วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เงื่อนงำชวนข้องใจ 20 โจ๋ เวียนขอเงินเยียวยาข่มขืนซ้ำซาก

เงื่อนงำชวนข้องใจ 20 โจ๋ เวียนขอเงินเยียวยาข่มขืนซ้ำซาก

  • Share:

เงื่อนงำของเรื่องนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้รับการเปิดเผยข้อมูลจาก พ.ต.ต.จตุพร อรุณฤกษ์ถวิล ผู้อำนวยการส่วนป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ 2 ซึ่งเกิดความเคลือบแคลงใจในพฤติการณ์ของวัยรุ่นคดีหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน เมื่อผู้ปกครองรู้จึงขอเรียกค่าเสียหาย หากตกลงกันไม่ได้ก็จะไปแจ้งความดำเนินคดี จึงเป็นเหตุให้เข้าไปตรวจสอบคดีดังกล่าว

และเมื่อทีมข่าวฯ ได้ตรวจสอบไปยัง นางกรรณิการ์ แสงทอง อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พบว่า ตลอดระยะเวลา 8 ปีที่ผ่านมา เคยมีผู้เสียหายเข้ามาขอรับเงินเยียวยาจากกรมคุ้มครองสิทธิฯ กรณีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ จำนวน 20 ราย คนละมากกว่า 3 คดีขึ้นไป เหตุการณ์ได้วกวนเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก โดยพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นที่น่าสงสัยว่า อาจจะเป็นช่องทางให้คนบางกลุ่มอาศัยข้อกฎหมายในการแสวงหาประโยชน์หรือไม่?

ทีมข่าวฯ ไม่รอช้า ได้ติดต่อสัมภาษณ์ทางอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ไขข้อข้องใจในพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำเสนอต่อประชาชนในฐานะสื่อมวลชนผู้ทำหน้าที่เฝ้าระวังสังคม ว่ามีกฎเกณฑ์ใดบ้างที่มีสิทธิรับเงินเยียวยาผู้เสียหายในคดีอาญา และมีวิธีตรวจสอบหรือไม่ว่า เคสใดบ้างที่เข้ามาขอรับเงินเยียวยามาแล้วหลายครั้ง รวมทั้งทางกรมฯ ปล่อยให้เกิดการรับเงินซ้ำซ้อนได้อย่างไร เพราะเงินเยียวยา ก็คือ เงินภาษีประชาชน นั่นเอง!

เพศ ชีวิต ร่างกาย เงื่อนไขความผิดที่เข้าข่ายได้รับเงินเยียวยา

ผู้ที่ให้คำตอบเรื่องเงินเยียวยาคงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก นางกรรณิการ์ แสงทอง อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ โดยนางกรรณิการ์ อธิบายถึงเงื่อนไขในการจ่ายเงินเยียวยาว่า ผู้เสียหายจะต้องเป็นบุคคลที่ได้รับความเสียหายถึงแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ จากการกระทำความผิดทางอาญาของผู้อื่น รวมทั้งผู้เสียหายจะต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดนั้นด้วย

ส่วนความผิดใดบ้างที่ทางกรมฯ จะจ่ายเงินเยียวยาให้ ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ได้กำหนดฐานความผิดที่จะจ่ายเงินเยียวยาไว้ท้าย พ.ร.บ. เฉพาะมาตราที่กำหนด คือ เพศ ชีวิต และร่างกาย

ฐานความผิดที่จะจ่ายเงินเยียวยา
พ.ต.ต.จตุพร อรุณฤกษ์ถวิล ผู้อำนวยการส่วนป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ 2
เหยื่ออาชญากรรมจริงหรือมั่ว ตรวจสอบอย่างไร?

ทั้งนี้ ผู้เสียหายเป็นเหยื่อของการกระทำความผิดทางอาญาหรือไม่ จะมีการตรวจสอบอย่างไร นางกรรณิการ์ ให้ข้อมูลว่า กรมฯ จะรับคำขอจาก 2 ทาง คือ ทางแรกจากสถานีตำรวจทั่วประเทศ โดยคนที่จะมายื่นคำขอจะต้องเป็นผู้เสียหายจากคดีอาญา เมื่อผู้เสียหายเข้าแจ้งความ ตำรวจจะแจ้งสิทธิว่าผู้เสียหายมีสิทธิที่จะได้รับเงินเยียวยาจากกรมคุ้มครองสิทธิฯ และรับคำขอรับเงินเยียวยาจากทางตำรวจ

หรือหากเป็นต่างจังหวัด ทางกรมฯ จะมีเจ้าหน้าที่เข้าประจำที่ สภ.อ.เมือง ทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยเจ้าหน้าที่จะคอยอำนวยความสะดวกเวลาที่มีคนมายื่นคำขอ ขณะที่ผู้เสียหายที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ สามารถเข้ามายื่นคำขอด้วยตัวเองได้ที่กรมคุ้มครองสิทธิฯ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ อาคารเอ

อย่างไรก็ดี คำขอที่ผ่านทางเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ตำรวจจะต้องรับรองอยู่แล้วว่าเป็นผู้เสียหายจริง อีกทั้งในปัจจุบันมีปริมาณคำขอที่มาจากตำรวจมากกว่า 50% ส่วนขั้นตอนจากเจ้าหน้าที่ที่รับคำขอมาโดยตรง ก็จะมีการตรวจสอบว่ามีความถูกต้องอย่างไร โดยมีคณะกรรมการกลั่นกรองในระดับพื้นที่ ก่อนที่จะส่งมาให้กับคณะกรรมการส่วนกลางพิจารณาอนุมัติ

นางกรรณิการ์ แสงทอง อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ
หลักเกณฑ์พิจารณาแต่ละเคส ก่อนอนุมัติเงินเยียวยา

สำหรับหลักเกณฑ์การพิจารณาแต่ละเคสว่าอนุมัติหรือไม่อนุมัติเงินเยียวยานั้น มีวิธีการพิจารณาอย่างไร โดยอธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ ให้คำตอบว่า ต้องดูว่าเป็นมูลเหตุความผิดทางอาญาหรือไม่ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร เจ้าหน้าที่คงต้องรอให้เหตุการณ์ตกผลึก โดยดูจากสำนวนการสอบสวนของพนักงานสอบสวน ว่าเห็นควรให้มีการดำเนินการสอบสวน และสั่งฟ้องไปยังอัยการหรือไม่ ประกอบกับดูข้อเท็จจริงอย่างถี่ถ้วนก่อน

แต่ทั้งนี้ หากพบว่ามีการปรากฏข้อเท็จจริงภายหลังว่า ไม่มีการกระทำความผิดในลักษณะนี้ ทางกรมฯ จะเรียกเงินคืน ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย ค่าทดแทน และค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 มาตรา 19 ซึ่งระบุไว้ว่า หากปรากฏในภายหลังว่าการกระทำที่ผู้เสียหายอาศัยเป็นเหตุในการขอรับค่าตอบแทนนั้น ไม่เป็นความผิดทางอาญาหรือไม่มีการกระทำเช่นว่านั้น ให้คณะกรรมการมีหนังสือแจ้งให้ผู้เสียหายคืนค่าตอบแทนที่ได้รับไปแก่กระทรวงยุติธรรมภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้แจ้ง

คณะกรรมการพิจารณาคำขอช่วยเหลือผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา (ขอบคุณภาพจาก กลุ่มงานช่วยอำนวยการและสื่อสารองค์กร สำนักงานเลขานุการกรม 1 กรมคุ้มครองสิทธิฯ)
เยียวยาก่อน ไม่รอศาลตัดสิน ส่อช่องโหว่ โดนหาประโยชน์

ทีมข่าวฯ ถามต่อว่า ต้องรอให้ศาลตัดสินจนสิ้นสุดก่อนหรือไม่ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ ระบุว่า กฎหมายไม่ได้เขียนถึงขนาดว่าต้องรอให้ศาลตัดสินก่อน เนื่องจากเจตนารมณ์ของกฎหมาย คือ ต้องการให้มีการเยียวยาผู้เสียหายได้อย่างรวดเร็ว เพื่อที่จะได้จ่ายเงินช่วยเหลือการบาดเจ็บ ค่ารักษาพยาบาล หรือค่าทำศพ หากว่ารอศาลตัดสินก็จะไม่สมกับเจตนารมณ์

และด้วยความที่เจตนารมณ์ของกฎหมายการเยียวยาผู้เสียหายจากการกระทำผิดคดีอาญา ต้องการให้มีการเยียวยาอย่างรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอศาลตัดสินจนสิ้นสุด ก็อาจจะเป็นช่องโหว่หนึ่งที่ทำให้กลุ่มคนบางกลุ่มเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากหน่วยงานของรัฐก็เป็นได้

วัยรุ่นสัมพันธ์ลึกซึ้ง พิจารณาจากวุฒิภาวะเด็ก ข้อเท็จจริง พ่อแม่

หากพบพฤติการณ์ทำนองที่ว่า เยาวชนทั้งคู่มีสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน และพ่อแม่ไปแจ้งความว่า ฝ่ายชายกระทำชำเราลูกสาว เข้าเงื่อนไขการรับเงินเยียวยาจากกรมคุ้มครองสิทธิฯ หรือไม่นั้น นางกรรณิการ์ อธิบายว่า คณะกรรมการจะดูเกณฑ์เรื่องอายุว่า เด็กมีวุฒิภาวะพอที่จะตัดสินได้หรือยัง ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ควรจะต้องหลีกหนีอย่ายุ่งเกี่ยว หรือถูกหลอกด้วยความที่อ่อนด้อย อายุยังไม่ถึงในการที่จะตัดสินใจ และยังไม่มีความสามารถในการที่จะรู้ว่าเป็นความผิดอะไร แต่ถ้าเป็นกรณีหลัง กรมฯ จะจ่ายค่าเยียวยาให้ เพราะถือว่าเป็นเด็ก

คณะกรรมการพิจารณาคำขอช่วยเหลือผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา (ขอบคุณภาพจาก กลุ่มงานช่วยอำนวยการและสื่อสารองค์กร สำนักงานเลขานุการกรม 1 กรมคุ้มครองสิทธิฯ)

ขณะเดียวกันต้องดูทั้งพฤติการณ์ของพ่อแม่ด้วยเช่นกัน เพราะพ่อแม่ควรจะต้องใกล้ชิดลูก ระมัดระวังในการป้องกันไม่ให้ลูกถูกกระทำซ้ำๆ อย่างกรณีที่โดนข่มขืนมาแล้ว 1 ครั้ง และมีการขอรับเงินเยียวยาไปแล้ว แต่พอมีครั้งที่ 2 เจ้าหน้าที่ยิ่งต้องสอบปากคำโดยละเอียดดูพฤติการณ์ทางคดีด้วยว่า เคยเกิดขึ้นไปแล้วแต่ทำไมจึงไม่มีวิธีป้องกันจนเกิดเหตุการณ์ซ้ำสอง หรือมีครั้งที่ 3 ตามมา ยิ่งต้องพิจารณาว่า ฝ่ายผู้เสียหายอาศัยองค์กรของรัฐเป็นเครื่องมือแสวงหาประโยชน์หรือไม่

เป็นไปได้หรือ? 8 ปี มีถึง 20 ราย ที่ถูกข่มขืนเกิน 3 คดี มาเวียนขอเบิกเงินเยียวยา

อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ ได้เปิดเผยข้อมูลสถิติผู้เสียหายจากการกระทำความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับเพศ ตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน พบว่า มีผู้เสียหายขอรับเงินเยียวยา คนละมากกว่า 3 คดีขึ้นไป จำนวน 20 ราย

ทั้งนี้ งบประมาณที่กรมฯ จ่ายให้กับผู้เสียหายจากการกระทำความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับเพศ ปี 2557 จำนวน 28,366,034.50 บาท หรือประมาณ 6.93% และปี 2558 จำนวน 51,472,279.00 บาท หรือประมาณ 8.62% ขณะที่ปี 2559 จำนวน 30,456,253.40 บาท หรือประมาณ 10.94% รวมทั้ง 3 ปี เป็นจำนวนเงิน 110,294,566.90 บาท หรือประมาณ 8.59% ของการจ่ายค่าตอบแทนทุกฐานความผิด โดยส่วนใหญ่ที่มาขอมักจะเป็นความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกายมากกว่า

งบประมาณที่กรมฯ จ่ายให้กับผู้เสียหายจากการกระทำความผิดทางอาญาที่เกี่ยวข้องกับเพศ
ทำอย่างไรไม่ให้คนเข้าแสวงหาประโยชน์จากเงินเยียวยา?

ทางกรมฯ​ ได้ทราบถึงพฤติการณ์ของผู้เสียหายที่มาขอรับเงินเยียวยาซ้ำๆ จะมีวิธีการป้องกันและจัดการอย่างไร เพื่อไม่ให้คนบางกลุ่มเข้ามาหากินกับเงินภาษีของประชาชน?

นางกรรณิการ์ กล่าวว่า เมื่อมีการมาขอรับเงินเยียวยาครั้งที่ 2 เจ้าหน้าที่จะต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดขึ้น ว่าครั้งแรกเพิ่งรับเงินไปเมื่อไหร่ มีพฤติการณ์อย่างไร หากเป็นเรื่องเพศมีการสมยอมหรือไม่ หรือถ้าเป็นเด็ก ถูกใช้เป็นเครื่องมือจากผู้แสวงหาประโยชน์หรือไม่ ทำไมถึงเกิดพฤติการณ์ดังกล่าวได้ โดยซักไซ้ไล่เลียงไปตั้งแต่ผู้เสียหาย ครอบครัว รวมถึงผู้กระทำผิด ก่อนที่จะนำเสนอข้อมูลให้มากที่สุดแก่คณะกรรมการพิจารณา เพื่อใช้ประกอบการอนุมัติหรือไม่อนุมัติ

อีกทั้งจะต้องกลับมาทบทวนภารกิจ เพราะที่ผ่านมาดูแลแค่การเยียวยาเป็นแค่ปลายเหตุ เพราะฉะนั้น เจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องปรับกระบวนการคิดใหม่ ไม่ใช่แค่ว่ามีหน้าที่เยียวยาอย่างเดียว แต่จะต้องมีกลไกการหาข้อมูล ปรับระบบการทำงาน สามารถใช้ข้อมูลจากเลขบัตรประชาชน 13 หลัก พร้อมทั้งมีการประสานความร่วมมือจากหลายฝ่าย ในการที่จะประเมินวิเคราะห์ปัญหาของผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ

และหากไม่ใช่ภารกิจของกรมฯ จะต้องมีระบบส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรจะปล่อยให้ประชาชนเดินกลับออกไป เพื่อตั้งต้นใหม่ในกระทรวงอื่นๆ ซึ่งขณะนี้ทางกรมฯ กำลังทำเรื่องการบูรณาการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ถูกละเมิดสิทธิแบบครบวงจร โดยมีการประสานข้อมูลการทำงานกับกระทรวงอื่นด้วย

“ตอนนี้เราได้รับรู้ข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีลักษณะแบบนี้ เจ้าหน้าที่ก็ต้องใช้ความระมัดระวัง และมีความเชื่อมโยง ประสานระบบข้อมูลก็เป็นสิ่งที่สำคัญมาก บางทีข้อมูลพวกนี้ในอนาคตสามารถที่จะลิงก์เลข 13 หลัก กับกระทรวงการพัฒนาสังคม และกระทรวงอื่นได้ด้วย จะทำให้เราได้ช่วยเหลือประชาชนได้ดีขึ้น หรือว่าได้รับรู้กลวิธีของคนที่ไม่หวังดีในการที่จะมาหลอกขอรับบริการ มาขอกับกรมฯ นี้ กรมนั้น ถ้าลิงก์ได้ก็จะได้รายละเอียดมหาศาล

ส่วนเรื่องของการระมัดระวังก็ต้องระวังอยู่แล้ว แต่ขณะเดียวกัน ต้องวางระบบการทำงานสามารถเอาเทคโนโลยีมาช่วย ประสานจับมือกับกระทรวงอื่น ดูแลทั้งคนที่เดือดร้อนจริง และจัดการกับคนที่มาหลอกเอาเงินภาษีเราไปทั้งสองอย่าง” อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ ระบุ

คณะกรรมการพิจารณาคำขอช่วยเหลือผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา (ขอบคุณภาพจาก กลุ่มงานช่วยอำนวยการและสื่อสารองค์กร สำนักงานเลขานุการกรม 1 กรมคุ้มครองสิทธิฯ)
รู้หรือไม่? หากินกับเงินเยียวยา มีโทษปรับ-จำคุก!

หากพบว่าผู้เสียหายมีเจตนาขอเรียกเงินช่วยเหลือจากรัฐ จะมีบทลงโทษอย่างไรบ้าง นางกรรณิการ์ กล่าวว่า ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 ตามมาตรา 28 ผู้ใดยื่นคำขอรับค่าตอบแทน ค่าทดแทน หรือค่าใช้จ่าย โดยแสดงข้อความอันเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา 29 ผู้ใดให้ถ้อยคำหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จเกี่ยวกับการขอรับค่าตอบแทน ค่าทดแทน หรือค่าใช้จ่ายตาม พ.ร.บ.นี้ต่อคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ ทางกรมฯ จะขึ้นบัญชีประวัติให้เห็นว่า บุคคลนั้นเคยรับเงินมาก่อนหน้านี้แล้วด้วย

“งบประมาณเรามีจำกัด ซึ่งเราก็อยากที่จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดอยู่แล้ว และการเยียวยาไม่ใช่สิ่งที่จะได้ประโยชน์กับครอบครัวของพวกเขา แต่พ่อแม่ควรจะเข้าไปดูว่าลูกมีปัญหาอะไร ดูแลป้องกันไม่ให้ถูกละเมิดมากกว่า ส่วนวิธีการเอาเงินมาใช้ไปวันๆ หนึ่งก็ไม่ได้ทำให้จบปัญหา และเจ้าหน้าที่ของรัฐก็มีมาตรการในการตรวจสอบ หากเห็นว่าเป็นการทำความผิดเราก็จะแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย” อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิ ฝากเตือนไปยังผู้ที่มีพฤติกรรมแสวงหาผลประโยชน์จากกรมฯ

เปิดแง่บทกฎหมาย กระทำชำเรา เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ยินยอมหรือไม่ ก็มีความผิด

ด้าน อาจารย์วันชัย สอนศิริ ทนายความชื่อดัง อธิบายถึงข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ดังกล่าวว่า คำว่า ‘ชำเรา’ หมายความว่า ไม่ได้ข่มขืน แปลว่า เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ใครจะไปร่วมเพศก็มีความผิด ไม่ว่าเด็กจะแก้ผ้า หรือปลุกปล้ำ โดยเด็กจะยอมหรือไม่ยอมก็มีความผิดทั้งสิ้น และเป็นคดีที่ยอมความไม่ได้

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 ผู้ใดกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ซึ่งมิใช่ภริยาหรือสามีของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 4-20 ปี และปรับตั้งแต่ 8,000-40,000 บาท

ขณะที่ คำว่า ‘ข่มขืนกระทำชำเรา’ นั้น หมายความว่า เขาไม่ยินยอมที่จะร่วมเพศ บทลงโทษก็จะหนักขึ้น

อาจารย์วันชัย สอนศิริ ทนายความชื่อดัง
พาเด็กอายุไม่เกิน 15 ไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากพ่อแม่ ผิดฐานพรากผู้เยาว์

ส่วนเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ใครเอาไปโดยไม่ได้บอกพ่อแม่ ไม่ได้รับความยินยอมจากพ่อแม่ผู้ปกครอง ถือว่า ‘พรากผู้เยาว์’ และหากพาไป เพื่อเอาไปทำอนาจาร ชำเรา ก็จะมีโทษหนักขึ้น

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 ผู้ใดโดยปราศจากเหตุอันสมควร พรากเด็กอายุยังไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี และปรับตั้งแต่ 6,000-30,000 บาท

ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำเพื่อหากำไร หรือเพื่อการอนาจาร ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 5-20 ปี และปรับตั้งแต่ 10,000-40,000 บาท

กรณีดังกล่าว ถามว่าพ่อแม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายหรือไม่นั้น การเรียกเงินทองเป็นเพียงการบรรเทาเหตุเท่านั้น แต่คดีดังกล่าวยอมความไม่ได้ เพียงแต่จะเป็นเหตุบรรเทาที่จะลงโทษเท่านั้นเอง ถ้ายอมชดใช้เงินทอง แถลงไม่ติดใจเอาความ บางทีศาลท่านก็อาจจะเมตตาไม่ลงโทษจำคุกแต่ให้รอลงอาญาไว้ก็ได้

ผู้ชายไม่สมควรไปยุ่งในเรื่องที่ผิดศีลธรรมอันดี เพื่อป้องกันตัวเองตั้งแต่แรก
หลงไปมีสัมพันธ์กับเด็ก จนโดนเรียกเงิน มีวิธีแก้ปัญหาอย่างไร?

ทีมข่าวฯ ยกตัวอย่างพฤติการณ์ หากฝ่ายชายตกเป็นเหยื่อ โดยการหลงไปมีสัมพันธ์ด้วย เพื่อจะได้ถูกเรียกเงินชดเชย จะมีวิธีจัดการอย่างไร อาจารย์วันชัย ตอบว่า โดยหลักการแล้วผู้ชายไม่สมควรไปยุ่งในเรื่องที่ผิดศีลธรรมอันดี เพื่อป้องกันตัวเองตั้งแต่แรก

แต่ทั้งนี้ เมื่อเกิดเหตุการณ์ลักษณะดังกล่าวขึ้น ฝ่ายชายควรจะแถลงต่อศาลไปตามความเป็นจริงว่า ฝ่ายหญิงมีพฤติการณ์แบล็กเมล์ และเล่าพฤติการณ์ของผู้ปกครองให้ศาลฟัง มีพยานหลักฐานจากกรมคุ้มครองสิทธิฯ ว่าครอบครัวนี้เคยขอรับเงินเยียวยาไปแล้วกี่ครั้ง มีความน่าสงสัยในพฤติการณ์ที่เกิดขึ้น และนำไปแสดงต่อศาลเพื่อขอความเมตตา

“ไม่ได้เป็นช่องโหว่ของกฎหมาย เพราะกฎหมายออกมาเพื่อปกป้องคุ้มครองเด็ก ดังนั้น ผู้ชายต้องไม่ยุ่งกับผู้หญิงที่มีอายุไม่เกิน 15 ปี แม้เป็นผู้หญิงคนนั้นจะดีจะชั่ว หรือจะเป็นผู้หญิงขายบริการก็ตาม เป็นเรื่องของผู้ชายที่ต้องระวัง พ่อแม่ผู้ปกครองต้องสอนลูกว่า ไม่ควรไปยุ่งกับเรื่องผิดศีลธรรมหรือไม่ควรยุ่งก่อนที่จะถึงวัยอันควร” ทนายความชื่อดัง ให้ความเห็น

พ่อแม่รู้เห็น ให้ลูกไปมีสัมพันธ์คนอื่น มีความผิดหรือไม่?

จากพฤติการณ์ที่เคยเกิดขึ้นที่พ่อแม่ฝ่ายหญิงร้องเรียกค่าเสียหายจากฝ่ายชาย จากการไปมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกัน หากฝ่ายชายจ่ายน้อยหรือไม่ยอมจ่ายจะดำเนินคดีตามกฎหมายนั้น

อาจารย์วันชัย อธิบายว่า หากพ่อแม่มีส่วนรู้เห็นในการให้ลูกไปร่วมประเวณีกับฝ่ายชาย พ่อแม่จะมีส่วนผิด ฐานเป็นธุระจัดหาให้มีการค้าประเวณี หรือให้มีคนร่วมเพศกัน หรือสนับสนุนให้มีความสัมพันธ์ทางเพศกับเด็ก แต่ถ้าไม่รู้เรื่องเลยจะไปเอาผิดกับพ่อแม่ไม่ได้

หากพ่อแม่มีส่วนรู้เห็นในการให้ลูกไปร่วมประเวณีกับฝ่ายชาย พ่อแม่จะมีส่วนผิด ฐานเป็นธุระจัดหาให้มีการค้าประเวณี หรือให้มีคนร่วมเพศกัน หรือสนับสนุนให้มีความสัมพันธ์ทางเพศกับเด็ก
เตือนผู้ปกครอง พบเคสมีสัมพันธ์เรียกเงินหลายคดี แจ้งรัฐตรวจสอบ

ด้าน พ.ต.ต.จตุพร อรุณฤกษ์ถวิล ผู้อำนวยการส่วนป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ 2 เปิดเผยกับทีมข่าวฯ ว่า ปกติจะมีข่าวการแชตในสื่อสังคมออนไลน์ และมีการนัดหมายจนนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์กันตามประสาของวัยรุ่น และเมื่อผู้ปกครองทราบก็จะมีการเรียกร้องค่าเสียหายต่างๆ ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็จะมีการไปแจ้งความดำเนินคดีกัน เพราะอาศัยข้อกฎหมายที่ยังเป็นเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

ทั้งนี้ มีเคสหนึ่งที่เป็นกรณีศึกษา โดยผู้เสียหายได้มีการแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีอีกหลายเคสในลักษณะเดียวกัน จึงเกิดเป็นคำถามขึ้นมาว่า เป็นความตั้งใจหรือเปล่า หรือเป็นวิธีการเอาเด็กไปเร่ขายหรือไม่ เพราะเหตุใดถึงปล่อยให้เกิดการแจ้งความเคสลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ กัน

แต่เมื่อมีโอกาสได้เข้ามารับผิดชอบดูแลเคสนี้อย่างจริงจัง จึงทราบว่า ผู้ปกครองฝ่ายหญิงซึ่งป่วยเป็นโรคแพนิค ซึ่งเมื่อทานยาหลับไป ลูกก็หนีออกจากบ้าน ซึ่งทำให้ผู้ปกครองไม่รับรู้เรื่องพฤติกรรมของลูก และเด็กก็ได้ใช้วิธีการขอเงินญาติมาเรียนหนังสือ ซึ่งข้อมูลในส่วนนี้ทำให้พิสูจน์ทราบได้ว่า ไม่มีการแสวงหาประโยชน์จากเด็ก

อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองควรตรวจสอบดูว่า ผู้เสียหายมีกรณีลักษณะนี้กี่ครั้ง หากพบว่าเกิดขึ้นหลายครั้งควรแจ้งหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบ เพื่อหยุดพฤติการณ์ดังกล่าวไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก

สำหรับในตอนต่อไป ทีมข่าวฯ จะพาไปเจาะเรื่องปมสุขภาพจิตของเด็กและพ่อแม่ ก่อนนำมาสู่การก่อพฤติกรรมดังกล่าว รวมถึงจะส่งผลอย่างไรต่อไปในอนาคต และเมื่อมีคดีลักษณะนี้ขึ้นสู่การพิจารณาของพนักงานอัยการแล้วจะเป็นอย่างไร โปรดติดตาม.

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่


    reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

อ่านเพิ่ม

พ่อแม่ต้องรู้! ภัยร้ายโซเชียล ด.ญ.14 ติดแชตจนเสียตัว ครอบครัวใจสลาย

อุบายหญิงล่อชาย พลีกายร้องเงิน กระบวนการยุติธรรมยังมีช่องโหว่!

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้