วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เมียนมาท่าจะแย่

เมียนมามีรัฐธรรมนูญครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2553 มีการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2554 และได้รัฐบาลกึ่งทหารของนายพลเต็ง เส่ง รัฐสภาชุด พ.ศ.2554 มี ส.ส.มุสลิมอยู่บ้าง แต่การเลือกตั้งครั้งที่ 2 เมื่อ 8 พฤศจิกายน 2558 ไม่มีพรรคใดยอมรับผู้สมัครมุสลิมเลย แม้แต่พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยของนางซูจีก็ไม่เอา กระแสต่อต้านมุสลิมอุบัติขึ้นแรงมากในแผ่นดินเมียนมาทั้ง 7 รัฐ 7 จังหวัด

การทะเลาะเบาะแว้งเผามัสยิดและเผาบ้านเมืองเกิดขึ้นในรัฐยะไข่ ทำให้ชาวโรฮีนจาซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยมุสลิมไร้สัญชาติล้มหายตายจากเป็นจำนวนมาก หลายหมื่นคนต้องไปอาศัยอยู่ในค่ายผู้พลัดถิ่น และจำนวนไม่น้อยต้องวิ่งลงเรือเพื่ออพยพหนีออกนอกประเทศ

เดิมเรามีความหวังตั้งใจไว้ที่นางซูจี ในฐานะเธอเป็นบุคคลของโลก ย่อมมีปัญญาสากลที่จะเอาเข้าไปใช้แก้ปัญหาความขัดแย้งทั้งด้านเผ่าพันธุ์และด้านศาสนาในบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง แต่ทุกคนก็ผิดหวังครับ

ผมเริ่มสงสัยในความสามารถและทัศนคติที่มีต่อชนกลุ่มน้อยโรฮีนจาและมุสลิมของนางซูจี ตั้งแต่เธอเริ่มปฏิเสธผู้สมัครมุสลิม และมั่นใจว่านางซูจีมีทัศนคติลบต่อมุสลิม เมื่อเธอไปหาเสียงที่รัฐยะไข่ในการเลือกตั้งทั่วไปปีที่แล้ว เธอไปปรากฏตัวแว้บๆ เฉพาะภาคใต้ของรัฐ แต่ไม่ยอมเข้าไปหาเสียงในเมืองซิตตเวซึ่งเป็นเมืองเอก และยังไม่ยอมเข้าไปที่ค่ายพักแรมสำหรับผู้ไร้ที่อยู่จากเหตุความรุนแรง นักข่าวต่างประเทศพยายามสัมภาษณ์นางซูจีถึงชะตากรรมของชาวโรฮีนจา ทว่านางซูจีก็มักจะตอบอย่างเลี่ยงๆ เมื่อโดนกดดันก็จะตอบอย่างไม่เต็มใจและใช้อารมณ์ ซึ่งพฤติกรรมอย่างนี้ไม่เคยมีในบุคคลระดับโลกผู้รับรางวัลโนเบล

นับแต่นั้นเป็นต้นมา นางซูจีก็มักจะถูกวิจารณ์ด้านลบในส่วนที่เกี่ยวดองหนองยุ่งกับสิทธิมนุษยชน และสิ่งนี้ก็เป็นเหมือนกับจุดดำบนผ้าขาวที่ห่อร่างของนางซูจี

เมียนมาเป็นสาธารณรัฐแห่งสหภาพที่ประกอบไปด้วยผู้คนชนเผ่าต่างๆ มากถึง 135 เผ่า ชาวโรฮีนจาซึ่งเกิดในแผ่นดินเมียนมาพยายามตะโกนก้องร้องว่า ขอให้พวกข้าพเจ้าได้เป็นเผ่าพันธุ์ที่ 136 ของประเทศอย่างเป็นทางการด้วยเถิด แต่ก็ไร้เสียงตอบจากนางซูจี

นางยาง ฮี ลี ผู้แทนพิเศษด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติไปเยือนค่ายผู้อพยพลี้ภัยเมื่อหลายปีก่อน เธอก็ถูกพระสงฆ์หัวรุนแรงเรียกเธอว่าโสเภณี เดือนมิถุนายน 2559 ปีนี้ นางลีมีหน้าที่ต้องไปเยือนชาวโรฮีนจาในเมียนมาอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้มีคำสั่งของกระทรวงข้อมูลข่าวสารเมียนมาที่ตีตราลับมาก ส่งไปยังหน่วยงานต่างๆ สั่งว่า ในช่วงที่ผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติมาเยือนเมียนมา ไม่ให้ราชการใช้คำเรียกว่าโรฮีนจา หรือเบงกาลี ซึ่งแปลว่าผู้อพยพผิดกฎหมายจากบังกลาเทศ แต่ให้ใช้คำว่าคนที่เชื่อศาสนาอิสลามในรัฐยะไข่แทน

ชีวิตการเมืองของนางซูจีเริ่มด้วยความเป็นนางเอกแห่งมวลมนุษยชาติ แต่ก็ไม่แน่นะครับ ถ้าเป็นผู้นำประเทศไปนานๆ เธอก็อาจจะจบชีวิตการเมืองได้ไม่สวย อาจจะกลายเป็นนางมารด้านสิทธิมนุษยชนของโลกก็ได้ ตอนนี้ก็มีรายงานของสหประชาชาติออกมาแล้วว่า ชาวโรฮีนจาถูกเจ้าหน้าที่รัฐบาลเมียนมาล่วงละเมิด กดขี่ข่มเหง จับกุมตามอำเภอใจ สังหาร กักขังทรมานและบังคับใช้แรงงาน นักกฎหมายหลายคนในองค์กรโลกอย่างสหประชาชาติเริ่มออกมาเตือนแล้วว่าการล่วงละเมิดอย่างต่อเนื่องกับชาวโรฮีนจาของคณะผู้นำเมียนมาอาจจะเป็นการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

สัปดาห์ที่แล้ว ความขัดแย้งด้านศาสนาบานปลาย ย้ายจากรัฐชายแดนตะวันตกมายังภาคกลางที่เมืองพะโค ชุมชนมุสลิมต้องการสร้างโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ก็มีชาวบ้านมาต่อต้าน และตามด้วยผู้คนอีกประมาณ 200 คนมาเผามัสยิด พังกุโบรฺที่ฝังศพของมุสลิม มุสลิมทั้งหลายแม้ไม่ใช่ชาวโรฮีนจาก็ต้องหนีเอาตัวรอด หลายคนไม่กล้ากลับบ้าน

ความขัดแย้งทางศาสนาน่าจะทำให้เมียนมาตกเหวอีกครั้งหนึ่งก็ได้.

คุณนิติ นวรัตน์
songlok@outlook.co.th  
www.nitipoom.media  
www.facebook.com/nitipoom.thailand 

28 มิ.ย. 2559 08:55 28 มิ.ย. 2559 08:55 ไทยรัฐ