วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ท่ามกลางกระแสดิจิตอล กฎหมายไทยพร้อมหรือยัง?

โดย ซูม

แรงจูงใจที่ทำให้ผมตัดสินใจหยิบคำถามข้างบนนี้ มาเป็นหัวข้อในการเขียนคอลัมน์วันนี้มาจากข้อความประชาสัมพันธ์เชิญชวนให้ไปฟังการเสวนาของสมาคมนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ที่ส่งมาถึงผมเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้วนี่เอง

เห็นหัวข้อแล้วก็โดนใจ และสะกิดความรู้สึกลึกๆที่เคยห่วงใยในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ขึ้นมาทันทีทันควันว่างั้นเถอะ

นั่นก็คือหัวข้อเสวนาที่เขาตั้งเอาไว้ว่า “กฎหมายในยุค Digitalization” พร้อมกับขยายความไว้ด้วยว่า จะพูดกันถึงบทบาทของกฎหมายไทย ว่าจะปรับตัวและเดินหน้าอย่างไร ในยุคที่ประเทศไทยและโลกเราทุกวันนี้ก้าวเข้าสู่กระแสดิจิตอลอย่างเต็มที่

โดยจะมีศิษย์เก่านิติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงไปพูดจาแลกเปลี่ยนความเห็นหลายท่าน อาทิ อธิบดีกรมบัญชีกลาง มนัส แจ่มเวหา, กรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย ปรีดี ดาวฉาย, ผอ.สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ สุรางคณา วายุภาพ และ ดร.ทวีลาภ ฤทธาภิรมย์ กรรมการผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารกรุงเทพ เป็นต้น

ที่ หอประชุมศรีบูรพา หรือ หอประชุมเล็กมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ครับ วันพรุ่งนี้ (เสาร์ที่ 2 ก.ค.) ตั้งแต่เวลา 09.30 น.

สมาคมนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ขอเรียนเชิญท่านที่สนใจไปร่วมฟังได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่อยากให้สำรองที่นั่งกันก่อนเพราะเหลือจำกัดแล้วที่หมายเลข 0-2225-4142 และ 0-2623-6404 ครับ

โดยส่วนตัวแม้ผมจะร่ำเรียนมาทางเศรษฐศาสตร์และเรียนกฎหมายมาน้อยมาก แต่ทุกครั้งเวลาใครพูดถึงเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งในเรื่องดิจิตอลเรื่องสารสนเทศหรืออะไรก็ตามที่เป็นนวัตกรรมใหม่เอี่ยมถอดด้ามละก็ผมจะต้องนึกถึง “กฎหมาย” ขึ้นมาทันที

เนื่องจากของอะไรที่เป็นเรื่องใหม่เรื่องที่เมืองไทยหรือแม้แต่โลกนี้ยังไม่เคยมีเพิ่งจะมีเป็นครั้งแรกๆนั้น ย่อมจะมีทั้งคุณอนันต์และโทษมหันต์

หากไม่มีการควบคุม ไม่มีการดูแล ไม่มีกฎ ไม่มีกติกาโดยกำหนดเป็นตัวบทกฎหมายไว้ก็อาจจะมีการนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่เพิ่งเกิดขึ้นไปใช้อย่างไม่เป็นธรรมอย่างเอารัดเอาเปรียบคนอื่นหรือบางครั้งอาจมีการนำไปใช้อย่างรู้เท่าไม่ถึงการณ์กลายเป็นเกิดโทษต่อบุคคลอื่น

ขณะเดียวกันกฎหมายก็มิได้มีไว้เพื่อการควบคุมอย่างเดียว ยังสามารถที่จะนำมาใช้ในการส่งเสริม สนับสนุนเพื่อให้เทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งหลาย มีโอกาสเกิดมากขึ้นหรือมีโอกาสเติบโตได้เร็วขึ้นควบคู่กันไปด้วย

ทุกครั้งที่ประเทศไทยเราจะพัฒนาเพื่อเดินหน้าไปตามขั้นตอนสู่ความทันสมัยต่างๆ เรามักจะต้องหยิบกฎหมายของเรามาดูอยู่เสมอ

ผมจำได้ว่าในช่วง พ.ศ.2524-2525 ก่อนช่วงแผนพัฒนาฉบับที่ 5 ที่ประเทศไทยเรามีความมุ่งหวังจะพัฒนาไปสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรมให้มากขึ้นนั้น สภาพัฒน์ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่องในการจัดทำแผนพัฒนาได้เชื้อเชิญนักกฎหมายจากสถาบันหลักต่างๆของประเทศมาระดมความคิดเห็นกันหลายครั้ง

ทั้งจากศาล จากสำนักงานกฤษฎีกา จากมหาวิทยาลัย ที่มีการสอนวิชากฎหมาย รวมทั้งนักกฎหมายภาคเอกชน ครบถ้วน

ได้ข้อสรุป ได้ข้อมติสำหรับไปดำเนินการแก้กฎหมาย ปรับปรุงกฎหมายจำนวนมาก และต่อมาได้กลายเป็นพื้นฐานสำหรับการปรับแก้กฎหมายเพื่อการพัฒนาประเทศครั้งใหญ่ในยุคที่ท่าน อานันท์ ปันยารชุน มาเป็นนายกรัฐมนตรี

ด้วยแนวคิดและหลักการเดียวกันนี้ การหาความรู้ว่าประเทศไทยมีกฎหมายพอเพียงหรือยัง? ของเก่าใช้ได้ไหม กับสถานการณ์ใหม่ๆ? จึงเป็นสิ่งที่ควรดำเนินการ เพราะเวลาผ่านไปนานมากแล้ว และได้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างมากทั้งทั่วโลก และในประเทศเราเอง

ผมเชื่อว่าในช่วงที่มีการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน มีการแต่งตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคงจะมีการพูดถึงเรื่องนี้ไว้แล้ว และเท่าที่ติดตามข่าวก็มีการปรับปรุง หรือร่างกฎหมายใหม่ๆขึ้นหลายฉบับ

อย่างในเรื่อง “ดิจิตอล” ที่เรากำลังพูดกันอยู่นี้ ก็มีการร่างกฎหมาย ทั้งปรับปรุงของเก่าและร่างใหม่เลยถึง 8 ฉบับ ถ้าผมจำไม่ผิด

แต่ด้วยวิสัยของคนขี้ระแวง ขี้สงสัยและห่วงใย ผมก็ขออนุญาตตั้งคำถาม เพื่อให้เกิดความสบายใจขึ้นอีกครั้งหนึ่งเท่านั้นละครับว่า

ในขณะที่เรากำลังขับเคลื่อนประเทศไปสู่ความเป็นสังคม และเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มตัว และกำลังเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้งในขณะนี้นั้น เรามีกฎหมายรองรับอย่างเพียงพอ และพร้อมแล้วหรือยัง?

“ซูม”