วันเสาร์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

รุกขเทวดาพม่า

คุณอองซาน ซูจี กลับพม่าไปแล้ว แต่แรงสะเทือนในการมาเยือนไทย ทำให้ผมยังติดใจ อ่านนิทานพม่า วันนี้อ่านเจอเรื่องชื่อ รุกขเทวดาผู้ชอบจี้...(นิทานพม่า ส.พลายน้อย สถาพรบุ๊คส์)

หญิงชราอยู่กับลูกชาย ก็พอเป็นสุขสบาย แต่ต่อมาเมื่อลูกชายได้เมีย เอาเมียมาอยู่ในบ้าน หญิงชราก็เริ่มลำบาก

แต่ละวัน ลูกสะใภ้มักฟ้องลูกชายว่า หญิงชรากินข้าวจุมากๆ จนข้าวที่เคยแบ่งกันกินในบ้านไม่พอ ปีนั้นข้าวขาดแคลน ทั้งผัวเมียเริ่มคิดกันว่า คงจะเลี้ยงดูหญิงชราไม่ได้ต่อไป

แล้วก็ถึงวันนั้น วันที่ลูกสะใภ้ยุให้ลูกชายพาแม่เข้าป่า ตั้งใจจะปล่อยทิ้งไว้ให้เสือกิน

แต่จะปล่อยเอาไว้ ก็ไม่แน่ว่านางจะหาทางเดินกลับบ้าน ลูกชายก็มัดแม่ไว้กับต้นมะขามใหญ่ ซึ่งมีรุกขเทวดาใจดีพำนักอยู่

ตกกลางคืน เสือก็ออกมาจะกินหญิงชรา รุกขเทวดา ขอร้องเสือว่า ขอหาวิธีทดสอบนางเสียก่อน เป็นคนดีหรือเปล่า

ว่าแล้ว รุกขเทวดา ก็แยงเข้าจมูกหญิงชรา “ฮัดเช้ยๆ” นางจามออกมาแล้ว หลุดคำว่า “พุทโธๆ”

“เธอเป็นคนใจบุญ” รุกขเทวดาบอกเสือ “อย่ากินเธอเลย” เสือฟังเทวดาแล้วก็เดินจากไป

เรื่องที่เกิดขึ้น หญิงชราไม่รู้ตัวว่ารุกขเทวดาเป็นเจ้ากี้เจ้าการ เธอเห็นแต่เสือมาและเสือไป เธอหลับไปทั้งคืน ตื่นขึ้นมาก็เห็นทองหม้อใหญ่ วางอยู่ที่เท้า

หญิงชราอุ้มหม้อทองกลับเข้าหมู่บ้าน เธอไม่ได้กลับไปหาลูกชาย แต่หาซื้อบ้านหลังใหญ่อยู่ด้วยความสุขสำราญ

ฝ่ายลูกสะใภ้ประหลาดใจ ที่แม่ผัวไม่ถูกเสือกินในป่า ทั้งกลับมาในสภาพร่ำรวย จึงรบเร้าให้ผัวไปถาม แม่เห็นหน้าลูกชายก็หายโกรธ ใจอ่อน ฟังคำเว้าวอนไม่กี่คำ ก็บอกหมด

ลูกสะใภ้อยากได้ทองบ้าง สั่งให้ผัวพาเข้าไปในป่า ถึงที่หมายก็ให้ สามีมัดกับต้นมะขามใหญ่ แล้วไล่ผัวกลับบ้าน

ตกกลางคืน เสือก็มา ลูกสะใภ้ไม่กลัวเสือเลย เธอรู้สึกดีใจ เมื่อนึกถึงทองคำหม้อใหญ่ที่จะได้ในเวลาข้างหน้า

เรื่องก็เข้าอีหรอบเก่า “สหาย” รุกขเทวดาปรากฏตัวบอกเสือ

“คอยประเดี๋ยว เราอยากดูให้รู้ว่า หล่อนเป็นคนชนิดไหน”

ว่าแล้วรุกขเทวดาก็เอาขนไก่ แหย่จมูก สาวลูกสะใภ้ “ฮัดเช้ยๆ” หล่อนจามทันที

แต่ประโยคที่เธอพูดต่อไป ไม่ใช่คำว่าพุทโธๆ แต่เป็นคำว่า “หม้อทองๆ”

รุกขเทวดารู้ในบัดนั้นว่า หญิงลูกสะใภ้เป็นคนมีเล่ห์เหลี่ยม และละโมบ

“ผู้หญิงคนนี้ ไม่ใช่คนดี” รุกขเทวดาบอก “ฉันไม่แทรกแซงท่าน จัดการตามสบาย”

เมื่อเสือกินหญิงลูกสะใภ้ เป็นอาหารคาวลื่นคอ นิทานพม่าเรื่องนี้ก็จบลง

พุทธศาสนาจากอินเดีย เดินทางผ่านพม่า ก่อนมาถึงไทย พระพม่าก็เคร่งศีลกว่าพระไทย งานแต่งท่านไม่รับนิมนต์ เพราะกลัวอาบัติสังฆาทิเสส ข้อ เป็นสื่อชักให้ชายหญิงเป็นผัวเมียกัน

คนพม่าก็เคร่งกว่าคนไทย...เข้าบริเวณลานวัด ก็ถอดรองเท้า เรื่องถือศีลทำสมาธิภาวนา ก็ถือได้มั่นคงกว่า บนลานมหาเจดีย์ชเวดากอง ไปเมื่อไหร่ ก็จะเห็นแต่คนพม่านั่งหลับตาภาวนา

อานิสงส์ของการนับถือพุทธศาสนาเข้มแข็งมั่นคง นี่ล่ะกระมัง บ้านเมืองพม่าวันนี้ จึงมีประชาธิปไตย

ส่วนบ้านเมืองอื่น ที่ยังไม่ยอมไปถึงไหนนั้น ก็เห็นจะเป็นเพราะมีแต่คนใจไม่ดี...ผู้คนเป็นหมื่นนั่งหลับตาภาวนา...ในวัด ก็ยังตั้งท่า
กระเหี้ยนกระหือรือ จะหักหาญเข้าไปจับพระ

คนพวกนั้น แม้ไม่จามฮัดเช้ย แล้วท่องพุทโธ...เหมือนในนิทานพม่า แต่แม้จะท่อง “สัมมาอรหัง” ก็ระลึกถึงพระพุทธเจ้าเหมือนกัน... อานิสงส์ไม่น่าจะส่งให้ เสือ...เอ๊ย ตำรวจของรัฐบาล เข้าไปจับ

บ้านเมืองที่ผู้คนไม่ยอมรับนับถือการทำบุญ เขาว่านะ เป็นบ้านเมืองคนบาป...

ผลบาป นี่หรือเปล่า ที่มีผลให้ เป็นประชาธิปไตย เหมือนบ้านอื่นเมืองอื่นเขาไม่ได้สักที.

กิเลน ประลองเชิง

28 มิ.ย. 2559 09:05 ไทยรัฐ