน้า”

ทั้งนี้ คาดว่าเงินจะหายไปจากระบบ 50,000 ล้านบาท จากการที่จีดีพีจะลดลง 0.3% ภายใต้กรอบ 30,000-60,000 ล้านบาท หรือ 0.2-0.4% ทำให้คาดว่าจีดีพีไทยปีนี้จะเหลือเพียง 2.7-3.2% จากเดิมที่มองไว้ 3-3.5% หลังจากครึ่งปีแรกโต 2.8-3.3% และครึ่งปีหลังนี้จะโต 3.3-3.8% แต่เมื่อเกิดเบรกซิทแล้วโอกาสที่จะโตถึง 3% มีน้อยลง แต่ยังมีโอกาส ถ้ารัฐมีมาตรการอัดฉีดออกมาและยังไม่มีความเสี่ยงใดเพิ่มเติมใน 1-3 เดือนข้างหน้า

ด้านนายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า สรท.ประเมินว่า การส่งออกของไทยปีนี้จะติดลบ 2% จากเดิมที่คาดว่าจะไม่เติบโต หรือ 0% ถึงลบ 2% เพราะผลกระทบของเบรกซิท ที่ทำให้เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าผันผวน แต่หากผลกระทบของเบรกซิทเลวร้ายไปกว่านี้ จะยิ่งทำให้การส่งออกไทยติดลบมากขึ้น
นายจาตุรงค์ จันทรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายนโยบายการเงิน กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งต่อไปในวันที่ 3 ส.ค.นี้ กนง.จะมีการอภิปรายกันในเรื่องเบรกซิท และประเมินผลกระทบที่ชัดเจนขึ้น ขณะนี้ ธปท.ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยไว้ที่ 3.1% เนื่องจากภาพรวมในประเทศปรับตัวดีขึ้น แต่ความเสี่ยงจากต่างประเทศที่จะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมีเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะปัญหาในระบบการเงินของจีน ขณะเดียวกัน การออกจากอียูของสหราชอาณาจักร ทำให้ความเสี่ยงในด้านอื่นๆ ของเศรษฐกิจโลกเพิ่มขึ้นอีก ซึ่งมีโอกาสกระทบต่อภาคการส่งออก โดยยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ยังมีความเสี่ยงที่จะต่ำกว่าประมาณการล่าสุดของ ธปท.

ด้านนางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธปท. กล่าวเพิ่มเติมถึง ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมาว่า เริ่มเห็นการฟื้นตัวที่มีความชัดเจนขึ้น โดยการท่องเที่ยวเดือน พ.ค.ขยายตัว 7.6% จากระยะเดียวกันปีก่อน การอุปโภคบริโภคภาคเอกชน ขยายตัวในอัตราที่สูงถึง 5.3% เนื่องจากมีรถยนต์รุ่นใหม่ออกในเดือนนี้ ขณะเดียวกัน การใช้จ่ายของเกษตรกรที่สูงขึ้น โดยรายได้ของเกษตรในเดือน พ.ค. เพิ่มขึ้น 6.7% เป็นการเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2

“ธปท.ประเมินว่ารายได้ของเกษตรไทยได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุด หรือขาลงแล้ว หลังจากที่รายได้เกษตรกรลดลงต่อเนื่องมาตลอดเวลาเกือบ 5 ปี ส่วนการส่งออกเดือน พ.ค.ขยายตัวติดลบ 3.7% ขณะที่การนำเข้าในเดือน พ.ค.ติดลบ 0.2% ส่งผลให้ภาคการผลิตยังคงชะลอตัว ดุลการค้าเดือน พ.ค.เกินดุล 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ดุลบริการขาดดุล 1,300 ล้านเหรียญฯ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 2,200 ล้านเหรียญฯ”

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 น่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก เพราะสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงจากตลาดโลกได้ เช่น การชะลอตัวของเศรษฐกิจและล่าสุดคือเบรกซิท เนื่องจากพื้นฐานและเสถียรภาพเศรษฐกิจของไทยมีความแข็งแกร่ง และอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก ปัจจุบันปัจจัยหลักที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือ การลงทุนและการใช้จ่ายภาครัฐ สิ่งที่ไทยยังขาดอยู่ในขณะนี้ คือ การลงทุนของภาคเอกชน.

ม.หอการค้าไทยเผยเบรกซิทจ่อฉุดจีดีพีไทยทรุดฮวบ 0.32% เหลือโต 2.7–3.2% เท่านั้น คิดเป็นมูลค่าที่หายไป 44,000 ล้านบาท แนะรัฐตั้งกองทุนฉุกเฉิน 50,000 ล้านบาทพยุงเศรษฐกิจ 1 ก.ค. 2559 01:07 1 ก.ค. 2559 01:07 ไทยรัฐ